ตำนานแห่งทะเลสีเงินกับเส้นทางของขนนกนิรันดร์
ณ ทะเลสีเงินเหนือเมฆ คลื่นระยิบระยับราวแสงจันทร์มีชีวิต ท้องฟ้ายามอรุณสะท้อนประกายเงินจนมองไกลสุดลูกหูลูกตา เกาะน้อยใหญ่ลอยเร้นอยู่เหนือระลอกเมฆขาว มหานครวาเรนริมฝั่งเมฆจึงตื่นทุกเช้ารับสายหมอกเงินและเสียงร่ำร้องของสัตว์วิเศษที่ยังไม่มีมนุษย์ผู้ใดเห็นตัวจริง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ ตลาดในนครวาเรน เด็กหนุ่มนามว่า ‘นีร์’ ผู้นัยน์ตาเศร้าสีเทาเดินก้มหน้า เขากำมือกับขนนกสีเงินเส้นบางในมือ เหนือศีรษะคือธงวาเรนสะบัดล่วงลม หน้าร้านขายขนมปัง นีร์ลังเล มองแม่ค้าที่เคยแต่เพียงส่งยิ้มสำรวมให้เขา “ถ้าเจ้าไม่มีเงิน ก็ไปเสีย” เสียงพูดเย็นชาประกอบสายตาของชาวเมืองที่มองเด็กหนุ่มซึ่งได้ชื่อว่า ‘ลูกแห่งคำสาป’
คำสาปโบราณเล่าขานมาว่าลูกแห่งวาเรนที่ถือขนนกนิรันดร์ หากไม่อาจไขปริศนาของมันได้ เมืองจะประสบภัยพิบัติ เมฆจะกลายเป็นหิน ทะเลจะมืดมนทันตาแต่ถ้าเขาพบ‘ขุนนกนิรันดร์’ตัวจริง เมืองจะได้รับพรสูงสุด
“นีร์… คืนนี้อย่ากลับบ้านช้านะ” เสียงยายแก่พร่าดังจากมุมบ้านสังกะสี “เดี๋ยวเมฆจะปิดทางเดิน หากเจ้าหลงไปถึงฝั่งน้ำแข็ง เจ้าอาจจะไม่กลับมาอีก” นีร์พยักหน้าอย่างไม่มีคำตอบ เขาหลบสายตาคนและรีบเดินออกนอกย่านตลาด โจวัง ผองเพื่อนหนึ่งเดียวของเขาซึ่งพูดเสียงแหลมเสียดหู รีบวิ่งตาม “พวกนั้นยังคงลือเรื่องเจ้ากับคำสาปอีกหรือ” โจวังถามพลางยื่นกล่องขนมเก่าๆให้ “เอาเถิด ฉันแบ่งได้ เจ้าก็รู้ฉันไม่กลัวคำสาป”
สายลมแห่งทะเลสีเงินพัดใบไม้กระพือ พอหลุดพ้นย่านผู้คน เด็กหนุ่มสองคนเดินเลียบแนวต้นตะเมฆสูงชะลูด นีร์ยืนนิ่ง “ฉันฝันถึงนกสีเงินทุกคืน มันร้องหาฉัน…” โจวังหัวเราะ “คนฝันถึงสัตว์วิเศษก็มีแต่เจ้าคนเดียว”
ระหว่างเดินผ่านโพรงรากหญ้า เสียงหวีดร้องแฝงสายลมดังขึ้น ฉับพลันนั้น ขนนกในมือของนีร์ส่องประกายจ้า นีร์สะดุ้ง กระแสเวทมนตร์สายหนึ่งไหลผ่านแขนขวา “นั่นเสียงขอทางของ สิมัล” โจวังกระซิบด้วยความเหลือเชื่อ “เจ้าจะ…ไปดูลานเงาสะท้อนหรือ?” นีร์ก้มหน้า ทว่าทุกถ้อยคำเหมือนถูกสะกดจิตให้เดินไปข้างหน้า
พอลอดกอไม้สูง พวกเขาก็พบลานเงาสะท้อน ศาลาทรงแปลกกลางเมฆมีบ่อเงินระยับ เสียงร้องหวิวคล้ายเป็นภาษาคนและนกผสมกันดังจากเบื้องลึก ใต้บ่อนั้นมี ‘สิมัล’ สัตว์วิเศษประจำตำนานวาเรน สิมัลคือสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนปลาสีเงินหัวแหลม มีขนคล้ายปีกทุกครีบ หากสบตาตรงจะเห็นภาพอดีตผู้มองสะท้อนคืนมา
“ดู!” โจวังผลักนีร์ไปใกล้ขอบบ่อ ขนคริสตัลของสิมัลกระพือลมจนเกิดเสียงดนตรีหมอกละมุน ตาคู่นั้นจ้องกลับมา นีร์มองเข้าไป เห็นภาพตัวเองในวัยเด็กกำลังหลบซุกผ้าห่มตอนที่ฝนตกหนัก สายฟ้าแลบ เสียงพ่อแม่ทะเลาะ ภาพลางๆ ของขนนกส่องแสงในมือเขา นีร์เบือนหน้าด้วยความกลัว “ข้า… ข้าไม่อยากเห็นความหลัง”
“เจ้ากลัวอดีตขนาดนั้นหรือ” เสียงสิมัลดังขึ้นเป็นเสียงสะท้อนในหัว “เจ้าคือผู้ถือขนนก เจ้าคือผู้ต้องเลือกว่าจะเผชิญหรือหนี”
เสียงลมหมองโหมขึ้น เมฆเหนือศีรษะเปลี่ยนสีคล้ายมีบางอย่างเคลื่อนไหวในส่วนลึกของทะเลสีเงิน “คำสาปกำลังใกล้แล้ว…” โจวังกระซิบ สิมัลยื่นขนเงินฝังรากแก้วออกมา “หากเจ้าต้องการไปถึงขอบฟ้าทะเลสีเงิน เจ้าต้องมอบสิ่งที่สำคัญที่สุดให้กับทะเลนี้”
นีร์ไม่เข้าใจ ทว่าเสียงคลื่นและสายลมนำพาเขาให้เดินทางต่อ “ฉันจะหาคำตอบให้เจอ” เขาบอกกับโจวังและยาย ยืนกรานจะเดินทางข้ามทะเลสีเงินไปยัง ‘ขอบนอก’ ของโลกตามคำบอกเล่า ด้วยเรือแผ่นเมฆที่ล่องลอยจากท่าเรือน้อย
เรือเมฆของนีร์ลอยข้ามละอองหมอก ผ่านเขตเงาสะท้อนและเกลียวคลื่นฟองเงิน เขาเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดลอยวนเหนือผิวน้ำ ‘อัลรันเดีย’ ปลายักษ์โปร่งแสงที่กินเพียงเสียงหัวเราะของคน ปีกบางเบาของมันสามารถปลุกพายุได้หากได้ยินเสียงร้องไห้ครั้งแรกของใครสักคน โจวังเตือน “อย่านึกถึงความเศร้าเด็ดขาด อัลรันเดียจะได้กลิ่นน้ำตาเจ้าทันที”
นีร์ข่มใจ แต่แล้วมีฝนโปรยสายหนึ่งตกกระทบไหล่ ความทรงจำเศร้าคืนสู่จิตใจ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงกลางมือ อัลรันเดียสะดุ้ง ว่ายเข้ามาใกล้ เรือเมฆไถลตามกระแสน้ำเชี่ยวฉับพลัน ทะเลคลื่นโหม แนวดวงจันทร์สะท้อนไปมาในฟ้า “เจ้ากำลังตกในกับดักของความกลัว” เสียงของสิมัลดังขึ้นในคลื่นสะท้อนอีกครา
ขนนกในมือของนีร์เรืองแสงอีกหน “ฉันต้องก้าวข้ามมัน… ฉันต้องเชื่อว่าฉันจะเปลี่ยนทุกอย่างได้” เขากอดโจวังแน่น เอ่ยกับฟ้า “ถ้าโลกนี้จะรอด ข้าจะไม่หลบอีกต่อไป” และนั่นเอง ขนนกนิรันดร์ เปล่งแสงขาวสว่างกระทบทะเลสีเงิน จนเจ้าสัตว์อัลรันเดียถอยหลังไปยังส่วนลึก
เมื่อคลื่นสงบ และเมฆโปร่งบางลง ทั้งสองพบเกาะลอยฟ้าริมขอบโลก เกาะนี้ปรากฏต้นไม้โปร่งแสงแผ่กลิ่นอายสดชื่น ในซอกลึกกลางเกาะ มีประตูประดับด้วยขนเงินสูงเท่าตัวคน ขลังเป็นประกายคล้ายจะล่องลอยได้ ขณะกำลังสำรวจ เสียงกระซิบในสายลมเตือน “เข้าไปเพียงใจที่ซื่อตรงเท่านั้นจะกลับออกมา”
โจวังมองดูนีร์ “ข้ากลัว” นีร์ยิ้มฝืน “เจ้าไม่ต้องไปสู้พร้อมข้าก็ได้” แต่โจวังปฏิเสธ “เราคือเพื่อนตาย” ทั้งสองจับมืดกัน เดินผ่านประตูขนเงิน ภายในคือถ้ำวิจิตรเฉิดฉาย หินโปร่งแสงทอดเป็นทางเดิน พื้นเป็นน้ำรินใสราวคริสตัลแต่เย็นจนแทบหยุดลมหายใจ
ภาพเงาสะท้อนในน้ำคืนภาพความทรงจำทั้งดีร้าย เสียงขันแตก เสียงทะเลาะ ภาพยายยิ้มให้ ไกลโพ้นคือนีร์ในอดีต—โดดเดี่ยว เศร้าสร้อย หวาดกลัวลึกในใจ เสียงหนึ่งกระซิบ “หากเจ้าปฏิเสธอดีต เจ้าจะติดอยู่ที่นี่ตลอดกาล”
นีร์นั่งลง เผชิญหน้าความเศร้าและสำนึกผิด ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป “ข้าขอโทษในความผิดพลาด ข้าขอบใจในความกล้าของข้าเองที่ยังยืนอยู่” แสงจากขนนกขยายออกเป็นปีกเงิน สะท้อนน้ำทะเลเป็นแสงสายรุ้งทั่วถ้ำ
โจวังหลั่งน้ำตา นีร์สวมกอดเพื่อน ฝ่าความหวาดกลัวร่วมกัน ขนนกนิรันดร์ดึงดูดเงาสะท้อนทั้งหมดเข้าสู่แสงกลางห้อง ความเย็นแปรเป็นไออุ่น เมฆที่ทึบคล้ำข้างนอกเปิดออก ปลาเหยี่ยวบินออกจากโพรงตามช่องอากาศ สิมัลปรากฏตรงทางออก ท้วงถาม “สิ่งสำคัญที่เจ้ามอบให้โลกนี้คืออะไร”
“ใจที่ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น” นีร์ตอบ
ในวินาทีนั้น คำสาปของเมืองวาเรนสลายไป สายหมอกเงินกลับกลายโปร่งแสงและอบอุ่น เมืองรุ่งฟ้าดังรุ่งอรุณใหม่
เมื่อสองหนุ่มกลับถึงเมือง ชาววาเรนต้อนรับด้วยเสียงไชโย ยายของนีร์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ผู้คนต่างขอให้เขาสอนเรื่องขนนกนิรันดร์ จนกลายเป็น ‘พิธีขนนก’ประจำวาเรน สิมัลกลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งทะเลสีเงินอย่างแท้จริง
หลายปีต่อมา ตำนานกล่าวขานถึง ‘ผู้เดินข้ามเมฆ’ ผู้นำพาเมืองกลับสู่สมดุล ไม่ด้วยคาถายิ่งใหญ่ มิใช่ด้วยโชคชะตา แต่เพราะหัวใจที่ยึดมั่น กล้าหาญ และไม่ทอดทิ้งศรัทธาในมิตรภาพ—นั่นคือเส้นทางของขนนกนิรันดร์ที่ไม่รู้จบ