บทเพลงของน้ำตา
เสียงดนตรีเปียโนแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากประตูไม้เก่าของหอพักศิลปิน ‘บ้านลมหายใจ’ ในย่านวุ่นวายใจกลางกรุงเทพฯ เพลินสูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบกระเป๋าผ้าใบใหญ่ขึ้นพาดบ่า สายตาของเธอกวาดสำรวจถามหาความมั่นใจจากเศษเสี้ยวของวันวานที่นี่เคยเป็นบ้านของศิลปินรุ่นใหญ่ที่จากไปอย่างลึกลับ ป้ายทองเหลืองจารึกชื่อยังส่องประกายท่ามกลางเงาไม้ใหญ่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงไฟสีนวลจากโถงทางเดินสาดลงบนเส้นผมของพลอย เพื่อนร่วมห้องรุ่นพี่ท่าทางกระตือรือร้น เธอเดินมารับพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “ของเยอะไปไหม? นี่ไม่ได้จะย้ายบ้านทั้งหลังนะ” พลอยแซว เพลินหัวเราะเบา ๆ ฝืนความเก้อเขินในใจ
เสียงหัวเราะนั้นแทรกความเงียบในหอพัก ศิลปินหนุ่มรุ่นเดียวกันกลุ่มหนึ่งยืนคุยกันใกล้บันได เด่นสุดคือแคน นักเขียนบทหน้าใหม่ ผู้เป็นเพื่อนสนิทกับก้อง มือเบสหน้าตาจืดสนิท แต่แววตาเหมือนขับไล่อดีตไม่พ้น เบน สาวผิวแทนผู้แต่งตัวจัด เธอหยุดขยับเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้เพลิน “รับน้องใหม่นะ” แล้วทุกคนก็แยกย้ายเดินผ่านคล้ายต่างคนต่างใจล่องลอย
บนชั้นห้าของหอพัก เพลินกับพลอยกำลังเปิดประตูห้องริมระเบียงใหม่ของพวกเธอ เฟอร์นิเจอร์เก่าเต็มไปด้วยร่องรอยของเจ้าของเก่า กระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งแปะอยู่ที่กระจก ข้อความเต็มรอยปากกา “บางคืนห้ามเปิดหน้าต่าง” นั่นทำให้ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะกลบความรู้สึกขนลุกสั่น ๆ
พลอยเล่านิยายผีให้ฟังระหว่างจัดห้อง “พวกศิลปินที่อยู่ที่นี่ บางคนหายตัวไป…บอกว่าทนความเงียบในนี้ไม่ไหว” เพลินฟังอย่างเงียบงัน ขอบตาของเธอสะท้อนแสงไฟ เธอไม่กล้าบอกว่าตัวเองเคยมีประสบการณ์กับเสียงแปลก ๆ ในคืนนั้น คนแก่เจ้าของหอพักแอบส่งยิ้มลึกลับให้เธอ ก่อนจากไปขณะที่ถือถ้วยชาร้อน
ค่ำแรกในหอพัก เพลินเปิดสมุดสเก็ตช์ ริมระเบียงลมเย็นพัด ผ้าม่านปลิวเป็นคลื่น เธอได้ยินเสียงเปียโนลอยมาจากทางเดิน เสียงนั้นเศร้าและเปลี่ยวเดียวดาย เธอเดินตามจนมาหยุดหน้าห้องเปียโนเก่า ทันใดนั้นเสียงก็ขาดสะบั้น ทุกอย่างเงียบกริบ เธอจ้องเข้าไปภายในแต่แค่เงาดำวูบผ่านกระจก
เช้าวันถัดมา ก้องเข้ามาหาเพลินในครัว “นอนไม่หลับใช่ไหม” เขาถาม สายตารู้ทัน “เปล่า…แค่คิดถึงบ้าน” เพลินพยายามยิ้ม เขาเสนอมื้อเช้าธรรมดาในจาน เซ็งแซ่กับเสียงพลอยคุยกับเบน โต้เถียงกันเรื่องปัญหางานศิลป์ เพื่อน ๆ คนอื่นเดินผ่านต่างคนต่างสนใจแต่โลกของตน
เวลาผ่านไปเพลินสังเกตเห็นถุงยาหยอดตาใหม่ เวลาคืนจะแวะไปหยิบเมื่อไหร่ก็เจอใครบางคนเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เสมอ คืนหนึ่งตอนเธอลุกขึ้นมาหยิบยาดึก ๆ เธอพบแคนกำลังนั่งเหม่อมองออกหน้าต่าง “นายโอเคมั้ย” เพลินถามเสียงเบา แคนคล้ายจะตอบแต่เปลี่ยนใจ เพียงแค่ส่ายหน้า
แรงกดดันในหอพักเริ่มสะสม ทุกคืนเสียงเปียโนจะดังขึ้นทีละน้อย เพื่อนบางคนเริ่มฝันร้าย เบนกลายเป็นคนหวาดระแวง เธอเอาแต่จ้องนิ้วตัวเองอย่างคนเจ็บฝังใจวันหนึ่งเธอสารภาพกับพลอยว่าเธอเคยเห็นเงาร้องไห้ริมระเบียง ทำให้ทุกคนเริ่มแลกเปลี่ยนความกลัวและความฝันแปลก ๆ กันอย่างกังวล
กลางดึกวันหนึ่ง เพลินสะดุ้งตื่นเพราะเสียงสะอื้นแผ่ว เปียโนยังคงเล่นต่อ พลอยหลับอยู่ข้าง ๆ เพลินกลั้นใจก้าวออกไปเดินตามเสียงไป เห็นเด็กหญิงในชุดคลุมเก่าสีซีดนั่งเล่นเปียโน ร่างนั้นโปร่งแสงน้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงสะอื้นล่องลอยไปพร้อมโน้ตเปียโนที่ขาดวิ่น เพลินหยุดนิ่ง เธอกลัวจับใจแต่หยุดฟังไม่ได้
เพลินกลับมาที่ห้องอย่างสั่นเทา พลอยเหลือบมอง “เพลิน มีอะไร?” เพลินลังเลก่อนเอ่ย “เราคิดว่า…เราเจอผี” พลอยเม้มปาก สีหน้าว้าวุ่น “แล้วเธอกลัวไหม?”
เพลินนิ่งไปนาน สีหน้าสับสน “กลัว…แต่ก็สงสาร” เธอนั่งนิ่ง ดวงตาเปียกน้ำฝนจากขอบตา
ตั้งแต่คืนนั้น ทุกคนในหอพักเริ่มได้ยินเสียงเปียโนและเสียงร้องไห้เบา ๆ ในต่างเวลา ต่างคนต่างปิดปากไม่กล้าพูดถึงประสบการณ์นี้อย่างเปิดเผยแต่แววตาต่างก็สื่อความหวาดระแวง เบนเริ่มเอาแต่ขังตัวเองในห้อง ศิลปินหนุ่มคนอื่น ๆ ทะเลาะกันเสียงดังโต๊ะอาหารมื้อค่ำพลอยพูดขึ้น “เธอไม่คิดจะพูดกับเขาเรื่องเสียงนั้นเหรอ?” เดินถือแก้วน้ำมาโยกไหล่เบา ๆ พลอยอยากให้เพลินเผชิญหน้าความกลัวของเธอเอง
แต่เพลินยังลังเล เธอกลัวว่าใครจะหาว่าเธอเพี้ยน กลัวว่าถ้าบอกเรื่องผีทุกอย่างจะแตกสลายเธอเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว กระทั่งวันเปิดนิทรรศการศิลปะกลางลานหอพัก เพลินยืนหน้าแคนวาดรูปเปียโนกับเงาเด็กหญิง ทุกอย่างเริ่มถูกพูดถึงในกลุ่มเล็ก ๆ
แคนมองรูปของเพลินนิ่งนาน “เธอเห็นมันจริง ๆ สินะ…” เขากระซิบถามเสียงแผ่ว “เราไม่ได้บ้าใช่ไหม…” เพลินน้ำตาคลอเบ้า “เธอเป็นแค่คนเดียวที่กล้ามอง” แคนเสริม
วันหนึ่งเจ้าของหอพักแก่เดินมาใกล้เพลิน ขณะเธอวาดสีน้ำตรงมุมสวน “หนูชอบเสียงเปียโนมั้ย?” เขาเอ่ยถามแผ่วเบา ฝั่งตรงข้ามเพลินเผลอะพูด “กลัวค่ะ…” “ก็เพราะมันคือเสียงอดีตของคนที่ไม่เคยได้รับการให้อภัย” ชายชรายิ้มเศร้า ๆ ทิ้งประโยคนั้น แล้วเดินเข้าตึกไปพร้อมกลิ่นชายามเช้า
คืนต่อมา เสียงร้องไห้และเปียโนเข้มข้นขึ้น ทุกคนนอนไม่หลับ เพลินตัดสินใจเดินออกไปเผชิญหน้า เธอเข้าห้องเปียโน ท่ามกลางความเย็นยะเยียบ ร่างโปร่งใสของเด็กหญิงมองมายังเธอ “อย่าไล่ฉัน…” เสียงสะอื้นหลุดจากริมฝีปากสีซีด เพลินนั่งลงริมเปียโนด้วยมือสั่น ผละน้ำตาที่ซึมริมตา “ฉันจะฟัง เสียงของเธอ ฉันจะอยู่กับเธอตรงนี้”
เพลงเปียโนจบลงในน้ำตาของทั้งคู่ เสียงร้องแผ่วเบาเลือนหายพร้อมแสงจันทร์ รอยยิ้มแห่งการให้อภัยปรากฏที่ริมฝีปากของวิญญาณเด็กหญิง เธอกล่าวสั้น ๆ “ขอบคุณ…” แล้วเงานั้นก็จางไป ทิ้งเปียโนเงียบสงัดไว้ในความสว่างริบหรี่
เช้าวันถัดมา บรรยากาศหอพักเปลี่ยนไป ทุกคนกินข้าวเช้าด้วยรอยยิ้มและคำคุยใหม่ เบนเดินมาหาเพลิน “เมื่อคืน…” สะดุดลิ้น “เรารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างหายไป” ก้องเสริม “ใช่…แต่เหมือนเปล่าเปลี่ยวและเบาสบายขึ้น”
แคนวางมือบนไหล่เพลิน น้ำเสียงจริงจัง “บางที เราทุกคนต้องให้อภัยอดีตของตัวเองสักครั้ง” เพลินยิ้ม น้ำตาคลอ สายตามีประกายมั่นคงขึ้น เธอยิ้มให้เพื่อน “ใช่ เราจะอยู่ตรงนี้ เป็นเพื่อนกัน…”
เย็นวันนั้น ทั้งหอพักออกมานั่งเล่นริมระเบียง แสงพระอาทิตย์ตกสาดเข้ามาในห้อง เงาของทุกคนทอดยาวบนพื้นราวกับเพลงเศร้าที่เพิ่งจบลงในใจแต่ละดวง เปียโนเก่าปิดเงียบ ไม่มีใครกลัวเสียงสะอื้นอีกต่อไป แค่ฟังเสียงหัวใจตัวเองและมิตรภาพที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น