เกาะเงียบงันในคืนคำสาป
เรือไม้กระแทกกับท่าเรือเก่า ฝ่าคลื่นทะเลตะวันตกเฉียงใต้ที่ดูเหมือนสงบนิ่ง ทว่าความเงียบของเกาะกลางทะเลเบื้องหน้า กลับเย็นเยียบจนจิรัสย์ขนลุก ทั้งห้าคน—จิรัสย์, มิ้น, ภูเบศ, ปลายขวัญ และสาโรจน์—ก้าวขาลงบนสะพานไม้ผุกร่อน พลางหอบหายใจด้วยความตื่นเต้นและฝังความกังวลไว้อย่างแนบเนียนในรอยยิ้ม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คิดว่าคืนนี้จะเจออะไรบ้างไหม?” มิ้นกระซิบถามจิรัสย์ แววตาสำรวจแผ่นฟ้าที่มืดมนเกินจริง
“เฮ้ย อย่าว่างั้นงี้ นี่งานวิจัยนะ ไม่ใช่ค่ายสยองขวัญ” สาโรจน์หัวเราะ แต่เสียงหัวเราะของเขาไม่ดังนัก กระทบกับผิวลมที่แปลกประหลาดจนต้องมองมือถือว่าต่อยังไงกับโลก
ภูเบศโยนเป้สะพายขึ้นบ่า เสียงหนังสือเกี่ยวกับตำนานเกาะและเครื่องไม้เครื่องมือกระทบกันเบา ๆ “ที่นี่ไม่มีโรงแรม ไม่มีแม้แต่โฮมสเตย์ มีแต่อาคารไม้กับบ้านหลังเก่า ๆ”
ปลายขวัญมองสำรวจเรือนแถวร้างที่ตั้งอยู่ไกลออกไป “แถวนั้นดูเหมือนมีคนอาศัยบ้างนะ… หรือเปล่า?” เสียงเธอแผ่วลงทันที เหมือนถูกกลืนหายไปกับเสียงคลื่น
ทุกคนเดินฝ่าความเงียบเข้าสู่บ้านพักวิจัยที่อาจารย์เตรียมไว้ ประตูไม้เอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกเปิด เศษฝุ่นปลิวว่อนใต้แสงโคมไฟฉุกเฉิน โต๊ะยาวกลางห้องวางแผนที่เก่า ๆ ทับด้วยสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าแตะ
“จิ เอางี้ คืนนี้นอนรวมนะ เผื่อมีอะไรกะทันหัน” ภูเบศว่า ก่อนวางเป้อุปกรณ์บนพื้น
“ฉันไม่ขัดนะ ขอแค่ไม่มีจิ้งจกในห้องก็พอ” มิ้นตอบพร้อมยิ้มแหย
สาโรจน์เหลือบตามองสมุดบันทึก “นั่นอะไร อาจารย์ฝากไว้เหรอ?”
จิรัสย์หยิบมันขึ้น ทั้งมือสั่น สายตาทุกคนจ้องแน่น ประโยคบนหน้าปกเขียนด้วยลายมือสั่นระริก “ห้ามเปิดในคืนจันทร์เต็มดวง”
ความเงียบเข้าครอบงำห้องว่าง—ทุกคนต่างพยายามกลั้นลมหายใจ เสียงหัวใจดังราวกับฟ้าผ่า—คืนแรกในเกาะแปลกจบลงใต้เงาคำเตือนนั้น
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าสีเงินเทา คลื่นทะเลเอื่อยเอียง กลิ่นดินชื้นคละคลุ้งในอากาศ จิรัสย์นั่งจดข้อมูลพันธุ์ไม้ตามหน้าที่ ระหว่างที่ปลายขวัญเก็บตัวอย่างดินใกล้กับป่ารกทึบ มิ้นถือกล้องถ่ายภาพอยู่ไม่ไกล สาโรจน์เดินตรวจรอบบริเวณโดยไม่พูดอะไร ภูเบศกำลังอ่านสมุดตำนานบนระเบียงไม้คนเดียว
“นายเห็นคนเดินตรงแถวบ่อน้ำปะ?” มิ้นถามพร้อมวางกล้องลง
ปลายขวัญส่ายหน้า “เปล่า …ที่นี่เงียบจะตาย”
เสียงแตกพร่าของโทรศัพท์สาโรจน์ขัดจังหวะ ทุกคนเงยหน้ามองด้วยความหงุดหงิด—ไม่มีสัญญาณ ไม่มีอินเทอร์เน็ต
“แบบนี้ติดต่อใครไม่ได้เลย” ภูเบศพึมพำแผ่วเบา ไม่สบตาใคร
เย็นวันเดียวกัน กลุ่มนักศึกษาเดินสำรวจเกาะ พบว่าหมู่บ้านเก่าคือกลุ่มอาคารไม้ผุพังที่ไร้ผู้คน ประตูหน้าบ้านบางบ้านปิดสนิท บางบ้านแง้มจนเห็นเงาดำเลือนราง ซากเครื่องใช้สนิมกรังทิ้งไว้บนระเบียง บางครั้งเสียงฝีเท้ากลับดังแว่วหลังเงาไม้
ในตลาดรกร้าง แผ่นป้ายไม้เขียนด้วยภาษาที่ไม่รู้จัก มิ้นหยิบกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์ เธอสบตากับใครบางคนที่โผล่พ้นหน้าต่างบ้านเก่า ก่อนเงาสลัวนั้นจะหายวับไปทันที
“มีคนอยู่จริง ๆ หรือเปล่า?” จิรัสย์พึมพำ
“ไปเหอะ นี่ก็เย็นแล้ว” ปลายขวัญเร่งฝีเท้าอย่างขัดเขิน
ขณะเดินกลับ พวกเขาพบหญิงชราร่างผอมในเสื้อผ้าขาดวิ่นยืนมองอยู่ริมทาง ดวงตาซีน้ำตาลแก่ฉายแววประหลาด
“พวกหนู…อย่าอยู่คืนนั้น…” เสียงเธอสั่นพร่า ก่อนเดินหายเข้าท้ายหมู่บ้าน ประโยคนั้นลอยวนในหัวทุกคนแต่ไร้ใครกล้าพูดออกมา
คืนนั้น มิ้นนอนไม่หลับ เธอมองจันทร์เต็มวงบนฟ้า แล้วเสียงดังแปลกประหลาดจากห้องเก็บของใต้อาคารรบกวนทุกสายตา จิรัสย์ลุกมาดู พลางหยิบไฟฉายส่องแทนความกลัว ทุกคนเดินตามกันอย่างระแวง
หน้าห้องเก็บของ ประตูไม้สั่นไหวเอง เสียงกลไกอะไรบางอย่างข้างในดังคล้ายขูดเล็บกับไม้ “นายกล้าเปิดไหม?” สาโรจน์กระซิบ
จิรัสย์กลืนน้ำลาย “ต้องมีเหตุผลสิ…อาจเป็นสัตว์” มือเขาเอื้อมไปบิดลูกบิด กลิ่นอับและลมเย็นวูบออกมาในพริบตา
ในแสงไฟฉายที่สั่นไหว พบกล่องไม้เก่าและเส้นผ้าขาวม้าผูกเป็นเงื่อนประหลาด มีชื่อใครคนหนึ่งสลักบนฝา ทุกคนก้มมองนิ่ง
“เราอย่าตามใจความกลัวซะทีเดียว” ภูเบศว่า ก้าวเข้าไปใกล้จิรัสย์เหมือนกล้า แต่เสียงในใจเต็มไปด้วยความกลัวไม่ต่างกัน
ปลายขวัญเอื้อมมือผลักกล่อง กล่องล้มครืนก่อนฝาแง้มเผยจดหมายเก่า ทุกคนชะงัก “ใครเขียน?” มิ้นกระซิบ
“เผลอ ๆ เป็นของเจ้าของเกาะคนเก่า…” สาโรจน์ว่าด้วยเสียงต่ำ
จิรัสย์หยิบจดหมายนั้นขึ้นมา ตัวหนังสือซีดจางแต่ยังอ่านได้ “…ขอให้อภัยผู้ที่เคยพลาดพลั้งในคืนจันทร์เต็มดวง มิฉะนั้น…”
จู่ ๆ หนึ่งในพวกเขา—ปลายขวัญ—ร้องเสียงหลง เสียงปังเหมือนบางอย่างตก “เงา!” เธอชี้ไปทางมุมห้อง ทุกคนมองเห็นเงาดำผ่านวูบเดียว หายวับไป
ความกลัวคืบคลาน ความเงียบกดทับ—แต่คำถามยังคงค้างในใจทุกคน คืนถัดไป ภูเบศหายตัวไปขณะสำรวจรอบที่พัก ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งสี่คนเผชิญหน้ากับความตึงเครียดและข้อกล่าวหา มิ้นโทษจิรัสย์ที่ดื้อดึงจะสืบค้นต่อ ปลายขวัญร้องไห้เพราะรู้สึกผิดที่ไม่ได้รั้งภูเบศ สาโรจน์กดดันให้ตัดสินใจออกจากเกาะ แต่เรือไม่มี แจ้งใครไม่ได้
“นายพูดจาเหมือนฉันเป็นต้นเหตุ” จิรัสย์คำรามใส่มิ้น
“ก็ถ้านายไม่…” มิ้นหลบตา สูดลมหายใจ “ฉันกลัว…นายเข้าใจไหม”
สาโรจน์เอื้อมจับแขนมิ้น ท่าทางลังเล “เลิกโทษกันเอง เหอะ! มีแต่เรานี่ล่ะจะรอดได้”
พวกเขาตัดสินใจสำรวจเกาะอีกครั้ง พบบ้านร้างหลังใหม่ซ่อนในป่า ภายในมีภาพถ่ายขาวดำบนผนัง เป็นรูปคนหนุ่มสาวยืนเรียง—ใบหน้าหนึ่งเหมือนภูเบศไม่มีผิด
ปลายขวัญเข่าอ่อน “นี่มันอะไรกัน…”
มิ้นค้นเอกสารเจอบันทึกโบราณ เผยประวัติคนบนเกาะคือกลุ่มนักศึกษาที่มาเมื่อห้าสิบปีก่อน แล้วมีเหตุสยองในคืนจันทร์เต็มดวง คำสาปถูกผูกไว้กับผู้มาเยือนที่ “แบกความผิด” ในใจ
สาโรจน์เริ่มขาดสติ “อยากออกไปเดี๋ยวนี้…”
จิรัสย์กลั้นใจอ่านบันทึกนั่นต่อต่อหน้าทุกคน “…ใครไม่ยอมให้อภัยตนเอง จะไม่มีวันรอดคืนจันทร์”
คืนนั้น ต่างคนต่างเผชิญหน้ากับความกลัวและความลับในใจ มิ้นสารภาพกับจิรัสย์ว่าครั้งหนึ่งเคยทำให้เพื่อนต้องซวย ความผิดติดตัวเธอมาตลอด สาโรจน์ร้องไห้เงียบ ๆ ข้างระเบียง คิดถึงพ่อที่จากไปโดยยังไม่ได้ให้อภัย ปลายขวัญยอมรับว่ากลัวถูกทิ้งเหมือนแม่ ส่วนจิรัสย์ทบทวนการตัดสินใจในอดีตที่ทอดทิ้งคนรักเมื่อเจ็บปวดที่สุด
ทุกคนจมอยู่ในความเงียบงันแต่ละคืนภายใต้แสงจันทร์ กระทั่งเสียงร้องไห้ของภูเบศดังขึ้นกลางดึกดังสะท้อนรอบเกาะ “ให้อภัยฉันด้วย…”
สายลมแรงโหมเกาะ ฝนแรกตั้งแต่พวกเขามาถึงเทกระหน่ำ กลิ่นเกลือและดินปนฟ้าคำราม สาโรจน์วิ่งออกไปในพายุ “ภูเบศ! กลับมา!”
ทุกคนวิ่งตาม เงาดำมากมายเคลื่อนไหวรอบ ๆ บ้านร้าง จิรัสย์คว้าสมุดบันทึกกับจดหมายเก่าออกมาอ่านดัง ๆ “ให้อภัยตนเองและผู้อื่น!”
เสียงทุกอย่างหยุดนิ่ง เงาดำค่อย ๆ หายไป ภูเบศกลับมาพร้อมรอยน้ำตา เฉลยความผิดที่แบกไว้ตั้งแต่เด็กและพ้นจากพันธนาการของคำสาป
รุ่งเช้า เรือของชาวบ้านแล่นฝ่าหมอกมาถึงหน้าหาดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทุกคนโล่งใจแต่ต่างเติบโตอย่างเงียบงัน กลับสู่ชีวิตเดิมพร้อมบาดแผลใหม่และภาพจำสุดท้าย—ดวงจันทร์เต็มดวงทอแสงเหนือผืนทะเลเงียบเฉียบ เมื่อเสียงให้อภัยครั้งสุดท้ายลอยตามสายลม ราวกับเกาะทั้งเกาะถอนหายใจอย่างโล่งอก