สีลมรัตติกาล
แสงนีออนหลากสีทะลุหน้าต่างสูงโปร่งของสตูดิโอศิลปะกลางซอยสีลม ทั้งพื้นที่ประหลาดตาไปด้วยงานศิลปะกึ่งสำเร็จรูป ขาตั้งผ้าใบสูงต่ำวางเรียงเป็นกลุ่มตรงกลางห้อง พวกฟ้า—เด็กหญิงร่างบางผมซอยสั้น ก้มหน้าตัดกระดาษมือสั่น ริมฝีปากสั่นระริกราวจะพูดแต่กลับกลืนถ้อยคำไว้ในลำคอ รอบข้าง เหม นั่งขัดสมาธิหน้ากรอบรูปพลาสเตอร์ ซ้อนแว่นเหนือนิ้วมือเปื้อนน้ำมันเงา เขาค่อยๆ ไล้น้ำมันบนปูนเสียบเสาเล็กๆ อย่างเงียบงัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงไม้กวาดลากผ่านพื้นทางเดิน สะท้อนเข้ามาตามประตูเหล็กบานใหญ่ข้างกำแพง ปรางค์ สาวผิวเข้มนั่งกอดอกพิงฝาผนัง มองใครต่อใครอย่างคาดโทษ มือแตะโทรศัพท์สลับกับจ้องนาฬิกาเรืองแสงบนข้อมือ ดล เพื่อนชายผมยาวประจำกลุ่มก้มตัวขุดภาพในสมุดสเก็ตช์จนแนวขนตาแทบจะจมไปกับเงาหมึกเข้ม ทั้งสี่ไม่เอ่ยถ้อยคำจนเสียงนาฬิกากระแทกเวลาเปลี่ยนจากเลขสิบแปดสู่สิบเก้าอย่างโหดเหี้ยม
เหม มองฟ้า พลางถามเสียงสั่นเบา “วันนี้ไม่เห็นครูนิรันดร์เลย ใครเคยเห็นเขากลับเข้ามาตอนกลางคืนบ้าง” เขาโยนคำถามเหมือนหลบสายตา
ปรางค์หัวเราะแผ่วๆ เหยียดริมฝีปาก “ก็คืนวันศุกร์ครูชอบอยู่ยาว ล็อกประตู ไล่เรากลับหมดไง” เธอเหมือนแกล้งขำ แต่แววตาไม่ไว้ใจ
ดลไม่หัน เฝ้าขีดเส้นให้งานสเก็ตช์เกิดแสงเงา “อย่าไปยุ่งกับของพี่เขามาก เดี๋ยวจะเป็นเรื่อง”
ฟ้ากระชับผ้ากันเปื้อนบนตัว หยุดมือ ขึ้นเสียงแผ่วจนแทบขาดใจ “ถ้าพรุ่งนี้เราไม่ต้องมาอีก… จะมีใครสังเกตไหมว่าเราหายไป” ประโยคจากฟ้าทำทั้งห้องเงียบวาบอึดใจ
เหมสบตาฟ้า ลมหายใจตื้นๆ ลอดเรียวปาก “พูดไรน่ากลัว ช่วงนี้ฟังเหมือนใครหายไปนะ แถวนี้”
เสียงขูดประตูบานเหล็กดังขึ้น ฟ้าผวาเงยหน้าถาม “เสียงอะไร?” ปรางค์ลุกขยับเข้าใกล้ ดลเงยหน้า เพ่งฟังพร้อมกัน จู่ๆ ห้องทั้งห้องสั่นสะเทือนเบาๆ
เหมลุกเดินไปที่ประตูเปิดแง้มออก มองออกไปเห็นเงาหญิงสูงท่วมหัวในชุดคลุมสีเข้มยืนอยู่ เธอเป็นแม่บ้านคนเดิมชื่อพะเยียวัยห้าสิบ ผมบางเป็นเปียยาว
“อย่าออกไปเล่นแถวระเบียงคืนนี้” พะเยียวางไม้กวาดขวางประตู ตาคมฉายประกายแข็งกร้าว “เด็กผู้หญิงเมื่อคืนหายไปแล้วคน…”
คำพูดค้างในอากาศ ทั้งห้องหายใจไม่ทั่วท้อง ฟ้าเม้มปากแน่น เหมเหลือบตาไปยังรอยเปื้อนคล้ำกลางพื้นก่อนหันกลับมา
ปรางค์บ่นขัด “ข่าวลือโรงเรียนนู้นมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน… เรื่องเด็กหายกลางดึก ไม่มีใครเจอศพ…”
เสียงนาฬิกาเดินถอยหลังอีกหนึ่งจังหวะ ฟ้าจ้องสายตาพะเยียอย่างเคร่งขรึม ถามตรงๆ “ถ้าคืนนี้มีอะไรเกิดขึ้นในสตูดิโอนี้—เราควรทำไง?”
พะเยียเบือนหน้าหลบ ผสมสีหน้าไหวหวั่น “ถ้าได้ยินเสียงเคาะจากผนังห้องเก็บงานตอนตีหนึ่ง… ห้ามใครไปเปิดเด็ดขาด”
ทุกสายตาในห้องจับจ้องผนังดิบที่เต็มไปด้วยงานศิลป์ตกค้าง ดลกระซิบกับปรางค์ “มีของอะไรแปลกในนั้นหรือไง?”
ตรงกลางห้อง ฟ้ากำหลอดสีในมือแน่น เสียงอู้อี้ตอบแทน “ฉันเคยได้ยินเสียงนั่นเมื่อคืนก่อน แต่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง…”
ในค่ำคืนนั้น เวลาค่อย ๆ หมุนอย่างช้ากึ่งบีบคั้น เพื่อนทั้งสี่จับกลุ่ม สายตาต่างคน เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่กล้าเปล่งออก
เมื่อไฟในสตูดิโอเริ่มกระพริบเหมือนแยกสัญญาณสามดวง เสียงโทรศัพท์ของปรางค์ดังขึ้น กดรับอย่างระแวง
ปลายสายเป็นเสียงชายแหบพร่า “อย่าไว้ใจใครในห้องสตูดิโอ…” กล่าวจบโทรศัพท์ดับวูบ ปรางค์หันมองเพื่อนทุกคน
“ใครโทรมา” ดลรีบถามแทรก
“เบอร์ไม่โชว์…” ปรางค์หลบสายตา ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “เฮ้ย พวกเราไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ”
ขณะนั้น ฟ้าสบตาดล อยากพูดอะไรแต่ลังเล ดลเอียงคอมอง อ่านแววดวงตาไม่ขาด รอยยิ้มแห้งกลับบางเฉียบขึ้นมาแทน “ฉันว่าคืนนี้เราไม่น่ากลับบ้านได้ครบทุกคนหรอก” เขายิ้มเย้ยตัวเองแบบฝืดๆ
เหมเหลือบไปเห็นเงาคนสะท้อนกับไฟนีออนบนผนัง ทั้งทั้งที่ไม่มีใครขยับ
เสียงเคาะจากห้องเก็บงานดังก้อง ตีหนึ่งตรง ทั้งสี่หยุดนิ่งกับที่เหมือนถูกตรึงด้วยคำสาป ปรางค์หายใจแรง เงียบจนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ ใครบางคนเริ่มเดินเข้าหาประตูห้องเก็บงาน
เหมขยับตัวหยุด “อย่าเปิด!” เขาตะโกนเสียงห้าว ฟ้ากุมมือแน่น ริมฝีปากซีดสั่น “บางครั้ง…คำสาบานที่เราลืมมันก็ตามมา”
ขณะเพื่อนแต่ละคนถกเถียงในความเงียบ ดลตัดสินใจเดินไปที่ประตู มือสั่นระริก กลัวแต่ข่มใจ พอแตะลูกบิด พลันเงาสีดำก็แล่นผ่านกำแพงขวางกั้น ควันดำเย็นยะเยือก รู้สึกเหมือนมีอะไรจับมือไว้แน่น
ดลสะดุ้งถอยหลัง ตั้งหลักอยู่ครู่ ฟ้าร้องเบา ๆ “คืนแรกที่พวกเราเข้าเวรดึก… มีประชุมลับกับครูนิรันดร์ จำได้มั้ย?” เสียงเธอแผ่วแต่เต็มไปด้วยความผิด
ทุกคนชะงัก ดวงตาเปลี่ยนสี ความทรงจำราวกับผุดขึ้นมาพร้อมกัน สีหน้าทุกคนเปลี่ยนไป
ปรางค์พูดเสียงเครียด “อย่าบอกนะที่เกิดเรื่องพวกนั้นเพราะเรา…”
ความเงียบปกคลุมสตูดิโอ ก่อนทุกคนค่อย ๆ ยอมรับว่าเคยลงชื่อในพิธีกรรมประหลาดในวันรับน้อง ทั้งหมดเชื่อว่าจะนำมาโชคดี แต่ไม่มีใครกล้าพูดว่า ต้องเซ็นชื่อบนกระดานดำเก่าที่ถูกเก็บในห้องนี้
เส้นน้ำมันจากภาพวาดไหลหยดแตกเป็นรูปมือสีคล้ำบนพื้น เสียงเคาะจากผนังยังคงกระหน่ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เหมมองฟ้า สายตาเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “ฟ้า ตอนนั้นเธอเป็นคนบอกให้เริ่มพิธีก่อนใคร…”
ฟ้าสะอื้นออกมา ร่างสั่น “ฉัน…แค่…อยากให้เราได้ทุนไปอิตาลีด้วยกันทุกคน ฉันขอพร” เธอสั่งเสียงสั่น ไล่น้ำตาไม่อยู่
ดลนิ่งงัน ทิ้งถ้อยคำไว้ในอากาศ “แต่คำสาปมันเอาวิญญาณคนที่ศรัทธาหรือกลัวที่สุด…”
ปรางค์เอื้อมมือจับแขนฟ้าเบา ๆ ก่อนหลบตา “ฉันขอโทษด้วย เคยยุแหย่ให้ล้อเธอ…เผลอให้ครูเห็นฟ้าแอบอยู่คนเดียว”
เสียงเคาะเงียบลงแล้ว กลุ่มเพื่อนตกใจหันมามอง ไฟทั้งห้องดับวาบ ทันใด ทุกคนถูกแบ่งแยกในความมืด
ฟ้ารู้สึกถึงลมเย็นวูบผ่านแผ่นหลัง มือมองไม่เห็นของใครแตะไหล่ นิ้วเย็นเฉียบ สะท้อนความกลัวสุดขั้ว ข้างกายมีเสียงกระซิบว่า “ลืมสัญญาง่ายเกินไป…”
แสงไฟกลับมาอีกครั้ง ทว่าปรากฏตัวเด็กหญิงผมเปียในชุดนักเรียนเก่าแก่กลางห้อง ทุกคนขยับถอยห่าง สายตาเธอพร่ามัวและเต็มไปด้วยน้ำตา
“ที่นี่ไม่มีใครรอดจากสัญญา” เด็กหญิงกล่าวเสียงสั่น ฟ้าทำใจกล้าเข้าไปพูด “ฉัน…” เสียงเธอสะอื้น ริมฝีปากสั่น “ฉันขอโอกาสแก้ไขความผิด เราขอโทษ…”
เหม ปรางค์ และดล ต่างหันเข้าหากัน เหมตัดสินใจยื่นมือ “โทษของเราคืออะไร? ขอแค่โอกาส…”
เด็กหญิงยิ้มเศร้า กลับสูญสลายเหมือนละอองสีละลายในอากาศ ผ้าม่านปลิวไสวประหลาด
กลางห้อง คำศัพท์หมึกแดงถูกขีดขึ้นช้า ๆ บนพื้นว่า “ให้อภัยไหม”
ดลก้มมองกระดาษในมือตัวเอง เอ่ยเสียงสั่น “เราคงต้องให้อภัยตัวเอง ก่อนทุกอย่างจะจบ…”
ฟ้าปล่อยมือที่กำหลอดสีทุกหลอด น้ำตาร่วงพราก เธอยืนขึ้น “ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่เราขอบคุณที่ยังรอดมา…ยังได้ขอโทษ”
เสียงนาฬิกากลับมาเดินปกติ เสียงเคาะหายไปตลอดกาล เหม, ปรางค์, ดล เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น เงาผีเด็กหญิงจางหายไป ทุกคนสบตากัน ก่อนแสงเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างในสตูดิโอเงียบเหงา ปรากฏรอยสีรูปมือเหมือนรอยสาบานใหม่พาดทับพื้นไม้เก่า
ชายกลางคนในชุดสูทเก่าโทรม ผลักประตูเข้ามา “นายอยู่กันครบเหรอ…” เขาคือครูนิรันดร์ ดวงตาเต็มไปด้วยรอยแผลและความเมตตา เขาหยิบกระดานดำมาวางกลางห้อง “ใครพร้อมจะเริ่มใหม่ เขียนชื่ออีกที…”
ทุกคนสบตากันอีกครั้ง มีทั้งน้ำตา รอยยิ้ม และแววตาสั่นไหว ฟ้าเขียนชื่อไปก่อน รอยสีมือบนพื้นค่อย ๆ ซีดจาง สตูดิโอกลายเป็นเพียงสถานที่แห่งการให้อภัย—ทั้งตัวเองและอดีต
ท่ามกลางแสงแดดเช้าวันใหม่ แววตาทุกคนต่างเปลี่ยนไป ไม่มีใครเหมือนเดิมอีกแล้ว
ภาพสุดท้าย—รอยมือสีแดงจางๆ บนกระดานดำ มีเพียงเงาเด็กหญิงเดินออกไปนอกหน้าต่างท่ามกลางแสงแดดจ้าที่สาดเข้ามาในสตูดิโอ