ระยะห่างระหว่างสองใจ
เสียงโทรศัพท์โต๊ะทำงานดังขึ้นในเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางเสียงโปรแกรม Microsoft Teams ที่เด้งแจ้งเตือนแทบไม่หยุด วิชญ์ ลืมตามองจอคอมฯ เหมือนเพิ่งรอดชีวิตจากสงครามสัปดาห์ก่อน เขาย้ายเข้ามาที่สำนักงานสาขานี้ได้เพียงแค่เดือนเดียว ความเงียบขรึมกับความเป็นระเบียบ ถูกห้อมล้อมด้วยสีสันความวุ่นวายของพนักงานมาร์เก็ตติ้งที่นี่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วิชญ์ ฝากเคลียร์รีเควสต์ของโครงการ Green Soul ด่วนเลยนะ เราต้องส่งแก่ลูกค้าภายในวันนี้” เสียงหัวหน้าทีมดังเพียงเล็กน้อย แต่ฟังดูไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ วิชญ์รับคำแบบนิ่ง ๆ ขณะเหลือบมองเพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่ที่เพิ่งสลับที่นั่งมา – ผู้หญิงผมสั้นร่าเริงซึ่งหยิบลิปมันมาเติมระหว่างฟังเพลงจากหูฟังข้างหนึ่ง
“มิว เข้ามาแล้วเหรอ” เขาทักด้วยน้ำเสียงกึ่งเป็นทางการ มิวหยุดมือ หันมาหน้าซื่อแต่สายตาคล้ายซ่อนอะไรไว้ “ค่ะ เช้านี้อากาศดีนะคะ พี่วิชญ์ได้กาแฟรึยัง” เธอยิ้ม เหมือนไม่สังเกตการประชุมทรหดที่เขาต้องเข้าเมื่อเช้านี้
“ยังเลย อารมณ์ดีจังนะเรา”
“พอได้กาแฟก็สู้ตายแล้วค่ะ” มิวหัวเราะ เอื้อมหยิบบัตรเข้า-ออกแล้วกดลงที่เครื่องตามปกติ เธอยักไหล่แล้วจู่ ๆ ก็เงียบ วิชญ์รู้สึกถึงบางอย่างในท่าที แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร เขาตั้งใจทำงานแล้วปล่อยให้เสียงเพลงจากหูฟังมิวเล็ดลอดมุ่น ๆ
ทั้งสองคนใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ติดต่อกันหลายสัปดาห์ วิชญ์เป็นคนทำงานตรงไปตรงมา อยากให้ผลงานเป๊ะตามแผน แต่มิวกลับมีไอเดียแปลกใหม่เสมอจนบางครั้งเขาหงุดหงิดง่าย ๆ โดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่งขณะประชุมกลุ่มโครงการใหม่ ๆ เสียงหัวเราะของมิวทำให้บรรยากาศห้องประชุมดูผ่อนคลายกว่าที่เคย “ถ้านำเสนอด้วยวิดีโอ 2D animation จะดึงดูดล็อกกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นนะคะ” มิวออกความเห็น หัวหน้าพยักหน้าแต่ไม่ได้ตัดสิน วิชญ์นิ่ง มองตัวเลขในสไลด์ “แต่…งบประมาณอาจจะเกินนะ ผมคิดว่าเราควรเคลียร์ข้อจำกัดตรงนี้ก่อน”
ในห้องเงียบลงชั่วขณะ มิวเหลือบตามองเขานิ่ง ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “งั้นเราเสนอไอเดียที่ถูกกว่าเป็นตัวเลือกสำรองนะคะ เผื่อหัวหน้าตัดสินใจ” บรรยากาศคลายออก ช่างเป็นการเจรจาที่ทั้งสองคนก็ไม่อยากยอมกันง่าย ๆ
ยามบ่ายวันนั้น ขณะกำลังนั่งกินข้าวเที่ยงในห้องอาหารของออฟฟิศ มิวหยิบข้าวกล่องเวฟของตัวเองมาวางข้าง ๆ วิชญ์ เธอจงใจนั่งเก้าอี้เดียวกับเขา ทั้งที่มีโต๊ะว่างอีกมากมาย รอบตัวมีเสียงพนักงานคุยกันสนุกสนาน แต่มิวกับวิชญ์กลับเงียบ เธอแกล้งหยิบช้อนผิดข้าง เขามองอย่างอดขำไม่ได้
“ทำข้าวหกแบบนี้ทุกวันเหรอ” เขาแหย่เสียงแผ่ว มิวแค่นหัวเราะ “ก็ไม่อยากผอมเกินไป…พี่ไม่เบื่อหรือที่ต้องคอยตามเช็กสไตล์คนอื่นนี่?”
“ไม่รู้สิ อาจจะชินไปแล้วก็ได้” วิชญ์ตอบ พลางตาก็มองสายตาเธอ เธอยิ้มแล้วจู่ ๆ ก็เงียบลงอีกครั้ง
กระทั่งวันศุกร์ที่ทุกคนดูรีบกลับบ้าน วิชญ์ยังนั่งเคลียร์งานท่ามกลางโต๊ะว่าง มิวจ้องคอมพิวเตอร์ สะกดนิ้วกดคีย์บอร์ดแรงผิดปกติ “พี่วิชญ์…ถ้าวันหนึ่งคนเราต้องเปลี่ยนงานเพราะความผิดพลาดในอดีต พี่จะรู้สึกอย่างไร?” เธอถามเสียงแผ่ว ไม่สบตา
“อืม…คิดว่ามันคงยากน่ะ” เขาตอบหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “แต่บางที ทุกคนก็น่าจะมีโอกาสใหม่ ๆ เหมือนกัน”
มิวพยักหน้า หุบยิ้มลง เธอลุกไปหยิบของ ฝากแผ่นโน้ตไว้หน้าคีย์บอร์ดเขา “ขอบคุณที่ฟังนะคะ” วิชญ์แปลกใจเหน็บกระดาษใส่ลิ้นชักงาน
วันต่อมา ออฟฟิศมีงาน outing ทีมทุกคนร่วมเล่นเกมละลายพฤติกรรม วิชญ์ไม่ถนัดกิจกรรมแบบนี้ เขาหงุดหงิดแต่ก็พยายามเต็มที่ มิวหัวเราะและล้อเลียนการวิ่งช้าของเขา “พี่วิชญ์…สงสัยเด็กเรียนจริง ๆ! วิ่งยังชนะอากงตรงปากซอย” เธอพูดและหัวเราะจนคนทั้งทีมขำ วิชญ์อึดอัดแต่กลั้นยิ้มแทบไม่ไหว
เมื่อจบกิจกรรม ทั้งสองคนดูล้าสุดขีด นั่งจิบเครื่องดื่มตรงสนามหญ้า วิชญ์ลอบมองมือที่จับแก้วน้ำของมิว “เคย…มีใครสักคนที่ทำให้เราต้องตั้งกำแพงไหม?” เขาถามเสียงเบา มิวเงียบไปหลายนาที ก่อนค่อย ๆ ตอบ “ใช่ค่ะ บางคนก็เข้ามาแล้วออกไปเอง ดึงฉันไปเจ็บเองตลอด” เธอเหลือบมองเขาแล้วยิ้มจืด
หลังจาก outing ความสนิทสนมทำให้ทั้งคู่เริ่มพูดคุยแบบเปิดอกมากขึ้น วิชญ์เผลอเล่าว่าเคยทำพลาดกับงานสำคัญตอนเข้าวัยทำงานปีแรก มิวรับฟังแต่ไม่ได้ซักถามเพิ่ม เพียงแต่ตบไหล่เบา ๆ และพูดแผ่วเบา “ทุกคนมีบาดแผลกันทั้งนั้นค่ะ”
ต่อมา ทีมได้รับโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ต้องเร่งด่วน วิชญ์กังวลเรื่องกำหนดส่ง เขาเริ่มทำงานหนักมากจนมิวต้องเตือน “พี่…อย่าลืมกินข้าว กินน้ำด้วยนะคะ” เธอวางขวดน้ำไว้ใกล้โต๊ะเขา แม้จะพูดดูขึงขังแต่แฝงความห่วงใยอยู่ลึก ๆ
ช่วงหนึ่งในคืนนั้น ขณะทุกคนกลับบ้านหมด มิวกับวิชญ์จำเป็นต้องอยู่จนดึกเพื่อเตรียมงานพรีเซนต์ เธอหาวน้อย ๆ นั่งจัดหน้าเอกสาร ส่วนวิชญ์นั่งร่างโปสเตอร์ เขาสังเกตว่ามิวดูอ่อนล้ากว่าปกติ “ถ้าไม่ไหวก็บอกนะ จะช่วยปั่น” เขาพูดนิ่ง ๆ แบบไม่มองหน้า
มิวเงียบไป ก่อนพูดเบา ๆ “ขอบคุณนะคะที่เชื่อใจ” พวกเขาต่างไม่เข้าใจความรู้สึกข้างในตัวเอง ดีแต่ต่างคนต่างนิ่งไว้
วันรุ่งขึ้น ขณะทั้งคู่กำลังจะส่งงาน วิชญ์เกิดจับสังเกตบางอย่างได้จากอีเมลลูกค้า เขาพบว่าข้อมูลบางชุดที่มิวจัดทำไว้มีการแก้ไขผิด แม้ว่ามิวจะยืนยันว่าได้เช็กอย่างละเอียด วิชญ์ลังเลแต่ตัดสินใจสอบถามตรง ๆ “เราอาจต้องตรวจใหม่…เพื่อความแน่ใจ”
มิวเม้มปากแน่น เธอดูเครียดชนิดที่เขาไม่เคยเห็น “ขอโทษค่ะ ฉัน…เมื่อคืนรีบมากไป”
“ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราช่วยกัน ดูแล้วมันจะเร็วกว่า” วิชญ์กล่าวอย่างนุ่มนวล เปลี่ยนจากการตำหนิเป็นการร่วมแก้ปัญหา มิวเงยหน้าขึ้นมา สายตาเธอเปลี่ยนไปเหมือนเจอคนเข้าใจความกลัว
ภายหลังทีมผ่านวิกฤตงานสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง มิวเริ่มสนิทกับวิชญ์มากขึ้น เธอเล่ามากขึ้นว่าเธอเคยเปลี่ยนงานบ่อยเพราะชีวิตครอบครัวยุ่งเหยิง วิชญ์ไม่เคยตัดสินแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อย่างคนอื่น มิวซาบซึ้งแต่ไม่เคยพูดตรง ๆ
วันหนึ่งขณะที่สองคนนั่งกินไอติมด้วยกันหลังเลิกงาน วิชญ์เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบสักพัก “ถ้าวันหนึ่ง…เราต้องเลือกทำตามฝันกับอยู่ใน comfort zone พี่คิดว่าควรทำยังไงครับมิว”
มิวครุ่นคิดอยู่นาน “กลัวความผิดหวังค่ะ แต่มันคงดีกว่าที่ไม่ทำอะไรเลย” เธอตอบแล้วกัดไอติมเบา ๆ ดูเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นว่าเธอกลัวเหมือนกัน
เมื่อชีพจรงานและชีวิตวนเวียน บางครั้งทั้งคู่ก็เริ่มห่างเหิน วิชญ์เริ่มรับงานหนักมากขึ้น หลีกเลี่ยงบทสนทนาพื้น ๆ กับมิวเพราะไม่อยากเปิดใจมากเกินไป ส่วนมิวเริ่มออกไปหากิจกรรมข้างนอก ทำสิ่งใหม่ ๆ กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ความห่างเริ่มเกิดสะสมโดยที่ไม่มีใครพูดถึง
ในช่วงที่ทีมต้องบินไปประชุมต่างจังหวัด วิชญ์ถูกจับนั่งข้างกับมิวบนรถบัสที่ไม่มีใครยอมจองเธอก่อน เขาดูเงียบผิดปกติ มิวพยายามแหย่แต่เขาไม่ขานรับ “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เธอถามเสียงเบา ระหว่างสองคนมีแต่เสียงเครื่องปรับอากาศกับเพลงเบา ๆ
“บางที…ฉันกลัวว่าถ้าเราใกล้กันมากไป เราจะเสียใจตอนที่มันเปลี่ยนไปแบบที่ฉันเคย…ผิดหวังมา” เขาพูดเบา ๆ มองออกนอกหน้าต่าง มิวเงียบไปนานก่อนเอื้อมมือไปจับข้อมือเขาเบา ๆ แล้วชักกลับ เธอไม่พูดอะไรต่อ
บรรยากาศขุ่นมัวตามมาอีกหลายวัน ทั้งสองพยายามทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนวันหนึ่งมิวหายไปจากที่ทำงาน โทรศัทพ์ก็ปิด วิชญ์รู้สึกแปลก ๆ แต่ข่มใจไม่โทรตาม แต่เมื่อผ่านไปสองวัน เขาอดไม่ได้ต้องถามจากเพื่อน ๆ จึงเพิ่งรู้ว่าแม่ของมิวป่วยหนัก เธอขอลางานทันที
คืนนั้นวิชญ์อยู่บนห้องทำงานลำพัง มือลูบกระดาษโน้ตที่มิวเคยทิ้งไว้ คิดทบทวนตลอดว่าทำไมเขาจึงไม่กล้าเดินเข้าใกล้ เฉกเช่นที่เคยพลาดในอดีต เช้าต่อมาจึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง
ห้องผู้ป่วยอบอวลด้วยกลิ่นยาผสมกับความห่วงใยจากคนข้างเตียง มิวตกใจเมื่อเห็นวิชญ์มาถึง เธอหยุดร้องไห้ทันทีที่เขานั่งลงข้าง ๆ ทั้งสองเงียบไม่มีคำพูด วิชญ์แค่วางมือบนมือเธอเบา ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนบีบแน่นขึ้น
“ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ข้างเธอตั้งแต่แรก ขอโทษที่กลัวจนไม่กล้าบอกความรู้สึกทั้งหมด” เขาพูดเสียงเครือ “แต่ตอนนี้ ฉันไม่กลัวอีกแล้ว…ต่อให้อนาคตต้องผิดหวังก็ตาม”
มิวสบตาเขานิ่ง น้ำตาไหลแต่ยิ้มเล็กน้อย “ฉันก็กลัวเหมือนกัน ไม่อยากผิดหวัง ไม่อยากเสียนายไป…แต่ก็ไม่อยากเสียใครดี ๆ ไปเพราะแค่กลัว”
หลังจากวันที่ต้องเดินข้างกันในความทุกข์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น วิชญ์เปลี่ยนจากชายเจ้าระเบียบที่กลัวความผิดพลาด เป็นคนที่กล้าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกผิดได้เพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ส่วนมิวก็เปลี่ยนจากหญิงสาวปากจัดผู้สร้างกำแพง ให้ยอมเปิดใจและยอมรับความอ่อนไหว
ฤดูฝนของปีหนึ่ง เวลาทำงานเลิกเย็น วิชญ์กับมิวเดินกางร่มด้วยกันใต้ฟ้าหม่น หัวเราะถึงความวุ่นวายระหว่างวันโดยไม่ต้องซ่อนความรู้สึก ทั้งคู่ไม่พูดคำว่า ‘รัก’ ออกมาตรง ๆ แต่ปล่อยให้การเดินเคียงข้างในวันธรรมดา เป็นคำสารภาพจากใจ