เสียงกรีดกลางไร่หนองเงียบ
เสียงลมหวิวพัดลอดผ่านช่องไม้กระดานของบ้านไม้สองชั้นกลางไร่หนองเงียบ ในยามเย็นเมฆทึบ ครูน้ำเดินลงจากรถกระบะเก่า ใบหน้าซูบซีดกับรอยคล้ำใต้ตา เธอหอบกระเป๋าย่ำเท้าลงบนดินเหนียวที่ยังเฉอะแฉะจากฝนเมื่อคืน ไม่มีเสียงต้อนรับจากใคร มีเพียงความเงียบกับกลิ่นหญ้าเปียกและขี้วัวจาง ๆ ลอยปะปนในอากาศ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอหยุดยืนใต้ชายคา สูดหายใจลึก พยายามกลั้นน้ำตา มองบ้านไม้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตชีวาแต่ตอนนี้เหลือเพียงควันไฟที่โชยจากเตาเก่า ๆ และเงาของแม่ที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้นไม้หน้าเตาผิง ครูน้ำเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ แม่ มือเย็น ๆ ของแม่แตะต้นแขนแล้วปล่อยลง “กลับมาทำไม…พ่อยังไม่กลับมา” เสียงสั่น ๆ ของแม่ทำให้ใจเธอจมดิ่งลง
สมบัติ ผู้จัดการไร่ชายวัยกลางคนที่ทำงานกับพ่อมานาน เดินออกมาจากหลังบ้าน เขาเหลือบมองน้ำตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถามเสียงห้วน “จะเอายังไงต่อ เรื่องมันยังไม่จบหรอกน้ำ” น้ำพยักหน้ารับ ไม่อยากพูดถึงชื่อของพ่อที่หายไปเกือบสามเดือนแล้ว
หัวค่ำ แสงตะเกียงริบหรี่กลางบ้านม่านหมอก น้ำยืนริมหน้าต่าง มองออกไปสุดไร่โพด เธอได้ยินเสียงบางอย่าง เหมือนเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ ลอยมากับสายลม เธอสะดุ้งหันซ้ายขวา มองหาต้นเสียง แต่ในบ้านมีเพียงความเงียบ แม่กับสมบัตินั่งนิ่งไม่มีใครเอะใจ
“หนูได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ไหม” น้ำถามแม่เบา ๆ แม่เหลือบมองน้ำ แววตาไม่แน่ใจ “อย่าไปสนใจ…ที่นี่มันมีแต่เสียงลม” สมบัติหัวเราะแห้ง ๆ ตาม “เสียงลมจริง ๆ แหละ” เขายักไหล่ แต่สายตาของเขากลับเคร่งเครียดกว่าที่พูด
กลางดึก น้ำยังนอนไม่หลับ เธอเดินไปที่ระเบียงชั้นสอง ลมหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ท่ามกลางแสงจันทร์จาง ๆ เธอเห็นเงาบางอย่างเคลื่อนไหวในไร่โพด มันเร็วเกินจะจับได้ว่าเป็นคนหรือสัตว์ เสียงกรีดร้องเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนดังมาจากบึงเก่าใจกลางไร่
เช้าวันต่อมา สมบัติยืนสูบบุหรี่ที่หน้าบ้าน สายตาเขาไม่กล้าสบตาน้ำ “เมื่อคืนได้ยินเสียงมั้ย” น้ำถาม เขาหลบตา “ที่นี่มันเสียงแปลก ๆ ประจำ อย่าไปใส่ใจ” แต่เมื่อสมบัติหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน น้ำเห็นเขาหยิบผ้ายันต์เก่า ๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วซุกลงในลิ้นชักอย่างลับ ๆ
น้ำออกไปเดินสำรวจไร่ เธอเจอต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้บึง ใต้โคนต้นมีป้ายไม้เลือนลางจารึกชื่อใครบางคนไว้ด้วยลายมือหยาบ ๆ เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลัง น้ำหันไปเจอลุงอ่อน คนดูแลไร่วัยชรา เขามองต้นโพธิ์ตาไม่กระพริบ “อย่าเดินใกล้ต้นนั้นนัก…มันไม่ควรมีใครอยู่แถวนั้นหลังพระอาทิตย์ตก”
“ทำไม?” น้ำถาม ลุงอ่อนถอนใจ “ก็แค่เชื่อเถอะ” เขาไม่พูดอะไรอีก เดินจากไปอย่างรวดเร็ว น้ำยืนงงกับความเงียบงันที่หนักขึ้นทุกที
ค่ำวันใหม่ น้ำถูกปลุกด้วยเสียงกุกกักที่หน้าต่าง เธอเปิดม่านดู เห็นเงาดำเล็ก ๆ วูบไหวหลังกอหญ้า ปลายตาเธอเหมือนเห็นเด็กผู้หญิงสวมชุดขาวเปื้อนโคลนยืนอยู่ข้างบึง สายตาว่างเปล่า น้ำขยี้ตาแรง ๆ แล้วเด็กคนนั้นก็หายไป
น้ำเล่าให้แม่ฟัง แม่กลับนิ่งเงียบ “ไม่มีเด็กคนไหนอยู่แถวนี้” น้ำย้ำเสียงแน่น “หนูเห็นจริง ๆ นะแม่!” แม่หันมาตาจ้องเขม็ง “ไม่ต้องพูดอะไรอีก เข้าใจมั้ย!” น้ำชะงัก ไม่กล้าซักต่อ
ตอนกลางวัน สมบัติตามน้ำไปที่บึงเก่า เขากระซิบ “อย่าพยายามขุดคุ้ยอะไรเลย เชื่อเถอะน้ำ บางเรื่องมันต้องฝังไว้” น้ำอดทนไม่ไหว “ที่จริงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่? แล้วพ่อไปไหน?” สมบัตินิ่งเงียบ สีหน้าหวาดระแวง “ฉันไม่รู้—แต่ถ้าฉันรู้ก็คงไม่กล้าบอก” เขากระซิบเสียงสั่น ก่อนเดินหลบไปอีกทาง
คืนต่อมา เสียงกรีดร้องดังขึ้นหนักหน่วงกว่าทุกคืน น้ำตื่นผวานั่งกอดเข่าในห้อง เงาเด็กผู้หญิงโผล่กลางบึง จ้องมาที่ระเบียงบ้าน น้ำใจเต้นแรงจนแทบขาดใจ เงาหายไปพร้อมกับเสียงน้ำกระเพื่อม
วันถัดมา น้ำแอบไปค้นของในห้องเก็บของหลังบ้าน เจอสมุดบันทึกเก่าของพ่อ เธอเปิดอ่าน พบข้อความวกวน “อย่าปลุกมัน…มันตื่นแล้ว…บึงนี้ต้องเงียบ” เธอพลิกไปหน้าถัด ๆ พบชื่อเด็กหญิงที่เธอเห็นในความมืด และบันทึกถึงอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อนที่ไร่แห่งนี้
น้ำไปที่บึงอีกครั้ง เห็นเงาของเด็กหญิงยืนอยู่กลางบึง “เธอเป็นใคร?” น้ำตะโกนถาม เงาเงียบงัน ไม่มีเสียงตอบ เฉพาะเสียงน้ำหยดติ๋ง ๆ และลมแรงที่พัดกลิ่นโคลนโชยขึ้นมาอย่างผิดปกติ
น้ำเริ่มมีอาการหวาดผวา ไม่กล้าอยู่คนเดียว สมบัติและลุงอ่อนเริ่มถกเถียงกันเสียงดังมากขึ้นในบ้าน “เราควรขายที่นี่ไปซะ!” สมบัติแผดเสียง “จะเอาไปขายให้ใคร? ใครจะกล้ามาอยู่!” ลุงอ่อนเถียงกลับ เสียงทั้งสองคนก้องไปทั่ว ก่อนสงบลงด้วยความเงียบที่หนักอึ้ง
คืนหนึ่ง น้ำฝันเห็นภาพอดีต ไม่ใช่ความฝันแต่เหมือนความทรงจำที่ถูกกดไว้ เธอเห็นพ่อกับสมบัติยืนข้างบึง มีเด็กหญิงวิ่งร้องไห้ ปากตะโกนขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ร่างจะหายไปในน้ำ พ่อของน้ำยืนมองด้วยสีหน้าช็อก สมบัติหลบสายตา น้ำสะดุ้งตื่น เหงื่อท่วมตัว
น้ำเริ่มสังเกตว่าแม่มักขังตัวอยู่ในห้อง ลางทีได้ยินเสียงแม่พูดคนเดียว “ให้อภัยแม่ด้วย…แม่ขอโทษ…” น้ำแอบฟังแต่ไม่กล้าเปิดประตูเข้าไป
วันหนึ่ง ขณะน้ำเดินผ่านใต้ต้นโพธิ์ เธอเห็นเศษผ้าขาวเปื้อนโคลนติดอยู่ที่ราก น้ำก้มเก็บขึ้นมาดู ในพริบตาเสียงกรีดร้องก็แทรกเข้ามาในหู เธอเขวี้ยงผ้าทิ้งและวิ่งไปที่บ้าน ท้ายที่สุดก็พบว่าสีหน้าของแม่เปลี่ยนไป กลายเป็นความกลัวสุดขีด
คืนถัดมา แม่ของน้ำตื่นกลางดึก ร้องไห้โวยวาย “เขาจะมาเอาตัวฉัน! อย่าปล่อยให้เขาเข้ามา!” สมบัติและลุงอ่อนรีบเข้าไปปลอบแต่ไม่สำเร็จ น้ำเห็นเงาเด็กหญิงปรากฏที่หน้าต่าง กระจกสั่นไหว จนทุกคนต้องหลบหนีเข้าไปในห้องเดียวกัน
สมบัติเผยความลับ “สิบปีก่อน…มีเด็กผู้หญิงลูกหลานคนงานตกบึง ไม่มีใครช่วยทัน ทุกคนปิดเรื่องนี้ไว้ กลัวจะโดนไล่ออก พ่อของน้ำเป็นคนพยายามช่วยแต่ไม่ทัน…ตั้งแต่นั้นมาเสียงกรีดร้องก็ไม่เคยหายไป”
ลุงอ่อนพูดเสียงสั่น “ที่นี่ถูกสาปแล้ว บึงนี้ต้องเงียบถึงจะปลอดภัย…แต่ตอนนี้มันไม่เงียบอีกต่อไป” ทุกคนในห้องเงียบงัน น้ำมองหน้าแม่ที่ร้องไห้ไม่หยุด
กลางดึก เสียงกรีดร้องทวีความดังขึ้น บ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน เงาเด็กหญิงเดินเข้ามาที่ประตู น้ำลุกขึ้นยืนหน้าสั่น เธอเปิดประตูออกไปเสียงเงียบกริบ เงายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมดวงตาว่างเปล่า น้ำสะอื้น “ขอโทษ…ขอโทษ…”
เงาเด็กหญิงเอื้อมมือออกมา น้ำลังเลแต่ตัดสินใจจับมือไว้ ด้วยความรู้สึกผิดและเจ็บปวด เงาจางหายไปเหลือเพียงความเงียบสงัด น้ำทรุดนั่งร้องไห้
รุ่งเช้า ไร่หนองเงียบกลับมาเงียบอีกครั้ง แม่ของน้ำตัดสินใจสารภาพผิดกับครอบครัวคนงาน สมบัติลุงอ่อนตามไปด้วย น้ำยืนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ฟังเสียงลมและรู้ว่าความเงียบนี้เต็มไปด้วยความหมาย บ้านหลังเก่าดูเหมือนสงบขึ้น แต่ทุกคนรู้ดีว่าเสียงกรีดร้องนั้นจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของไร่หนองเงียบตลอดไป
คืนนั้นก่อนนอน น้ำได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ลอยมากับสายลม “…ขอบคุณ…”
เธอหลับตาลง น้ำตาไหลด้วยความรู้สึกหนักอึ้งปนโล่งใจ ทว่าในความเงียบนี้กลับเต็มไปด้วยเงาอดีตที่ไม่เคยสลายหายไป