เสียงหวีดวิญญาณกลางหุบเขา
แสงวาบจากสายฟ้าฉายลงเหนือหุบเขา เวลาสองทุ่มกว่า หมอกขาวตลบคลุมหมู่บ้านจนบ้านแต่ละหลังเหมือนเกาะห่างออกจากกัน ท่ามกลางความเงียบ มีเสียงหวีดสูงแล่นผ่านยอดไม้ มันไม่ได้ดังมากแต่พอให้ขนลุกทั้งตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เรวัต นั่งข้างหน้าต่างในบ้านไม้สองชั้น วางคางบนเข่ากระชับผ้าห่ม รู้สึกเย็นเยียบแม้เตาผิงเผาอยู่ข้างหลัง ในแสงไฟสลัว คุณยายใบหม่อนกำลังปิดบานกระจกทุกบานเเละสวดมนต์เบา ๆ ข้าง ๆ มี อินทุ์ น้องสาวอายุสิบสามปีนั่งกอดตุ๊กตา สายตาแข็งกล้ากว่าคนเป็นพี่ ในห้องยังเต็มไปด้วยเงาของอดีต — ความเศร้าที่ฝังใจหลังการจากไปของแม่ไม่มีวันจาง
“ยาย เสียงนั่นมาอีกแล้ว…” อินทุ์พูดเสียงแผ่ว แววตาพยายามนิ่ง
“คืนนี้ต้องอยู่กันให้ใกล้ อย่าออกไปนอกบ้าน ยายเตือนแล้วนะ” คุณยายเสียงเครียด ปากขยับสวดต่อไปเหมือนไม่อยากให้ใครขัด
เรวัตกัดฟัน โทษตัวเองที่ยังอ่อนแอ รู้สึกเหมือนอากาศหนักขึ้นทุกทีที่เสียงหวีดดังมาใหม่ ครอบครัวเขาย้ายมาอยู่กับยายตั้งแต่แม่เสีย เขาไม่เคยเข้ากับที่นี่ได้แต่ก็ไม่มีทางไปไหน ความเจ็บปวดกับการถูกแปลกแยกหลอมสลับกันในอก
สายฝนซัดหน้าต่างเป็นจังหวะ สาวน้อยเงยหน้ามองพี่ชาย “พี่วัต ถ้ามันเข้ามาล่ะ?”
เรวัตมองตาน้องแล้วเบี่ยงหน้าหนี “ไม่มีอะไรหรอก อย่าสนใจ เสียงลม” แต่เสียงตัวเองสั่นจนรู้สึกน่าอับอาย
อินทุ์ยังจ้องออกไปนอกหน้าต่าง “เค้าบอกกันว่าคืนนี้วิญญาณจะเลือกบ้านหนึ่งให้เอาไป”
เหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องในหมู่บ้าน ได้ยินเสียงข้อเท้าเหยียบบนดินเปียกตรงสนาม พวกเขาเงี่ยหูฟัง จังหวะนั้นเงาดำเหมือนผู้หญิงผมยาวเดินผ่านด้านนอกรวดเร็ว อินทุ์เบิกตากว้าง มือของเธอคว้าแขนยายแน่น จนยายต้องเงียบเสียงสวดแล้วยื่นมือมากุมเอวหลาน
“มันจ้องพวกเราอยู่ใช่มั้ย?” อินทุ์กระซิบ กลิ่นกลัวลามทั้งห้อง
ครู่หนึ่งเสียงหวีดเงียบไป ทิ้งแต่เสียงฝน จังหวะหายใจของพวกเขาสามคนดังขึ้นแทน ทุกคนต่างรู้สึก แม้ไม่เอ่ยออกมา — ความลับในหมู่บ้านนี้เกี่ยวข้องกับเสียงหวีดนั้น
เช้าวันต่อมา อากาศในหมู่บ้านยังชุ่มด้วยกลิ่นฝน เรวัตเดินลงบันไดเงียบ ๆ พบนายโพธิ์ กำนันซึ่งมีสายตาแข็งกร้าวยืนรอหน้าบ้าน พวกชาวบ้านเริ่มเดินกันมาตามถนนลาดดินแต่ละคนดูระแวดระวัง
“เมื่อคืนนี้ มีใครเห็นอะไรมั้ย?” กำนันโพธิ์ถามเสียงดัง
เรวัตสบตา ไหล่ของเขากระตุก — อยากบอกแต่ไม่กล้า อินทุ์กลืนน้ำลาย มองซ้ายมองขวา คุณยายหลบตาไปที่พื้น
“เด็ก ๆ บ้านยายใบหม่อน ปิดบ้านแต่หัวค่ำ ไม่เห็นหรอก” คุณยายช่วยกลบเกลื่อน
“เสียงหวีดมันใกล้เข้ามาทุกที” เสียงผู้ชายสูงวัยในฝูงชนทำให้บรรยากาศย่ำแย่ลง
เรวัตขบกรามแน่น รู้สึกเหมือนโลกหมุนช้าลง “เมื่อคืนผมเห็นเงาเดินผ่าน — เหมือนผู้หญิง” คำพูดของเขาทำให้ทุกคนเงียบกริบ
สายตาชาวบ้านจ้องพวกเขา อินทุ์ขยับเข้าหาพี่ชาย กำนันเดินเข้ามาใกล้ “เห็นได้ยังไง ลูกผู้หญิงหรือผี?”
เรวัตอ้ำอึ้ง “..เหมือนผีมากกว่า” สายลมหนาวแทรกขึ้นทำให้ทุกคนสะดุ้ง
ยายถอนหายใจ “อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด เด็กเพ้อเจ้อนักตอนกลางคืน” เธอกระซิบเตือนเรวัตใต้เสียงลม
ช่วงสาย ชาวบ้านสองสามคนรวมตัวกันตรงลานกลางหมู่บ้าน เพื่อนบ้านรุ่นพี่ของเรวัต ชื่อ“ทศ” มองเขาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นกึ่งหวาดระแวง
“เมื่อคืนเห็นชัดเลย? ถ้าจริงแกต้องระวัง ผีมันจะเลือกคนเห็นก่อน” ทศพูดเสียงเบาแทรกขำหัวเราะอึดอัด
“แกไม่กลัวเหรอ?” เรวัตพลั้งปากถาม ทั้งที่ใจตัวเองสั่น
ทศทำปากเบี้ยว “กลัว แต่คนที่กลัวสุดมักเป็นเป้านะ”
คุณยายกลับมาเก็บข้าวของ พยายามทำตัวปกติ “อย่ารื้อฟื้นนะวัต มันไม่ดี ไว้ใจยาย” เธอย่นคิ้ว “แม่แกไม่อยากให้เอี่ยวเรื่องผี”
ความตึงเครียดแผ่กระจายทุกมุมหมู่บ้าน เสียงหวีดเป็นคำสาปที่ใครก็พยายามลืม แต่เรวัตเริ่มตระหนักว่าการเงียบไม่ได้ช่วยอะไร เขาตัดสินใจกลางเงามืดจะสืบหาความจริงของเสียงหวีดนั้น
คืนต่อมา ฝนกระหน่ำฟ้าคะนองอีก เรวัตแอบออกไปสำรวจพร้อมอินทุ์ ในมือมีไฟฉาย สองคนพี่น้องเดินเลียบรั้วหลังบ้าน หวีดลมและเงาดำวูบผ่านต้นไม้ ซากดินเหนียวเกาะปลายรองเท้าพวกเขา อินทุ์จับแขนพี่ชายแน่นขึ้น “เราไปกันดีมั้ยวัต?”
“มาถึงขนาดนี้แล้ว” เขากระซิบ
เดินต่อมาไม่นาน ไฟฉายเจอแผ่นผ้าสีขาวขาดแหว่งแขวนอยู่ตรงกิ่งไม้ ต่ำ ๆ ใต้ต้นไทร
จู่ ๆ มีเสียงกรีดร้องหวีดสูง เงาดำวูบออกจากเงาไม้ สองพี่น้องผงะล้มลงบนโคลน อินทุ์ร้องไห้ตัวสั่น ส่วนเรวัตยืนแข็งราวกับถูกตรึง
เสียงนั้นใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เสียงกระซิบแผ่ว “อย่าทิ้ง…” แว่วเร้น ผ่านต้นไทร ราวกับมาจากโลกอื่น
เสียงฝีเท้าวิ่งมาแต่ไกล ทศและชาวบ้านอีกสามคนหอบไฟฉายวิ่งเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น!”
“มันมีอะไร — ผี! ผีผู้หญิง!” อินทุ์ร้อง ขณะทศตามเข้าไปในเงามืด
เสียงหวีดสลายหาย ทิ้งแต่สายฝนที่ยังตกไม่หยุด ชาวบ้านเริ่มมารวมกัน ทศตรวจดูแผ่นผ้า ถอนหายใจ “แผ่นผ้าพวกนี้…พ่อเคยบอกว่าเป็นของแม่ม่ายเจ้าป่า เป็นสัญลักษณ์ให้วิญญาณหาคนกลับไม่เจอ”
เรวัตกลืนน้ำลาย สายตาอินทุ์สั่นสะท้าน คุณยายเดินฝ่าฝนมาถึง “กลับบ้านเดี๋ยวนี้ — ไม่ให้เด็ก ๆ มายุ่งกับเรื่องผี” เธอตวาดเสียงแข็งแต่แววตาเต็มไปด้วยความกลัว
คืนต่อมา บรรยากาศในบ้านตึงขึ้น กำนันโพธิ์มาเยี่ยมพร้อมตะกร้าอาหาร มองดูทุกคนด้วยสายตาระแวดระวัง “ยายใบหม่อน มีอะไรปิดบังหมู่บ้านมั้ย?”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” ยายตอบทันควัน
เรวัตจับสังเกตได้ว่ายายไม่เคยสบตากำนัน ทศกระซิบกับเขาเบา ๆ ตอนกำนันเดินออกไป “ยายแกเหมือนรู้มากกว่าที่พูด”
กลางดึก อินทุ์สะดุ้งตื่น ร้องหาพี่ชาย “วัต เสียงนั้นอีกแล้ว” เรวัตเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไป เห็นคนในชุดขาวยืนกลางสายฝน ไกล ๆ คือเงาใบหน้าคล้ายแม่ของตัวเอง เขาใจหายวาบ
“วัต มันคือแม่หรือเปล่า?” อินทุ์ถามเสียงสั่น
เรวัตไม่ตอบ ยืนจ้องภาพเงานั้นน้ำตาเอ่อ เงาเหล่านั้นเคลื่อนออกไปพร้อมเสียงหวีดลม
รุ่งเช้าเขาตัดสินใจเผชิญหน้าคุณยาย “ยาย มีอะไรที่ยายไม่เคยเล่าใช่มั้ย เกี่ยวกับแม่ เกี่ยวกับเสียงนั้น”
คุณยายลังเล เห็นน้ำตาเรวัตแล้วใจอ่อนในที่สุด เธอเยื้องย่างมานั่งตรงหน้า “เสียงหวีดนั้น…เป็นเสียงวิญญาณแม่แกเอง แม่เสียใจที่จากไปเร็วเหลือเกิน” เธอพูดทั้งน้ำตา
“แม่ไปไหน…แม่จะเอาใครไปแทนหรือเปล่า?” อินทุ์ถามเสียงสั่นเครือ
“ไม่มีใครต้องถูกเอาไป วิญญาณร้องขอแค่การให้อภัย” ยายเอื้อมกอดหลานทั้งสองคน น้ำตาไหลอาบแก้มสามรุ่น
คืนนั้นทั้งบ้านเปิดหน้าต่าง ปล่อยให้สายลมและสายฝนกับเสียงหวีดผ่านเข้าไป อินทุ์ยืนกุมมือพี่ชาย พวกเขาหลับไปโดยมีคุณยายกอดแน่น ครั้งแรกในรอบปีที่ฝันถึงแม่แล้วไม่มีความกลัวอีก
เช้าวันต่อมา การตื่นตาของหมู่บ้านเปลี่ยนไป เสียงหวีดเงียบสนิท ชาวบ้านยิ้มให้เรวัตและอินทุ์เป็นครั้งแรก มีแสงแดดอบอุ่นแตะทุ่งนา คุณยายยิ้มอย่างภูมิใจ
ทศเดินเข้ามา “พวกแกกล้าดี…กล้ากว่าฉันซะอีก” เรวัตสบตาเพื่อน รู้สึกโตขึ้นในวินาทีเดียว ทศยื่นกำปั้นมา เรวัตแตะกำปั้นกลับ ท่ามกลางเสียงหัวเราะ
เรวัตมองขึ้นไปบนฟ้า สูดลมหายใจลึก เขายอมรับอดีตและการสูญเสีย พร้อมจะก้าวต่อไป เสียงหวีดแห่งความเศร้ากลายเป็นเพียงเสียงลม — เหลือแต่ครอบครัวที่เข้าใจกันมากขึ้น