เสียงเงาชั้นสี่
เสียงฝนโปรยปรายกระทบกระเบื้องหลังคาบ้านเช่าสูงสี่ชั้นในซอยร้างตลอดเย็นวันศุกร์ มรุต เดินเข้าซอยด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากงานประจำ เขาสะพายเป้สีดำโทรม ๆ สายตากวาดตามองดวงไฟที่เริ่มติดๆ ดับๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทางเดินหน้าบ้านเงียบกริบ มีเพียงแสงไหวราง ๆ จากหน้าต่างชั้นล่าง ป้ายไม้ สลักชื่อว่า “บ้านวลัยรัตน์” แขวนกระดกอยู่เพราะลมฝน
มรุตหยุดยืนหน้าแผงกุญแจ เขาหยิบกุญแจดอกเหล็กขึ้นมากะจะไขเข้าห้องเช่า ทันใดนั้น—เสียงฝีเท้า… เนิบช้าบนพื้นไม้ชั้นบน ดังลงมาตามบันไดเก่า
เขากลืนน้ำลายแล้วเหลียวซ้ายขวา แน่ใจว่านีร กับปรัชญ์—เพื่อนร่วมห้องสองคน—ยังไม่กลับมา เสียงนั้นควรจะไม่มีที่มา แต่เขาเลือกจะไม่สนใจ ดึงเป้ขึ้นบ่า เปิดประตูเข้าไป—เสียงฝีเท้าหายไป เพียงพริบตานั้น ที่บันไดกลับกลายเงางำแปลกตาสะท้อนสายฝน
ห้องโถงโล่ง มีกลิ่นชื้นของไม้เก่า ภาพเก่า ๆ ของครอบครัวเจ้าของบ้านยังคงประดับเรียงราย อากาศเย็นชื้นราวกับดูดคำพูดทุกคำออกจากปาก
เขาขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ ผ่านชั้นสองที่เปิดไฟไว้ลาง ๆ กระทั่งถึงชั้นสาม—ชั้นของห้องเขา เหลือบขึ้นไปเห็นพื้นไม้ชั้นสี่ ไม่มีแสง ไม่มีใครอาศัย เงามืดทอดตัว เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นแปลก ๆ เหมือนเครื่องหอมเก่า
เสียงประตูข้างห้องเปิดดังเอี๊ยด นีรโผล่หน้าออกมา “มรุต กลับมาแล้วเหรอ?” น้ำเสียงเธอปนระแวง สายตาเธอหลบเลี่ยง ไม่ค่อยสบตา
“ได้ยินเสียงอะไรข้างบนมั้ยเมื่อกี้?” มรุตถามเสียงเบา
นีรนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ “อย่าใส่ใจเลย ฉันก็ได้ยิน แต่เออมัน… เหมือนลมมั้ง” เธอพูดห้วน ๆ ก่อนปิดประตู
ห้องสลัว มรุตวางเป้ข้างเตียง ที่หน้าต่างแสงฟ้าแลบเห็นเงาอะไรสั้น ๆ เคลื่อนไหว เขาลุกไปตรวจดูแต่ไม่มีอะไร เว้นเพียงเสียงฝนแล้วก็เงาไม้โยกไปมาตามสายลม
เวลาเลยไปจนค่ำ ปรัชญ์กับเจน—เพื่อนร่วมห้องอีกคู่ กลับมา พวกเขาท่าทางเหนื่อยล้า ปรัชญ์เดินมาเปิดตู้เย็นมองหาเหล้า “นี่รู้มั้ย วันนี้ฉันขึ้นไปดูบนชั้นสี่อีกแล้ว” เสียงเขาเทากว่าเดิม “ประตูล็อกแน่นเหมือนเดิม แต่วันนี้… ฉันได้ยินเสียงเหมือนคนเดินข้างบนตลอด”
“ฉันก็ได้ยิน!” มรุตโพล่ง เขาขยับนิ้วมืออย่างไม่แน่ใจ เจนเดินไปที่หน้าต่างแล้วหันกลับมา “แต่มีใครอยู่ข้างบนจริง ๆ หรือเปล่า?”
นีรเสียงสั่น “ไม่มีใคร เขาว่าชั้นนั้น ‘ปิดตาย’ มานานแล้ว ไม่มีคนกล้าเช่า”
ความเงียบปกคลุมสั้น ๆ ปรัชญ์ยิ้มเจื่อน “บ้านนี้มีอะไรซ่อนอยู่แน่” เขายิ้มขำแต่สายตากลืนไม่ลง กลิ่นหอมแปลก ๆ ยังคละคลุ้ง ต่างคนต่างอยู่ในความคิด
กลางดึก มรุตกลิ้งตัวบนเตียงหลังสุด พยายามข่มตาให้หลับ แต่เสียงฝีเท้า…เหมือนเดิม ดังเนิบช้าอยู่ข้างบน แล้วก็หยุดแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุ
เช้าตรู่ วันเสาร์ บรรยากาศหม่น ครัวด้านล่างเห็นเจนต้มกาแฟ เธอเอ่ยขึ้นแทบกระซิบ “เมื่อคืน… ฉันฝันว่าหญิงแก่คนนึงเดินไปรอบ ๆ บ้านนี้ ตาก็จ้องบันได”
ปรัชญ์หัวเราะห้วน “เลิกคิดเรื่องนี้เหอะ พวกเรามาทำไมกันแน่ที่นี่”
“ค่าเช่าถูก สงบ ไม่วุ่นวาย” มรุตตอบเสียงห้วนกว่าปกติ น้ำเสียงเหมือนตอกย้ำกับตัวเอง
เจนเงียบไปนานก่อนพูดว่า “ค่าถูกไม่คุ้มกับฝันร้าย”
ไม่มีใครกล้าเถียง ทุกคนเฉไฉสนใจรายการโทรทัศน์เก่า ๆ ที่ภาพล้มแล้วลุกวาบ ๆ เสียงผิดเพี้ยนแทรกเข้ามา เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเครื่องรับสัญญาณซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในบ้าน
คืนนั้นฝนตกหนัก เมฆดำปกคลุม ได้ยินเสียงเคาะประตูด้านล่างเบา ๆ เป็นจังหวะ คนทั้งสี่หยุดฟัง ก่อนปรัชญ์ตัดสินใจเดินลงไปเปิดประตูช้า ๆ
หน้าประตูมีเพียงลมเย็นและกลิ่นหอมแรงกว่าเดิม พื้นเปียกเป็นคราบคล้ายฝ่าเท้าเล็ก ๆ เดินวนอยู่หน้าประตูจนถึงบันไดขึ้นชั้นสี่ต่อหายไป
ทั้งสี่มองหน้ากัน ไม่มีใครพูด ราวกับความกลัวเริ่มซึมลึกเข้าตัว
วันอาทิตย์ คนน้อยลงกว่าปกติ บ้านดูเงียบกว่าทุกวัน ราวกับถูกกลืนเสียง เจนออกไปข้างนอกแต่งาน ปรัชญ์อยู่ในห้อง นีรหลบหลีกไม่ออกมาตลอดวัน มรุตเดินขึ้นไปชั้นสี่ บรรยากาศหนาวเย็นผิดปกติ ประตูไม้เก่าถูกตีตะปูแน่น
เขารีบกลับลงมาด้วยใจเต้นแรง และคืนวันนั้น ทุกคนฝันถึงหญิงชราตัวเล็กผอมเดินวนตามบันไดบ้าน
วันต่อมา ทั้งสี่เริ่มทะเลาะกัน สายสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอน เจนอยากย้ายออกทันที แต่มรุตไม่เห็นด้วย
“นายกลัวอะไร?” ปรัชญ์ถามเสียงเข้ม
มรุตนิ่งแล้วพูดช้า “ถ้าเราย้ายแล้วมันจะตามเราไปด้วยหรือเปล่า…”
เงียบนาน ก่อนนีรจะกระซิบ “คืนนี้มีใครปักธูปไหม หรือติดรูปเจ้าที่เจ้าทางบ้าง?” เสียงเธอสั่นประหลาด
มรุตทำเป็นไม่สนใจเดินเข้าห้อง ปรัชญ์กับเจนนั่งนิ่งเสมือนรอความเคลื่อนไหวจากเบื้องบน
คืนวันจันทร์ กลิ่นหอมเริ่มแรงขึ้นเป็นพิเศษ เวลาสามทุ่มเป๊ะ เสียงฝีเท้าชัดจนทุกคนลุกขึ้นจากเตียง ยืนฟังคำรามในความเงียบ
“ใครกันแน่อยู่ชั้นสี่?” เจนกระซิบ
“ถ้าจะรู้ก็ต้องขึ้นไปดู…” ปรัชญ์ว่า รอยยิ้มแข็งทื่อ มรุตลังเลแต่ในที่สุดก็ตามขึ้นไป
บันไดขึ้นชั้นสี่ ยิ่งสูงอากาศยิ่งเย็น ยิ่งเงียบ เงามืดไหลวนตามจังหวะเท้า ทันทีที่มือแตะลูกบิดประตู เสียงฝีเท้าก็หยุด เงียบงันจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ประตูไม้ขึงไว้อย่างดีไม่ขยับแม้แต่น้อย แต่มันมีซอกแคบ ๆ มองเห็นความมืดลึกภายใน ห้องขังว่างเปล่า หรือไม่จริง?
เจนยืนนิ่ง ถอยหลังทีละน้อย “ไม่เอา พอกันที ฉันจะย้าย!”
ปรัชญ์จับแขนเธอไว้ “แล้วถ้าย้ายจริงมันหยุดไหมล่ะ”
นีรนิ่งเหมือนกำลังฟังเสียงบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยินอยู่ในหัว เธอหันขวับไป “เมื่อคืน มีคนกระซิบที่ประตู… ฟังไม่ออก…”
บรรยากาศขึงตึงจนทุกคนอึดอัด ต่างคนต่างเดินแยกย้ายเงียบ ๆ
ค่ำวันรุ่งขึ้น เสียงฝีเท้ากลายเป็นรอยเท้าเปียกบนพื้นไม้จนถึงหน้าห้องทุกคน มีข้อความเขียนตัวสั่นบนฝุ่นหน้าแต่ละห้องว่า “อย่าเปิด”
นีรเริ่มซึม ต่างคนต่างอยู่ไม่นาน มรุตตัดสินใจไปสอบถามป้าแม่บ้านชราที่ยังทำความสะอาดบ้านนี้
ป้ากวาดขยะช้า ๆ เสียงกระซิบ “ที่ชั้นสี่น่ะ เมื่อก่อนมีลูกชายเจ้านายเก่าป่วยอยู่ แต่แม่เขาตายนานแล้ว… เขารอมาตลอดว่าแม่จะกลับมา…”
“นายหมายความว่ายังไง?” มรุตถาม
ป้าหยุดกวาด กลับไปซุ่มเสียง “เสียงฝีเท้าคืน ๆ อะไรนั่น มันคือเขารอแม่ วนอยู่บนบ้านนี้…”
บรรยากาศในบ้านหนักอึ้ง มรุตกลับไปรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเป้าสายตาเงา ๆ จากชั้นบนเสมอ
คืนนั้น เสียงฝีเท้าเงียบหายไปเป็นครั้งแรก ทุกคนต่างเฝ้าฟังด้วยใจเต้น แต่เงากลับยาวขึ้น เงียบและเย็นยิ่งกว่าในคืนก่อน ๆ
ปรัชญ์ สังเกตเห็นรูปเก่า ๆ รูปหนึ่งด้านล่าง เปลี่ยนตำแหน่งไป สามเงาร่างในรูปเหมือนขยับขยาย ทุกคนเริ่มหวาดกลัวจนไม่อยากอยู่ในบ้านนี้ต่อไป
แต่การออกไปก็ไม่ง่าย บ้านทั้งหลังเย็นฉ่ำและล็อกเองโดยไม่มีสาเหตุ ราวกับจะไม่ยอมให้พวกเขาจากไป
ในคืนที่อึดอัดที่สุด ทุกคนนั่งล้อมวงกันที่กลางห้องโถง ต่างคนต่างเผยความลับออกมาทีละเล็กน้อย เจนสารภาพว่าเธอเห็นเงาเมื่อตอนเด็ก ๆ และเชื่อว่ามันเดินตามมาเรื่อย ๆ นีรยอมรับว่าเธอได้ยินเสียงกระซิบมาตลอดทั้งชีวิต
มรุตยอมรับว่าเขาเคยปล่อยให้แม่ป่วยลำพัง ตอนที่ยังเด็ก เพราะกลัว เงียบไปนานก่อนพูดว่า “ฉันว่าคนที่ ‘รอแม่’ บนชั้นสี่ ก็คือ… ส่วนหนึ่งในใจพวกเราทุกคน”
รอบข้างเงียบสนิท เงาเงียบไหลลึกขึ้นทางบันได เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้คือเสียงของทุกคนที่เดินขึ้นชั้นสี่ไปพร้อมกัน
หน้าประตูชั้นสี่ เงาเผยตัวเป็นร่างเลือนคล้ายเด็กหนุ่มยืนรอแม่อยู่จริง ๆ ทุกคนรับรู้ได้ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อยเหมือนบางส่วนในใจที่รอการอภัย
ประตูค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ ภายในห้องว่างเปล่าไร้เฟอร์นิเจอร์ บนพื้นมีรอยเท้าเด็กและกลิ่นหอมกรุ่น เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงขับกล่อมกล่อมเด็กเบา ๆ คล้ายเสียงแม่
มรุตเดินเข้าไปนั่ง โอบร่างเงานั้นแม้มองเห็นเพียงเงา “แม่… กลับมาแล้ว” เขากระซิบ
เง่านั้นสลายไปในความว่างเปล่า บ้านทั้งหลังนิ่งเงียบเย็นสงบ แต่ความรู้สึกหวาดกลัวไม่หายไป—กลับหลงเหลือร่องรอยในเงาทุกมุมของบ้าน
รุ่งเช้า พวกเขาออกจากบ้านได้ในที่สุด แต่แต่ละคนพกความว่างเปล่าและกลิ่นหอมติดตัวราวกับมีเงาติดตามตลอดไป
ซอยบ้านวลัยรัตน์กลับมาเงียบอีกครั้ง เสียงฝีเท้าไม่มี แต่บนชั้นสี่ยังมีเงาเลือนรางและเสียงกระซิบเบา ๆ อยู่ในความเงียบ เสมือนความค้างคาในใจมนุษย์ที่ไม่มีวันสลาย