สวนที่ไม่รับชื่อคนตาย
เครื่องบันทึกเสียงรีลเก่าบนโต๊ะทำงานของนลินเริ่มหมุนเองตอนตีสามสิบเจ็ดนาที ทั้งที่ไม่ได้เสียบปลั๊ก และเธอมั่นใจว่าเมื่อคืนปิดกล่องเก็บมันไว้ในตู้เหล็กเรียบร้อยแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเทปกรอบแกรบดังขึ้นก่อน เหมือนลมหายใจของหญ้าแห้งเสียดสีกันในความมืด ห้องทำงานชั้นสามของสำนักจัดบัญชีพันธุ์ไม้เงียบจนได้ยินเสียงหลอดไฟกระพริบเบา ๆ นลินยืนอยู่หน้าประตู มือยังจับกุญแจค้างไว้ เธอไม่ได้กลัวผี เธอบอกตัวเองแบบนั้นมาตลอด เธอกลัวของที่ไม่มีคำอธิบาย และของที่มีคำอธิบายแต่เธอไม่อยากฟังมากกว่า
เสียงในเครื่องเป็นเสียงเด็กผู้ชาย
“พี่ลิน…อย่าบอกเขาว่าผมอยู่ตรงนี้นะ”
นลินรู้สึกเหมือนพื้นไม้ใต้เท้าถอยห่างออกไป เธอก้าวเข้าไปช้า ๆ กลิ่นฝุ่นในห้องกลายเป็นกลิ่นดินชื้นอย่างประหลาด กลิ่นเดียวกับเรือนเพาะกระจกบนภูเขาที่เธอพยายามลืมมาสิบห้าปี
เสียงเด็กชายพูดต่อ “ถ้าเขาถามชื่อผม พี่อย่าตอบนะ”
นลินยื่นมือไปกดปุ่มหยุด เทปยังหมุนต่อ เธอกดอีกครั้ง แรงขึ้นจนปลายนิ้วเจ็บ เสียงในเครื่องเงียบไปเพียงอึดใจ แล้วมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังแทรกเข้ามา เป็นเสียงของเธอเองเมื่อตอนอายุสิบหก สั่น หอบ และเต็มไปด้วยความรำคาญ
“นนท์ เลิกเล่นได้แล้ว ออกมา”
นลินถอยชนชั้นวางแฟ้ม กล่องเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ หล่นลงพื้นกระจายเหมือนเม็ดฝนแห้ง เธอจำไม่ได้ว่าเคยอัดเสียงนี้ เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยเรียกน้องชายด้วยน้ำเสียงแบบนั้นในวันสุดท้ายที่เขาหายไป แต่ร่างกายจำได้ หัวเข่าของเธออ่อนลง เหงื่อเย็นไหลตามสันหลัง
โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นในเวลาเดียวกัน ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ “คุณมัลลิกา สวนไทรงาม” ชื่อนั้นไม่ได้โผล่ขึ้นมาในชีวิตเธอนานพอจะนึกว่าถูกลบออกจากโลกไปแล้ว
นลินปล่อยให้มันสั่นจนดับ เครื่องบันทึกเสียงหยุดหมุนพอดี เสียงสุดท้ายที่ติดอยู่ในห้องไม่ใช่เสียงคน แต่เป็นเสียงใบไม้จำนวนมากพลิกด้านพร้อมกัน ทั้งที่นอกหน้าต่างไม่มีต้นไม้ใหญ่สักต้น
ตอนเช้าเธอรับสาย คุณมัลลิกาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพเหมือนคนที่ซ้อมประโยคมาหลายรอบ “ลินใช่ไหมจ๊ะ ป้าขอโทษที่โทรดึก เมื่อคืน…ที่สวนมีเรื่องแปลก ๆ”
“หนูไม่เกี่ยวกับสวนแล้วค่ะ” นลินตอบเร็วเกินไป
ปลายสายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง “ป้ารู้ แต่ไม่มีใครอ่านสมุดบัญชีพันธุ์ไม้เก่าของพ่อเธอได้เท่าลิน เราจะขายที่ดินให้มูลนิธิ เขาต้องการตรวจรายชื่อพืชทั้งหมดก่อนโอน”
“ให้คนอื่นไปค่ะ”
“เขาพบป้ายชื่อของนนท์ในเรือนเพาะ”
นลินกำโทรศัพท์แน่นจนขอบเครื่องกดเข้าเนื้อ “อะไรนะคะ”
“ป้ายอะลูมิเนียมเล็ก ๆ แบบที่ผูกกับต้นกล้า เขียนว่า ‘ชญานนท์ วัย ๙ ปี’ ป้าคิดว่าควรบอกเธอ”
“นนท์ไม่ใช่พืช”
“ป้าก็หวังว่าไม่ใช่จ้ะ”
ประโยคนั้นทำให้นลินเกลียดผู้หญิงปลายสายขึ้นมาทันที ทั้งที่รู้ว่าคุณมัลลิกาไม่ได้ตั้งใจให้มันโหดร้าย เธอหันไปมองเครื่องบันทึกเสียงที่ตอนนี้นิ่งสนิท รีลเทปหยุดอยู่ตรงตำแหน่งหนึ่งเหมือนดวงตาสองข้างที่ลืมขึ้น
“หนูจะไปสามวัน” นลินพูด “ตรวจบัญชี ทำรายงาน แล้วกลับ”
“อย่าพักในเรือนกระจกนะจ๊ะ” คุณมัลลิกาพูดเบาลง “และถ้าได้ยินใครเรียกชื่อเต็ม อย่าขานรับ”
“นี่คือคำเตือนแบบไหนคะ”
“แบบที่คนแก่กล้าพูดได้แค่นี้”
นลินอยากหัวเราะ แต่ไม่มีเสียงออกมา
ถนนขึ้นสวนพฤกษศาสตร์ไทรงามคดไปตามไหล่เขาเหมือนเส้นด้ายที่มีใครดึงจนตึง อิฐขับรถกระบะเช่าด้วยมือเดียว อีกมือเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะเพลงที่เปิดเบาจนฟังไม่ออก เขาเคยเป็นคนรักของนลินเมื่อหกปีก่อน และตอนนี้เป็นช่างภาพสารคดีที่รับงานอะไรก็ได้ถ้าเงินพอจ่ายหนี้บัตรเครดิต เขาอาสามาด้วยเพราะบอกว่าเธอไม่ควรขึ้นเขาคนเดียว แต่เธอรู้ว่าเขาอยากถ่ายภาพสวนปิดตายแห่งนี้ไปขายนิตยสารออนไลน์มากกว่า
“เธอยังไม่บอกเลยว่าทำไมต้องเป็นฉัน” อิฐถาม
“นายมีกล้อง อินเทอร์เน็ตบนเขาน่าจะใช้ไม่ได้ ฉันต้องการคนบันทึกสภาพพืช”
“ฟังดูเหมือนคำตอบที่เตรียมไว้”
“งั้นก็รับไว้เถอะ”
อิฐเหลือบมองเธอ “ลิน ถ้าเรื่องน้องเธอมันหนักมาก เรากลับได้ ยังไม่สาย”
“นายบอกเองว่าต้องการเงินค่าจ้าง”
“ฉันต้องการเงิน แต่ไม่ถึงขั้นเอาตัวเองไปยืนในแผลเก่าใคร”
นลินมองออกไปนอกหน้าต่าง หมอกบางลอยต่ำเหนือไร่ชาวบ้าน ป้ายไม้ผุข้างทางเขียนว่า ‘สวนพฤกษศาสตร์ไทรงาม ๓ กม.’ ตัวอักษรสีเขียวหลุดล่อนจนดูเหมือนถูกขูดด้วยเล็บ
“แผลเก่ามันปิดแล้ว” เธอพูด
อิฐไม่ตอบ เขาแค่ลดเสียงเพลงลงอีก ทั้งที่มันเบาอยู่แล้ว
ประตูสวนยังเป็นประตูเหล็กสีดำบานเดิม มีลายเถาวัลย์บิดพันกันเป็นวงกลม แต่สิ่งที่นลินจำไม่ได้คือช่องว่างระหว่างลายเหล็ก แต่ละช่องกว้างพอดีให้ใครสักคนสอดมือเล็ก ๆ ออกมาได้ เธอเผลอกำสายกระเป๋าแน่นเมื่อเห็นป้อมยามเก่าที่กระจกแตกครึ่งบาน และเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าซีดตั้งหันหน้าเข้าป่าราวกับคนเฝ้ายามเพิ่งลุกไปเมื่อครู่
หญิงสาวคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตู เธอสวมเสื้อแขนยาวสีเทา กางเกงผ้าดำ รองเท้าบูตเปื้อนดิน ใบหน้าคมเข้ม ผมรวบต่ำ สายตาเหมือนคนที่นอนน้อยแต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเหนื่อย
“คุณนลิน?”
“ค่ะ”
“ฉันปราง เป็นคนดูแลสวนแทนแม่ แม่ป่วย” เธอเปิดกุญแจโซ่ “คุณมัลลิกาบอกว่าคุณจะมาดูบัญชี”
อิฐยกกล้อง “ผมอิฐ มาช่วยถ่ายภาพ ไม่รบกวน—”
“ห้ามถ่ายเรือนเพาะหมายเลขเจ็ด” ปรางพูดทันที
อิฐชะงัก “โอเค เริ่มต้นอบอุ่นดี”
นลินถาม “ทำไมคะ”
ปรางผลักประตูให้เปิด เสียงเหล็กครางยาวจนฝูงนกเล็ก ๆ ในพุ่มไม้เงียบพร้อมกัน “เพราะรูปถ่ายไม่ค่อยเก็บแค่ภาพที่คุณอยากได้”
อิฐหัวเราะเบา ๆ “ประโยคนี้ขายได้เลยนะ”
ปรางไม่ยิ้ม “ที่นี่ไม่ขายอะไรแล้วค่ะ นอกจากที่ดิน”
รถแล่นผ่านอุโมงค์ต้นไทรที่กิ่งรากอากาศห้อยลงมาเหมือนม่านเส้นผม ทั้งสองข้างทางเป็นแปลงพืชตามป้ายชื่อเก่า ๆ ‘เฟินเขากวาง’, ‘ว่านน้ำค้าง’, ‘หมากเหลืองแคระ’ ป้ายบางอันพลิกกลับด้านจนอ่านไม่ได้ บางอันมีคราบเขียวคลุมเหมือนผิวหนังที่ถูกทิ้งไว้ในน้ำ
นลินเคยมาที่นี่ทุกปิดเทอม พ่อของเธอเป็นหัวหน้าฝ่ายจำแนกพันธุ์ไม้ เขารักชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าบทสนทนาในบ้าน แม่ของเธอตายตั้งแต่นนท์อายุสามขวบ นลินจึงเป็นทั้งพี่สาวและคนเลี้ยงน้องแบบจำใจ เธอจำได้ว่านนท์ชอบวิ่งตามคนงาน ชอบถามว่าทำไมต้นไม้ต้องมีชื่อสองชื่อ ชื่อไทยกับชื่อฝรั่ง พ่อเคยตอบว่าการตั้งชื่อคือการยอมรับว่าสิ่งนั้นมีอยู่ นนท์จึงไปเขียนชื่อให้ก้อนหิน รังมด และรอยแตกบนกำแพง
วันที่เขาหายไป ฝนตกทั้งบ่าย เธอจำได้แค่นี้ ส่วนที่เหลือเป็นช่องว่างยาว ๆ เหมือนหน้ากระดาษที่เปียกจนหมึกละลาย
อาคารสำนักงานของสวนเป็นตึกไม้สองชั้นหลังคากระเบื้องแดง มีระเบียงยาวมองลงไปเห็นเรือนกระจกกระจายอยู่ตามไหล่เขาเหมือนกล่องแก้วที่ถูกฝังครึ่งหนึ่งในหมอก คุณมัลลิการออยู่ในห้องรับรอง เธอแก่ลงมาก ผมขาวเกือบทั้งศีรษะ แต่ท่านั่งยังตรงเหมือนคนเคยสั่งการลูกจ้างหลายสิบชีวิต
“ลิน” เธอลุกขึ้น “ขอบใจที่มา”
นลินไหว้สั้น ๆ “ป้ายอยู่ไหนคะ”
คุณมัลลิกามองปราง ปรางวางถุงซิปใสบนโต๊ะ ข้างในมีป้ายอะลูมิเนียมผูกลวดเส้นเล็ก ตัวอักษรถูกจารด้วยเหล็กแหลม อ่านชัดเกินไป
ชญานนท์ อัครโยธิน อายุ ๙ ปี
ใต้ชื่อนั้นมีตัวเลข ๔:๑๗
อิฐโน้มเข้ามาดู “หมายถึงเวลา?”
“เวลาที่เขาหาย” นลินตอบ ก่อนรู้ตัวว่าไม่ควรแน่ใจขนาดนั้น
คุณมัลลิกาเอามือประสานกัน “เราเคยคิดว่าเขาหายตอนประมาณสี่โมงครึ่ง ไม่มีใครจำได้ตรงกัน พ่อเธอ…ตอนนั้นเขาไม่ยอมให้ตำรวจค้นเรือนเพาะบางส่วน”
“ทำไม”
“เขาบอกว่ามีตัวอย่างทดลอง อันตรายกับเด็ก”
“แล้วทุกคนก็เชื่อ?” น้ำเสียงนลินแข็งขึ้น
คุณมัลลิกาก้มตา “ตอนนั้นสวนกำลังจะถูกตรวจจากกรม มีทุน มีชื่อเสียง มีคนไม่อยากให้เรื่องเสียหายมากกว่านี้”
อิฐพูดเบา ๆ “ลิน…”
“พ่อหนูปกปิดอะไร”
ไม่มีใครตอบทันที นอกหน้าต่าง ลมพัดใบไทรเสียดสีกันเป็นเสียงคล้ายคนกระซิบชื่อซ้ำ ๆ
ปรางเป็นคนพูด “ถ้าคุณอยากรู้ ต้องเริ่มจากบัญชีพันธุ์ไม้ ไม่ใช่ถามคนที่ยังกลัวอยู่”
นลินหันไปมองเธอ “คุณกลัวอะไร”
ปรางสบตาเธอ “กลัวว่าคุณจะจำได้”
ห้องบัญชีพันธุ์ไม้อยู่ชั้นล่าง กลิ่นกระดาษเก่า เชื้อรา และน้ำมันสนอบอยู่ในผนัง แฟ้มเรียงเต็มชั้นถึงเพดาน สมุดทะเบียนเล่มใหญ่ปกผ้าสีเขียววางอยู่กลางโต๊ะเหมือนคัมภีร์ทางราชการ นลินเปิดถุงมือผ้า สวมอย่างชำนาญ เธอเคยทำงานกับเอกสารเปราะบาง แต่ครั้งนี้มือเธอสั่น
อิฐเดินถ่ายภาพชั้นแฟ้ม “ถ้าปรางเห็นฉันถ่ายในนี้จะดุไหม”
“ถ่ายเฉพาะปก อย่าเปิดหน้าโดยไม่ถาม”
“เธอพูดเหมือนพ่อเธอเลย”
นลินหยุดมือ “อย่าพูดถึงเขาแบบนั้น”
“แบบไหน”
“แบบรู้จักเขา”
อิฐลดกล้องลง “ฉันรู้จักเขาผ่านเธอไง ลิน เธอใช้เวลาครึ่งชีวิตหนีจากคำสั่งของคนตาย”
“ฉันไม่ได้หนี ฉันทำงานเดียวกับเขา”
“เพื่อพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้เหมือนเขา หรือเพื่ออยู่ใกล้เขาแบบไม่ต้องให้อภัย?”
นลินปิดสมุดดังเกินไป ฝุ่นลอยขึ้นในแสงหน้าต่าง “ถ้าจะวิเคราะห์ฉัน เอาไว้กลับกรุงเทพ”
อิฐยกมือ “โอเค ขอโทษ”
ความเงียบกลับมา นลินเปิดสมุดทะเบียน ปีที่นนท์หาย รายชื่อพืชเรียงตามเรือนเพาะ มีหมายเลข ตัวอย่าง วันที่นำเข้า ผู้รับผิดชอบ ลายมือพ่อของเธอคมและสม่ำเสมอจนเจ็บตา เธอไล่ลงมาถึงเรือนเพาะหมายเลขเจ็ด หน้าแรกมีพืชสิบสองชนิด หน้าใบถัดไปถูกตัดออกด้วยมีดอย่างประณีต เหลือขอบกระดาษบาง ๆ ติดสันเล่ม
“มีคนเอาหน้านี้ออก” อิฐพูด
“ไม่ใช่แค่เอาออก” นลินใช้นิ้วแตะขอบ “ถูกตัดก่อนเย็บเล่มใหม่”
อิฐขมวดคิ้ว “แปลว่าทำเป็นระบบ”
เสียงเคาะสามครั้งดังมาจากใต้โต๊ะ
ทั้งคู่หยุดหายใจ อิฐก้มลงดู ใต้โต๊ะว่าง มีแค่เงาของขาเก้าอี้กับฝุ่นหนา นลินไม่ขยับ เสียงเคาะดังอีกครั้ง คราวนี้มาจากในชั้นแฟ้มด้านหลัง เป็นจังหวะช้า ๆ เหมือนใครใช้ข้อกระดูกเคาะไม้
“ปราง?” อิฐเรียก
ไม่มีคำตอบ
นลินเดินไปที่ชั้นแฟ้ม เสียงเคาะย้ายไปทางหน้าต่าง แล้วเงียบ เธอเห็นใบไม้แห้งใบหนึ่งติดอยู่ด้านในกระจก ทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท ใบนั้นเป็นรูปหัวใจเรียว ปลายแหลม เส้นกลางใบสีดำเหมือนเส้นเลือด มันค่อย ๆ คลี่ตัวออกจากกระจกแล้วร่วงลงพื้น
อิฐกระซิบ “ลิน ใบไม้มันอยู่ในห้องได้ไง”
เธอก้มเก็บด้วยคีม ป้ายเล็ก ๆ เขียนด้วยลายมือเด็กผูกอยู่ที่ก้านใบ
พี่ลิน
นลินปล่อยคีม ใบไม้ตกพื้นโดยไม่เกิดเสียง
เย็นนั้นฝนตกโดยไม่มีเมฆ เส้นน้ำบาง ๆ ลงมาตรงสวนเท่านั้น ขอบฟ้าหลังแนวเขายังเป็นสีทอง อิฐยืนใต้ชายคาถ่ายภาพเม็ดฝนที่หยุดเป็นช่วง ๆ ราวกับมีใครเปิดปิดก๊อกบนฟ้า ปรางนำกุญแจห้องพักมาให้ เป็นเรือนไม้ข้างสำนักงาน มีสองห้องนอน ห้องน้ำรวม และระเบียงหันไปทางเรือนกระจกหมายเลขเจ็ดที่อยู่ต่ำลงไปในหุบเล็ก ๆ
“กลางคืนอย่าเดินออกนอกทางปูน” ปรางบอก
อิฐถาม “เพราะงู?”
“เพราะทางดินบางเส้นไม่ได้อยู่ที่เดิมทุกคืน”
“คุณพูดแบบนี้กับแขกทุกคนหรือเฉพาะเราที่โชคดี”
ปรางมองเขานิ่ง ๆ “คุณเป็นคนชอบล้อเวลาไม่สบายใจ”
อิฐยิ้มจาง “ใช่ แล้วคุณเป็นคนชอบพูดให้คนอื่นไม่สบายใจ”
“ฉันโตที่นี่ค่ะ มันติดนิสัย”
นลินถาม “แม่คุณทำงานกับพ่อฉัน?”
ปรางลังเล “แม่เป็นคนเพาะกล้าในเรือนเจ็ด”
“ชื่ออะไร”
ปรางมองไปทางฝน “จำไม่ได้”
“หมายความว่ายังไง”
“หมายความว่าฉันเรียกเขาว่าแม่มาตลอด แต่ชื่อจริงของเขาหายไปจากปากทุกคน”
อิฐลดกล้องลง “หาย?”
“ลองนึกชื่อใครสักคนที่คุณรักมาก ๆ แล้วนึกไม่ออกสิคะ คุณจะรู้ว่าคำว่าหายไม่ต้องมีหลุม ไม่ต้องมีศพ มันก็ทำให้บ้านว่างได้”
ปรางเดินฝ่าฝนกลับไปก่อนใครจะถามต่อ เธอไม่กางร่ม เม็ดฝนตกใส่ตัวเธอแต่ไม่เปียกเสื้อ ราวกับน้ำเลือกหล่นผ่านเธอลงดิน
กลางคืนมาถึงเร็วเพราะหมอก ไฟในเรือนพักติด ๆ ดับ ๆ อิฐนั่งตรวจภาพบนแล็ปท็อป นลินวางป้ายชื่อของนนท์ไว้ข้างสมุดบันทึก เธอพยายามเขียนรายการสิ่งที่ต้องตรวจวันพรุ่งนี้ แต่ทุกครั้งที่ปากกาแตะกระดาษ เธอกลับเขียนเลข ๔:๑๗ โดยไม่ตั้งใจ
“ลิน” อิฐเรียกจากโต๊ะอีกฝั่ง “มาดูนี่”
ในภาพถ่ายชั้นแฟ้ม มีช่องว่างระหว่างแฟ้มสองแถว ช่องว่างนั้นเป็นสีดำลึกกว่าที่ควร และในความดำมีปลายรองเท้าเด็กคู่หนึ่งโผล่พ้นขอบเงา รองเท้าแตะยางสีเหลืองที่นลินจำได้ทันที นนท์ใส่มันวันที่ฝนตก
“นายแต่งภาพหรือเปล่า” เธอถาม ทั้งที่รู้ว่าไม่ยุติธรรม
อิฐหันมามอง “ฉันไม่ทำแบบนั้นกับเธอ”
“ขอโทษ”
เขาซูมภาพ มือเริ่มสั่น “มีอีกอย่าง”
ภาพถัดไปเป็นหน้าต่างห้องบัญชีที่มีใบไม้ติดอยู่ กระจกสะท้อนเงานลินกับอิฐ แต่ระหว่างทั้งสองมีเงาคนที่สามยืนอยู่ สูงเท่าเด็ก เกือบมองไม่เห็นเพราะโปร่งเหมือนหมอก สิ่งที่ชัดคือป้ายพืชห้อยจากคอ ไม่เห็นชื่อ
นลินปิดแล็ปท็อปทันที “พอ”
อิฐพูดเสียงแผ่ว “มันอาจเป็นแสงสะท้อน”
“นายไม่ต้องปลอบ”
“ฉันไม่ได้ปลอบ ฉันกำลังปลอบตัวเอง”
ทั้งคู่เงียบ เสียงฝนหยุดไปแล้ว แต่มีเสียงหยดน้ำตกจากชายคาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ นลินนับโดยไม่ตั้งใจ หนึ่ง สอง สาม จนถึงสิบเจ็ด แล้วเสียงหยดน้ำกลายเป็นเสียงเด็กเคาะประตูห้องนอนของเธอเหมือนคืนเก่า ๆ
“พี่ลิน เปิดหน่อย”
อิฐหน้าซีด “เธอได้ยินไหม”
นลินตอบไม่ได้ เสียงนั้นมาจากประตูห้องนอนของเธอซึ่งเปิดแง้มอยู่ ข้างในมืดสนิท ทั้งที่เธอเปิดไฟไว้เมื่อครู่
“พี่ลิน ผมหนาว”
อิฐกระซิบ “อย่าขานรับ”
เธอเกือบพูดชื่อเขาแล้ว เกือบทำสิ่งที่หัวใจอยากทำมาตลอดสิบห้าปี แต่คำเตือนของคุณมัลลิกาตัดผ่านความคิด เธอกัดริมฝีปากจนได้รสเลือดจาง ๆ ไม่ใช่ภาพสยอง แต่เป็นรสของความยับยั้งชั่งใจที่เจ็บจริง
เสียงหลังประตูเงียบไป แล้วมีเสียงถอนหายใจของผู้ใหญ่ดังแทน
“ดีแล้ว” เสียงนั้นคล้ายพ่อของเธอมาก “อย่าให้มันได้ชื่อ”
นลินลุกพรวด เดินไปเปิดไฟห้องนอน ประตูแกว่งช้า ๆ ภายในว่าง เตียงเรียบ กระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ที่พื้น แต่บนหมอนมีดินชื้นกองเล็ก ๆ และเมล็ดสีดำเจ็ดเมล็ดวางเรียงเป็นรูปปากที่ปิดสนิท
เช้าวันถัดมา ปรางพาพวกเขาไปเรือนเพาะหมายเลขเจ็ดโดยไม่พูดมาก ทางปูนทอดลงหุบเล็ก ๆ สองข้างเป็นไม้ประดับที่โตผิดฤดูกาล ดอกปีบออกดอกในเงามืด กล้วยไม้ป่าชูช่อจากรอยแตกของเสาไฟ ตะไคร่น้ำขึ้นบนป้ายเตือนจนอ่านได้เพียงคำว่า ‘อย่า…ชื่อ…เวลา’
เรือนเพาะเจ็ดเป็นอาคารกระจกทรงยาว โครงเหล็กขึ้นสนิม ประตูถูกล็อกด้วยโซ่สามเส้น แต่ในแผ่นกระจกหลายบานมีฝ้ามัวจากด้านในเหมือนมีคนหายใจใส่อยู่ตลอดเวลา นลินยืนหน้าประตู ความทรงจำวูบกลับมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ เสียงฝนบนหลังคากระจก กลิ่นปุ๋ยหมัก มือเล็กของนนท์จับชายเสื้อเธอ
“ฉันไม่เข้า” อิฐพูดทันที แล้วเหมือนอายตัวเอง “หมายถึง…ถ้าไม่จำเป็น”
ปรางปลดกุญแจ “จำเป็นค่ะ ถ้าคุณอยากรู้ว่าป้ายมาจากไหน”
นลินถาม “คุณรู้มากกว่าที่บอกเรา”
“ฉันรู้ไม่ครบ” ปรางหันมา “ที่นี่ทำให้คนรู้ไม่ครบ มันเลือกเก็บบางส่วนไว้ใต้ดิน”
“พูดให้ชัดได้ไหม”
ปรางจับโซ่ค้างไว้ “เรือนนี้ไม่ใช่ที่เพาะพืชอย่างเดียว สมัยก่อนชาวบ้านบนเขามีสวนฝากชื่อ ใครทำผิดกับคนตาย ใครอยากให้ความอับอายหายไป เขาจะเอาชื่อไปฝังกับรากไม้ เชื่อว่าถ้าต้นไม้รับชื่อไว้ คนในหมู่บ้านจะลืมเรื่องนั้นทีละนิด พอคุณพ่อคุณมาสร้างสวน เขาคิดว่ามันเป็นตำนาน เขาขุดดินเก่ามาใช้เพาะกล้าหายาก”
อิฐพูด “ดินที่…กินชื่อ?”
“ไม่ใช่กิน” ปรางตอบ “เก็บรักษา มันซื่อสัตย์กว่าคนด้วยซ้ำ ใครฝากอะไรไว้ มันคืนให้เสมอ แค่คืนในรูปที่เราไม่อยากรับ”
นลินรู้สึกโกรธ “ทำไมไม่บอกตำรวจตอนนนท์หาย”
ปรางหน้าแข็ง “ตอนนั้นฉันสิบสอง แม่ฉันพูดไม่ได้ตั้งแต่คืนนั้น คุณพ่อคุณบอกทุกคนว่าห้ามออกเสียงชื่อเด็กคนนั้นในเรือน ถ้าไม่อยากให้มีคนหายเพิ่ม”
“แล้วเขาก็ยอม?”
“คนที่มีเงินเดือนจากสวนยอมง่ายกว่าคนที่มีลูกหายค่ะ”
คำพูดแทงลึก นลินจะตอบโต้ แต่ประตูเรือนเพาะเปิดเองก่อนปรางดึงโซ่ เสียงบานพับเบาเกินไปสำหรับเหล็กสนิมเขรอะ อากาศเย็นไหลออกมา กลิ่นไม่ใช่กลิ่นเน่า แต่เป็นกลิ่นห้องสมุดที่ฝังอยู่ใต้ดิน
ข้างในเป็นทางเดินกลางยาว แปลงปลูกสองฝั่งว่างเปล่าเกือบทั้งหมด มีเพียงก้านไม้แห้ง ๆ ปักอยู่ในดินเหมือนเสาเครื่องหมาย แต่ทุกก้านมีป้ายชื่ออะลูมิเนียมห้อยไว้ นลินก้าวเข้าไปอ่าน ป้ายแรกเป็นชื่อคนงานที่เธอจำหน้าได้แต่จำชื่อไม่ได้ ป้ายถัดมาเป็นชื่อสุนัขเฝ้าสวนตัวหนึ่ง ป้ายที่สามไม่มีชื่อ มีแต่ช่องว่างและเวลา ๔:๑๗
“อย่าอ่านออกเสียง” ปรางเตือน
อิฐกระซิบ “ทำไมทุกป้ายมีเวลาเดียวกัน”
นลินตอบแทนโดยไม่รู้ตัว “เพราะนาฬิกาในเรือนนี้หยุดตอนนั้น”
เธอเงยหน้าขึ้น นาฬิกาแขวนปลายทางเดินยังอยู่ เข็มชี้ ๔:๑๗ กระจกหน้าปัดแตกเป็นรอยรากไม้
พวกเขาเดินลึกเข้าไป ความเงียบในเรือนเพาะไม่ใช่ความไม่มีเสียง แต่เป็นความเงียบที่คอยฟัง เสียงรองเท้าแต่ละก้าวถูกดูดเข้าไปในดิน นลินเห็นบนโต๊ะทำงานเก่าในมุมหนึ่งมีสมุดบันทึกของพ่อวางอยู่ ปกหนังบวมจากความชื้น เธอเปิดหน้าแรก ลายมือพ่อสั้นและแห้ง
‘ดินแปลงล่างทำให้เมล็ดที่ตายแล้วงอกได้ ถ้าผูกป้ายชื่อสิ่งมีชีวิตไว้ใกล้ราก ตัวอย่างตอบสนองเร็วขึ้น ไม่ควรให้เจ้าหน้าที่ทราบทั้งหมด’
นลินพลิกหน้าเร็วขึ้น หัวใจเต้นแรง
‘การตอบสนองสูงสุดเกิดเวลา ๑๖:๑๗ มีเสียงคล้ายผู้ถูกระบุชื่อจากใต้โต๊ะเพาะ แม่เพ็ญบอกว่าอย่าขานรับ ข้าพเจ้าไม่เชื่อ’
“แม่เพ็ญ…” ปรางพึมพำแล้วชะงัก น้ำตาคลอขึ้นทันที “เพ็ญ แม่ชื่อเพ็ญ”
อิฐแตะแขนเธอ “คุณโอเคไหม”
ปรางถอยห่างเหมือนถูกแตะด้วยไฟ “อย่าทำเหมือนสงสาร ฉันเพิ่งได้ชื่อแม่คืน ฉันยังไม่รู้ว่าควรร้องไห้หรือโกรธ”
นลินอ่านต่อ หน้าถัดไปมีรอยหมึกกระจาย
‘เด็กชายชญานนท์เข้ามาในเรือนขณะฝนตก นลินตามมา มีการเล่นซ่อนหา เด็กหญิงเรียกชื่อเด็กชายหลายครั้ง ดินตอบสนองผิดปกติ พืชในแปลงทดลองงอกภายในสิบเจ็ดนาที’
มือของนลินเย็นลง “ไม่จริง”
อิฐถาม “เขียนอะไร”
เธอพลิกหน้า แต่หน้าถัดไปติดกันด้วยคราบสีดำ ปรางใช้มีดเล็กแซะอย่างระวัง กระดาษแยกออกพร้อมเสียงเหมือนผิวใบไม้ขาด
‘เด็กชายไม่เสียชีวิตในความหมายปกติ รากรับชื่อและความจำบางส่วนไว้ เสียงร้องยังคงเกิดเมื่อมีผู้เกี่ยวข้องเข้าใกล้ ห้ามนลินจำเหตุการณ์ทั้งหมด จึงทำการตัดหน้าออกจากทะเบียนและย้ายเด็กหญิงออกจากสวน’
นลินกดสมุดลงกับโต๊ะ “พ่อทำอะไรกับฉัน”
ไม่มีใครตอบได้ แต่เรือนเพาะตอบแทนด้วยเสียงเคาะจากใต้แปลงดิน ทั้งซ้ายขวาพร้อมกัน ช้า ๆ สุภาพ เหมือนมีแขกจำนวนมากขอเข้าร่วมบทสนทนา
อิฐถอย “เราควรออก”
ปรางพยักหน้า “เดี๋ยวนี้”
ตอนหันกลับ ทางเดินที่พวกเขาเพิ่งผ่านไม่ยาวเท่าเดิม ประตูอยู่ไกลออกไปจนดูเล็กเท่ากรอบรูป แปลงดินสองข้างเต็มไปด้วยต้นอ่อนสีซีดที่เมื่อครู่ยังไม่มี ใบของมันบางจนเห็นเส้นใยเหมือนตัวอักษร และทุกใบหันหน้ามาทางนลิน
เสียงเด็กชายดังจากปลายเรือน “พี่ลินจำได้หรือยัง”
นลินยืนแข็ง ปรางคว้าแขนเธอ “อย่าตอบ”
“เขาเป็นน้องฉัน”
“ตอนนี้เขาเป็นคำถามของที่นี่”
เสียงเด็กชายใกล้ขึ้นโดยไม่มีฝีเท้า “พี่บอกให้ผมซ่อน พี่บอกว่าถ้าผมไม่เงียบ พ่อจะรู้ว่าพี่เอาเมล็ดออกไป”
ภาพในหัวนลินแตกออกเหมือนกระจกที่ถูกกดจากด้านใน เธอเห็นตัวเองตอนสิบหก แอบหยิบซองเมล็ดหายากจากตู้พ่อ ไม่ใช่เพื่อขาย ไม่ใช่เพราะชั่วร้าย แต่เพราะอยากทำให้พ่อโกรธ อยากพิสูจน์ว่าของที่เขารักที่สุดหายไปได้เหมือนแม่ที่หายไปจากบ้าน นนท์เห็น เธอตะคอกใส่เขา บอกให้ไปซ่อนในเรือนเจ็ดถ้าไม่อยากให้พ่อดุทั้งคู่
“ไม่…” เธอพูด
อิฐจับไหล่เธอ “ลิน มองฉัน เราออกก่อน”
แต่เสียงเด็กชายพูดต่อ นุ่มและเหนื่อย “พี่เรียกชื่อผม พี่เรียกหลายครั้ง ดินก็เรียกตาม พอผมขานรับ พื้นมันเย็นมาก”
นลินน้ำตาไหล เธอไม่ได้เห็นร่างน้องชาย ไม่มีมือซีดโผล่จากดิน ไม่มีภาพรุนแรง มีเพียงความทรงจำของเสียงตัวเองที่เรียกชื่อเขาด้วยความรำคาญ และความจริงที่ว่าเสียงนั้นอาจเป็นประตู
ปรางตะโกน “นลิน ถ้าคุณพูดชื่อเขาตอนนี้ มันจะเอาคุณไว้ด้วย”
นลินหันไป “แล้วเราจะช่วยเขายังไง”
ปรางหน้าเจ็บ “บางชื่อช่วยไม่ได้ มีแต่คืนความจริงให้คนที่ยังอยู่”
“นั่นไม่พอ”
อิฐพูดเสียงแตก “ลิน อย่าทำเรื่องที่แก้ความผิดด้วยการเพิ่มคนหาย”
ประตูเรือนเพาะปิดดังแผ่วเบา ไม่ใช่เสียงกระแทก แต่เป็นเสียงห้องหนึ่งตัดสินใจไม่ต้อนรับโลกภายนอกอีกต่อไป แสงข้างนอกหรี่ลง ทั้งที่ยังเป็นกลางวัน นาฬิกาปลายทางเดินเริ่มเดิน เข็มวินาทีขยับหนึ่งครั้ง สองครั้ง แล้วหยุดที่เลขสิบเจ็ด
ปรางลากพวกเขาไปทางโต๊ะเพาะด้านข้าง “มีทางระบายน้ำ เชื่อมออกไปหลังเรือน แม่เคยพาฉันคลานออกตอนเด็ก”
อิฐถาม “คุณจำได้แน่นะ”
“ฉันจำได้ว่ากลัว” ปรางตอบ “บางทีความกลัวจำทางดีกว่าคน”
พวกเขาเลื่อนตะแกรงเหล็กใต้โต๊ะออก กลิ่นดินเย็นพุ่งขึ้นมา อุโมงค์ระบายน้ำแคบพอให้คลานทีละคน อิฐลงก่อน ตามด้วยปราง นลินกำลังจะตาม แต่สายตาเห็นสมุดพ่อยังเปิดอยู่บนโต๊ะ หน้าสุดท้ายโผล่มุมกระดาษที่เธอยังไม่ได้อ่าน เธอรู้ว่าควรหนี เธอรู้ว่าการหยุดคือความผิดพลาดแบบเดียวกับในหนังสยองที่เธอเคยดูแล้วด่าตัวละคร แต่ความจริงบางอย่างถ้าปล่อยไว้ มันจะตามเธอออกไปและเติบโตในที่อื่น
เธอคว้าสมุด
อิฐตะโกนจากอุโมงค์ “ลิน!”
พื้นใต้เท้าเธอยุบเล็กน้อย ต้นอ่อนรอบ ๆ สั่นไหวโดยไม่มีลม เธอกระโจนลงช่องระบายน้ำ ปรางดึงแขนเธอไว้ทัน อุโมงค์มืดและชื้น น้ำสูงแค่ข้อศอก พวกเขาคลานไปในกลิ่นสนิมและรากไม้ เสียงจากเรือนเพาะดังตามมา ไม่ใช่เสียงกรีดร้อง แต่เป็นเสียงคนหลายคนพูดชื่อของตัวเองพร้อมกัน บางชื่อชัด บางชื่อขาดกลาง บางชื่อเหมือนคำที่ภาษาไทยไม่เคยมี
อิฐหอบ “อย่าฟัง อย่าฟัง”
ปรางพูด “ถ้าได้ยินชื่อเต็มตัวเอง ให้กัดลิ้นไว้ก็ได้ แต่อย่าขาน”
นลินคลาน มือหนึ่งกอดสมุด มือหนึ่งลากตัวผ่านน้ำเย็น รากไม้เส้นเล็ก ๆ ห้อยจากเพดาน แตะผม แตะแก้ม เหมือนนิ้วคนไม่แน่ใจว่าจะปลอบหรือรั้ง เธอได้ยินเสียงพ่อ
“นลิน อัครโยธิน”
เธอหยุดทันที ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตลอดชีวิตพ่อเรียกชื่อเต็มเฉพาะเวลาจะลงโทษ เสียงนั้นยังมีอำนาจเหนือกระดูกสันหลังของเธอ
อิฐหันกลับมา “อย่าหยุด”
เสียงพ่อพูดใกล้หู “ลูกอยากรู้ความจริงไม่ใช่หรือ พ่อเก็บไว้ให้แล้ว”
นลินกัดฟันจนกรามปวด คลานต่อ น้ำในอุโมงค์เริ่มไหลสวนทาง ทั้งที่ควรไหลลงเขา ในกระแสน้ำมีป้ายชื่อเล็ก ๆ ลอยผ่านหน้าเธอ ป้ายหนึ่งว่างเปล่า อีกป้ายเขียนว่า ‘เพ็ญ’ ปรางเห็นแล้วคว้าไว้
“แม่” เธอเผลอพูด
อุโมงค์สั่น รากไม้บนเพดานลดลงเหมือนผ้าม่าน อิฐจับข้อมือปราง “อย่าพูดอีก”
ปรางร้องไห้แบบไม่มีเสียง ป้ายชื่อแม่อยู่ในกำมือเธอแน่นจนขอบบาดผิว
พวกเขาโผล่ออกมาหลังเรือนเพาะในพุ่มเฟินเปียก ๆ แสงเย็นสาดลงมาเหมือนโลกภายนอกไม่รู้ว่าเวลาข้างในถูกยืดจนเกือบขาด อิฐนอนหงายหอบ ปรางคุกเข่ากำป้ายชื่อ นลินพลิกสมุดพ่อด้วยมือเปื้อนดิน หน้าสุดท้ายมีข้อความสั้น ๆ
‘หากต้องการยุติการตอบสนอง ต้องคืนชื่อแรกที่ถูกฝากโดยไม่ยินยอม ผู้ขานต้องเป็นผู้เปิดทาง และต้องยอมให้ดินเก็บสิ่งที่ตนปกปิด ไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นความผิดจริง’
ใต้ข้อความมีแผนผังไม่ใช่เรือนเพาะเจ็ด แต่เป็นแปลงวงกลมกลางป่าหลังสวน ไม่มีในแผนที่ทางการ ข้างแผนผังเขียนว่า ‘สวนรับฟัง’
คุณมัลลิกาหน้าซีดเมื่อเห็นสมุด “เขาเก็บไว้จริง ๆ”
นลินวางสมุดบนโต๊ะรับรอง “คุณรู้เรื่องสวนรับฟังไหมคะ”
คุณมัลลิกานั่งลงช้า ๆ “รู้ว่ามีทางไป แต่ไม่เคยเข้า”
“พ่อฉันเคยเข้า?”
“พ่อเธอเข้าไปคืนหนึ่งก่อนส่งเธอลงจากเขา เขากลับออกมาแล้วจำชื่อนนท์ไม่ได้ เขาร้องไห้เพราะรู้ว่าต้องร้อง แต่ไม่รู้ว่าร้องให้ใคร”
นลินหัวเราะครั้งหนึ่ง เสียงแห้ง “สะดวกดีนะคะ ลืมความผิดตัวเอง”
คุณมัลลิกาส่ายหน้า “ไม่สะดวกหรอก ลิน คนลืมไม่ได้เป็นอิสระ เขาแค่ไม่รู้ว่าคุกอยู่ตรงไหน”
อิฐยืนพิงผนัง “แล้วทำไมต้องขายสวน ถ้ารู้ว่ามีของแบบนี้อยู่”
คุณมัลลิกามองมือของตัวเอง “เพราะเงินหมด เพราะคนแก่คิดว่าที่ดินที่ไม่มีคนอยู่คงปลอดภัยกว่าที่ดินที่มีความทรงจำอยู่เต็มไปหมด เพราะฉันโง่”
ปรางพูดเสียงต่ำ “มูลนิธิจะมาถึงพรุ่งนี้เช้า ถ้าเขาขุดแปลงล่าง ย้ายดินไปวิจัย เมืองทั้งเมืองอาจได้ยินเสียงเรียกชื่อ”
นลินรู้สึกความหนาวไม่ใช่จากฝน แต่จากความเป็นไปได้ เธอนึกถึงตึกสูง ห้องทดลอง โรงเรียน โรงพยาบาล ดินที่เก็บชื่อแพร่ไปในกระถางประดับ คนที่ขานรับเสียงที่คิดว่าเป็นคนรัก ทุกอย่างไม่ต้องมีเลือด ไม่ต้องมีศพ แค่ความทรงจำเริ่มหายทีละชื่อ โลกก็เปลี่ยนเป็นสวนว่างได้
“เราต้องปิดมัน” เธอพูด
อิฐมองเธอ “คำว่าเรานี่รวมใครบ้าง”
“ฉันจะไปสวนรับฟัง”
“ไม่” เขาตอบทันที
“อิฐ”
“ไม่ ลิน ฉันรู้ว่าเธอรู้สึกผิด แต่การเดินเข้าไปให้ที่นี่กินความผิดไม่ได้ทำให้นนท์กลับมา”
“ฉันไม่ได้จะให้มันกิน ฉันจะคืนสิ่งที่พ่อฉันขโมยไป”
ปรางถาม “คุณแน่ใจว่ารับได้ไหม ถ้าจำได้ทั้งหมด”
นลินมองป้ายชื่อในถุงซิป “ฉันใช้ชีวิตโดยไม่รับมานานพอแล้ว”
ค่ำวันนั้น คุณมัลลิกาให้แผนที่ทางเดินเก่าที่พับเก็บในกล่องชา เส้นทางไปสวนรับฟังเริ่มจากหลังเรือนเพาะเจ็ด ลัดผ่านป่าชื้นขึ้นเนินไปยังแอ่งหินที่ไม่มีในแผนที่สมัยใหม่ ตาเที่ยง คนสวนชราที่นลินจำได้ว่าเคยสอนนนท์เป่านกหวีดใบไม้ ปรากฏตัวตอนพวกเขาเตรียมไฟฉาย เขาเดินหลังงอ ถือมีดพร้าเก่า ดวงตาขุ่นแต่ยังคม
“จะไปก็ไปก่อนตีสี่” เขาพูด “อย่าให้ถึงสี่สิบเจ็ดนาทีของสวน”
อิฐขมวดคิ้ว “หมายถึง ๔:๑๗ อีก?”
ตาเที่ยงพยักหน้า “เวลาเดียวที่มันตื่นเต็มตา กลางวันหรือกลางคืนไม่สำคัญ”
นลินถาม “ตารู้เรื่องนี้มาตลอด?”
“รู้เท่าที่คนต่ำ ๆ อย่างข้าควรรู้ แล้วก็เงียบเท่าที่คนมีลูกมีเมียต้องเงียบ”
“ความเงียบของตาทำให้น้องหนูหาย”
ตาเที่ยงรับคำโดยไม่แก้ตัว “ใช่”
คำตอบตรงเกินไปจนความโกรธของนลินหาที่เกาะไม่เจอ ชายชราวางถุงผ้าใบเล็กบนโต๊ะ ข้างในมีป้ายไม้เปล่าสามอันและดินแห้งหนึ่งกำ
“ถ้าสวนถามชื่อ อย่าให้ชื่อ ให้สิ่งที่เอ็งปกปิด มันชอบความจริงที่เจ้าของไม่กล้าพูด”
อิฐพูด “ฟังเหมือนการเจรจากับเจ้าหนี้”
ตาเที่ยงมองเขา “เจ้าหนี้ยังตายเป็น ที่นี่ไม่เป็น”
พวกเขาออกเดินตอนตีสามครึ่ง นลิน อิฐ ปราง และตาเที่ยง ไฟฉายสี่ดวงตัดผ่านหมอก ป่าในสวนเงียบผิดธรรมชาติ ไม่มีจิ้งหรีด ไม่มีนกกลางคืน มีเพียงเสียงหายใจของคนและเสียงดินยุบใต้รองเท้า ทางเดินปูนสิ้นสุดหลังเรือนเพาะเจ็ด จากนั้นเป็นทางดินแคบที่เหมือนไม่ค่อยอยากให้คนเดิน ต้นไม้สองข้างโน้มเข้าหากันจนไฟฉายสะท้อนใบเปียกเป็นตาเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน
อิฐเดินข้างนลิน “ถ้าฉันพูดอะไรโง่ ๆ ในป่า เธอตบได้เลยนะ”
“นายพูดโง่ ๆ ตลอด”
“ดี อย่างน้อยก็ยังปกติ”
เธอเกือบยิ้ม แต่เสียงไกล ๆ ทำให้รอยยิ้มหายไป เป็นเสียงผู้หญิงฮัมเพลงกล่อมเด็ก ทำนองไม่คุ้นแต่เศร้าจนคอแน่น ปรางหยุดเดิน
“แม่ร้องเพลงนี้”
ตาเที่ยงกระซิบ “เดินต่อ อย่าให้เพลงจบก่อนถึงแอ่ง”
“ทำไม” อิฐถาม
“เพราะเพลงที่นี่ไม่มีท่อนจบ มันรอให้คนฟังเติมเอง”
ทางดินเริ่มมีป้ายชื่อปักตามข้างทาง บางป้ายเป็นชื่อพืช บางป้ายเป็นชื่อคน บางป้ายเป็นประโยคสั้น ๆ เช่น ‘คนที่เห็นแล้วไม่พูด’ ‘ลูกที่ถูกลืมในงานศพ’ ‘คำขอโทษที่เก็บไว้จนขึ้นรา’ นลินอ่านแล้วรู้สึกเหมือนป่ากำลังเปิดแฟ้มคนทั้งหมู่บ้านทีละหน้า
อิฐหยุดหน้าป้ายหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยน ป้ายเขียนว่า ‘ชายที่ถ่ายภาพแทนการช่วย’
นลินมองเขา “อิฐ?”
เขากลืนน้ำลาย “ตอนน้ำท่วมที่ฉันไปทำสารคดี มีเด็กติดอยู่บนหลังคา ฉันถ่ายก่อนโยนเชือก ภาพนั้นได้รางวัล เด็กคนนั้นรอด แต่ฉันจำวินาทีที่ยกกล้องได้ชัดกว่าวินาทีที่ช่วยเขา”
“นายไม่เคยเล่า”
“เพราะฉันชอบให้คนคิดว่าฉันเป็นคนดีแบบไม่ต้องอ่านเชิงอรรถ”
ป้ายไม้สั่นเล็กน้อยเหมือนได้ยิน อิฐถอยห่าง “โอเค ฉันเกลียดป่านี้”
นลินอยากจับมือเขา แต่เธอรู้ว่าความปลอบบางชนิดเป็นการขอให้คนลืม เธอจึงแค่เดินช้าลงให้เขาตามทัน
สวนรับฟังอยู่ในแอ่งหินกลมกลางป่า ไม่มีรั้ว ไม่มีป้ายทางการ ต้นไม้รอบแอ่งสูงชะลูด ลำต้นเรียบสีเทา ไม่มีใบในระดับสายตา ใบทั้งหมดรวมกันเป็นหลังคามืดด้านบน ตรงกลางแอ่งมีดินดำเป็นวงกว้าง เรียบสนิทเหมือนน้ำที่ไม่สะท้อนฟ้า รอบวงดินปักป้ายไม้จำนวนมาก บางอันผุจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้น บางอันใหม่เกินไป
นาฬิกาข้อมือของนลินหยุดที่ ๔:๑๒ ทั้งที่เพิ่งตีสามกว่า
ตาเที่ยงหยิบป้ายเปล่าให้ “เขียนสิ่งที่เอ็งปกปิด ไม่ใช่ข้อแก้ตัว”
นลินรับปากกา มือสั่น เธอคิดจะเขียนว่า ‘ฉันทำให้น้องหาย’ แต่มันยังเป็นประโยคที่ซ่อนตัวอยู่หลังเหตุการณ์ เธอหายใจลึก กลิ่นดินขึ้นมาเต็มปอด แล้วเขียนว่า ‘ฉันโกรธพ่อจนใช้คนที่รักฉันเป็นที่ซ่อนความผิด’
อิฐเขียนของเขาโดยไม่ให้ใครดู ปรางเขียนช้า ๆ น้ำตาหยดลงบนไม้ ตาเที่ยงไม่เขียน เขาพูดเบา ๆ “ของข้าอยู่ที่นี่นานแล้ว”
นลินเดินไปที่วงดิน วางป้ายชื่อของนนท์ลงตรงกลางพร้อมป้ายความผิดของเธอ ดินไม่ขยับ ไม่มีเสียง ไม่มีลม ความเงียบที่ตามมาหนักจนเธอได้ยินเลือดตัวเองไหลในหู
แล้วเสียงเด็กชายดังขึ้นจากใต้ดิน ไม่ใกล้ ไม่ไกล เหมือนพูดผ่านหมอนหนา ๆ
“พี่ลิน ผมรอนานมาก”
นลินหลับตา น้ำตาไหลลงคาง “พี่รู้”
ปรางสูดหายใจแรง “คุณตอบเขาแล้ว”
“ฉันไม่ได้ขานชื่อ” นลินพูด “ฉันตอบความจริง”
ดินดำเริ่มยุบตรงกลางเป็นวงเล็ก ๆ ป้ายชื่อของนนท์ตั้งขึ้นเอง ตัวเลข ๔:๑๗ บนป้ายสว่างซีดเหมือนหิ่งห้อยตาย เสียงในป่าหายไปทั้งหมด แม้แต่เสียงหายใจของคนอื่น นลินรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ลำพังในห้องใหญ่ที่ไม่มีผนัง
เสียงพ่อดังขึ้น “ลิน อย่า”
คราวนี้เธอไม่แข็ง เธอลืมตา “พ่อไม่มีสิทธิ์สั่งหนูแล้ว”
“พ่อทำเพื่อให้ลูกอยู่ต่อ”
“พ่อทำเพื่อไม่ต้องมองว่าตัวเองทำอะไร”
เงาหนึ่งก่อตัวเหนือวงดิน ไม่ใช่ร่างคนชัดเจน แต่เป็นช่องว่างรูปคนในหมอก ตรงที่ควรเป็นใบหน้ามีป้ายชื่อจำนวนมากซ้อนกันจนอ่านไม่ได้ เสียงพ่อ เสียงนนท์ เสียงแม่เพ็ญ เสียงคนงาน และเสียงนลินเองปนกันออกมา
“ชื่อแรกไม่ใช่ของเด็ก” เสียงนั้นพูด “ชื่อแรกคือของคนที่สั่งให้ลืม”
นลินชะงัก “ใคร”
ตาเที่ยงทรุดลงนั่ง สีหน้าเหมือนรอประโยคนี้มาทั้งชีวิต “เจ้าของสวนรุ่นแรก เอาชื่อเมียที่ตายเพราะถูกขังในเรือนเพาะมาฝัง เขาไม่อยากให้หมู่บ้านจำว่าเขาทำอะไร ดินได้รสความลับมนุษย์ตั้งแต่นั้น มันเลยเรียนรู้ว่า ชื่อทำให้คนมีอยู่ ความผิดทำให้คนถูกผูกไว้”
ปรางกระซิบ “งั้นต้องคืนชื่อผู้หญิงคนนั้น?”
คุณมัลลิกาไม่ได้ให้ชื่อนี้ ไม่มีในสมุด ไม่มีป้ายรอบแอ่ง นลินมองป่ามืด หัวใจตกวูบ ถ้าชื่อแรกถูกลบจนไม่มีใครจำ การคืนชื่อจะเป็นไปได้อย่างไร
อิฐก้าวเข้ามา “ลิน ดูนี่”
เขายื่นกล้องให้ ภาพที่เขาถ่ายระหว่างเดินเข้าป่าปรากฏป้ายไม้ผุอันหนึ่งที่ทุกคนเดินผ่านโดยไม่สังเกต ตัวอักษรแทบหาย แต่แสงแฟลชจับร่องแกะสลักไว้ได้ อ่านได้เพียง ‘…ร้อยแก้ว’
ปรางขมวดคิ้ว “ชื่อคนหรือคำ?”
ตาเที่ยงหลับตา “แม่เฒ่าเคยเล่า…เมียเจ้าของสวนชื่อแก้วร้อย ไม่ใช่ร้อยแก้ว แก้วร้อยเพราะคลอดลูกตายหลายคน เขาว่านางมีแก้วตาร้อยดวงไว้ร้องไห้แทนลูก”
นลินมองวงดิน เงาป้ายชื่อสั่นไหว “แก้วร้อย”
พื้นแอ่งสั่นทันที ปรางคว้าแขนนลิน “อย่าเพิ่งพูดเต็ม!”
นลินเข้าใจในวินาทีนั้น สวนไม่ได้ต้องการแค่การออกเสียง มันต้องการคนรับรองว่าชื่อนั้นมีอยู่จริง และคนรับรองต้องยอมให้ความผิดของตัวเองถูกเห็นโดยไม่มีข้อแก้ตัว เธอคิดถึงนนท์ เด็กชายที่เชื่อว่าก้อนหินควรมีชื่อ คิดถึงตัวเองที่ใช้ความเงียบเป็นกำแพง คิดถึงพ่อที่ตายไปพร้อมคุกที่มองไม่เห็น
“ฉันจะคืนชื่อให้เธอ” นลินพูด
อิฐจับมือเธอ “แล้วเธอจะเสียอะไร”
“สิ่งที่ฉันใช้ซ่อนตัว”
“ลิน”
“ถ้าฉันลืมบางอย่าง ช่วยจำแทนฉันได้ไหม”
อิฐส่ายหน้า น้ำตาอยู่ในตาแต่ไม่ตก “ฉันไม่อยากเป็นคนเก็บเธอไว้แทนเธอ”
“ฉันไม่ได้ขอให้นายเก็บฉัน ขอให้เตือนเวลาฉันโกหกตัวเอง”
เขาบีบมือเธอแน่นครั้งหนึ่งแล้วปล่อย
นลินก้าวเข้าไปในวงดิน ดินเย็นทะลุพื้นรองเท้า เธอวางป้ายของนนท์ ป้ายของตัวเอง และป้ายเปล่าลงด้วยกัน เธอไม่รู้ชื่อเต็มของหญิงคนแรก แต่เธอรู้ว่าการมีอยู่ของคนไม่ควรถูกผูกกับเอกสารของผู้กดขี่ เธอพูดช้า ๆ ให้ทุกคำมีน้ำหนัก
“แก้วร้อย ผู้ถูกขัง ผู้ถูกลืม ผู้ไม่ยินยอมให้ใครฝังชื่อของเธอ หนูคืนชื่อเท่าที่เหลืออยู่ให้เธอ และคืนความผิดของหนูให้ตัวหนูเอง”
ดินดำแตกเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้ม เสียงใบไม้ทั้งหมดในป่าพลิกด้านพร้อมกัน ไม่ดัง แต่กว้างจนเหมือนภูเขาทั้งลูกหายใจออก นลินรู้สึกบางอย่างถูกดึงออกจากอก ไม่ใช่หัวใจ ไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นความสามารถในการพูดประโยคว่า ‘ฉันไม่เกี่ยว’ เธอเห็นความทรงจำเต็มรูป วันฝนตก เธอขโมยซองเมล็ด นนท์ตามมา เธอตะคอก เขาร้องไห้ เธอบอกให้เขาไปซ่อนในแปลงท้ายเรือน เธอเรียกชื่อเขาเพราะกลัวพ่อจับได้มากกว่ากลัวน้องหาย พอพื้นดินตอบด้วยเสียงเดียวกัน เธอยังยืนฟังอยู่สามวินาทีก่อนวิ่งไปตามคนอื่น สามวินาทีนั้นคือสิ่งที่เธอลบมาตลอด
เธอทรุดลง แต่ไม่หมดสติ เธออยากหมดสติ อยากให้ร่างกายช่วยโกงอีกครั้ง แต่สวนไม่ให้ เธอต้องอยู่ในความจำครบถ้วน
เสียงเด็กชายดังใกล้มาก “พี่ลิน”
คราวนี้เธอเห็นเขาเพียงจากหางตา เด็กชายในเสื้อยืดสีฟ้า รองเท้าแตะเหลือง ตัวเปียกฝน ยืนอยู่ริมวงดิน ไม่ใช่ผีที่น่ากลัว ไม่ใช่เด็กที่ยังมีชีวิต เป็นความทรงจำที่ถูกปล่อยให้มีรูปร่างชั่วครู่ เขายิ้มแบบเด็กที่ไม่รู้ว่าจะให้อภัยอย่างไร แต่เบื่อการรอคอย
“ผมไม่ได้หนาวแล้ว” เขาพูด
นลินร้องไห้จนพูดไม่เป็นคำ “พี่ขอโทษ”
“พี่ต้องจำนะ”
“พี่จะจำ”
“ไม่ใช่จำผมอย่างเดียว จำตัวเองตอนทำผิดด้วย”
เธอพยักหน้า เด็กชายมองไปทางปราง “แม่เพ็ญร้องเพลงเพราะนะ”
ปรางยกมือปิดปาก สะอื้นครั้งเดียว แล้วเสียงเพลงกล่อมเด็กที่ลอยในป่าก็จบลงอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งแรก
เงารูปคนเหนือวงดินแตกออกเป็นละอองป้ายชื่อเล็ก ๆ พวกมันไม่พุ่ง ไม่หลอก ไม่ทำร้าย เพียงลอยขึ้นเหมือนแมลงกลางคืนที่เพิ่งจำทางกลับฟ้าได้ ป้ายหลายอันตกลงพื้นพร้อมชื่อที่อ่านออกอีกครั้ง ตาเที่ยงก้มเก็บป้ายหนึ่งแล้วร้องไห้เงียบ ๆ อิฐถ่ายภาพไว้ แต่คราวนี้เขาลดกล้องลงก่อนช่วงสำคัญที่สุด และใช้ตาตัวเองมอง
พื้นแอ่งหยุดสั่น นาฬิกาข้อมือของนลินเดินต่อจาก ๔:๑๗ เป็น ๔:๑๘
พวกเขากลับถึงสำนักงานตอนฟ้าสาง คุณมัลลิกายืนรอที่ระเบียงเหมือนคนแก่ลงอีกสิบปีในคืนเดียว เมื่อปรางเรียกชื่อแม่ว่าเพ็ญ คุณมัลลิกาทรุดนั่งแล้วร้องไห้กับพื้น เธอพูดชื่อนั้นซ้ำ ๆ เหมือนกำลังเย็บผ้าขาดกลับเข้าด้วยกัน
เรือนเพาะหมายเลขเจ็ดไม่หายไป แต่มันเปลี่ยนไป กระจกด้านในใสขึ้น แปลงดินว่างจริง ๆ ไม่มีต้นอ่อนสีซีด ไม่มีเสียงเคาะ ป้ายชื่อของนนท์ถูกพบวางอยู่บนโต๊ะทำงานพ่อ นอกจากชื่อและอายุ ตัวเลข ๔:๑๗ จางหาย เหลือรอยขูดตื้น ๆ เหมือนแผลที่สมานแล้วแต่ยังรู้ว่าตรงไหนเคยเจ็บ
มูลนิธิมาถึงตอนสาย พร้อมเอกสารและรอยยิ้มมืออาชีพ คุณมัลลิกายกเลิกการขายโดยไม่อธิบายมาก ปรางยืนข้างเธอ อิฐส่งรูปบางส่วนให้เจ้าหน้าที่อุทยานที่เขาไว้ใจ ไม่ใช่รูปเหนือธรรมชาติ แต่เป็นหลักฐานการทดลองผิดจริยธรรมและการปกปิดในอดีต นลินมอบสมุดพ่อให้ด้วยมือของเธอเอง
เจ้าหน้าที่ถาม “คุณแน่ใจนะครับ เอกสารนี้จะกระทบชื่อเสียงครอบครัวคุณ”
นลินมองเรือนกระจกที่สะท้อนแสงเช้า “ชื่อเสียงที่ต้องแลกกับชื่อคนอื่น ไม่ควรเก็บไว้ค่ะ”
อิฐได้ยินแล้วมองเธอ ไม่ยิ้มกว้าง ไม่พูดล้อ เขาแค่พยักหน้าเหมือนรับรองว่าเธอพูดจริง
ก่อนลงจากเขา นลินเดินไปที่แปลงเล็กข้างทางที่นนท์เคยตั้งชื่อให้ก้อนหิน เธอวางป้ายไม้ใหม่ ไม่ใช่ชื่อพืช ไม่ใช่ชื่อคนตาย แต่เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า ‘ที่นี่เคยมีเด็กชายคนหนึ่ง และพี่สาวของเขาจำได้’ เธอยืนอยู่ตรงนั้นนานพอให้ลมอ่านจบ
ปรางเดินมาหยุดข้าง ๆ “คุณจะกลับมาไหม”
“ถ้าคุณให้”
“ฉันยังไม่รู้ว่าควรโกรธคุณแค่ไหน”
“คุณไม่ต้องรีบให้อภัย”
ปรางมองป้ายไม้ “ดี เพราะฉันไม่อยากให้อภัยเร็ว ๆ แล้วพบว่ามันเป็นอีกวิธีหนึ่งของการลืม”
นลินพยักหน้า “ฉันจะส่งสำเนาบัญชีทั้งหมดมาให้ คุณควรเป็นคนดูแลสวนนี้ ไม่ใช่คนที่อยากขายมัน”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันจะกลับไปบอกคนอื่นว่านนท์ไม่ได้หนี ไม่ได้ซนจนหลงป่า และฉันไม่ได้บริสุทธิ์”
ปรางมองเธอครั้งแรกโดยไม่มีเกราะทั้งหมด “นั่นอาจยากกว่าการเดินเข้าป่าเมื่อคืน”
“ฉันรู้”
อิฐบีบแตรจากรถ “ถ้าสองคนจะปรองดองกันด้วยความซื่อสัตย์อันเจ็บปวด ช่วยทำบนรถได้ไหม ฉันกลัวประตูสวนเปลี่ยนใจ”
ปรางเกือบยิ้ม “เขาพูดมากจริง ๆ”
“มากตั้งแต่รู้จัก” นลินตอบ
รถแล่นออกจากสวน ประตูเหล็กปิดตามหลังโดยไม่มีใครแตะ ลายเถาวัลย์บนประตูดูเหมือนคลายออกเล็กน้อย นลินไม่แน่ใจว่าเป็นแสงเช้าหรือสิ่งที่ควรเป็นมาตั้งนานแล้ว เธอไม่ได้รู้สึกโล่ง เธอรู้สึกหนักแบบคนแบกของถูกชิ้นเป็นครั้งแรก น้ำหนักนั้นเจ็บ แต่ทำให้เธอรู้ว่าตัวเองยังอยู่
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา นลินกลับไปทำงานที่สำนักจัดบัญชีพันธุ์ไม้ เธอไม่ทิ้งเครื่องบันทึกเสียงรีลเก่า แต่ส่งให้ห้องอนุรักษ์ตรวจสอบ เทปในนั้นว่างเปล่าทั้งม้วน ไม่มีเสียงเด็ก ไม่มีเสียงเธอ ไม่มีเสียงใบไม้ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าอาจเป็นความเสียหายของแม่เหล็ก นลินขอบคุณและไม่โต้แย้ง
เย็นวันเดียวกัน เธอเริ่มเขียนรายงานส่วนตัว ไม่ใช่รายงานราชการ เธอเขียนชื่อชญานนท์ทีละตัว เขียนความผิดของตัวเองโดยไม่ลดทอน เขียนชื่อเพ็ญ เขียนชื่อแก้วร้อยเท่าที่รู้ ทุกชื่อทำให้มือสั่นน้อยลงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัวหายไป แต่เพราะความกลัวได้ที่อยู่
ตอนเธอปิดไฟห้องทำงาน เสียงโทรศัพท์ดัง ข้อความจากอิฐส่งรูปมา เป็นภาพกระถางต้นไม้หน้าตึกสำนักงานของเขา ดินในกระถางเรียบสนิท มีใบอ่อนเล็ก ๆ งอกขึ้นมาใบเดียว ใบนั้นมีเส้นกลางสีดำเหมือนตัวอักษร
ข้อความของอิฐตามมา ‘ฉันไม่ได้เอาดินจากสวนมา สาบาน’
นลินจ้องภาพนานจนหน้าจอดับ เธอเห็นเงาตัวเองสะท้อนบนจอสีดำ ใบหน้าเหนื่อย ตาแดง แต่ไม่หลบอีกแล้ว เธอกดโทรหาอิฐทันที
“อย่าแตะมัน” เธอพูดเมื่อเขารับสาย
ปลายสายเงียบไป “มันมีป้ายเล็ก ๆ โผล่มาด้วย”
“อ่านในใจได้ แต่อย่าอ่านออกเสียง”
“ลิน…” เสียงเขาแห้ง “มันเขียนชื่อฉัน”
นลินหยิบกุญแจรถ มือไม่สั่นเท่าที่คิด “ฟังฉันนะ อิฐ นายไม่ต้องตอบมัน ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับมัน วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ ๆ แล้วถอยออกมา”
“ถ้ามันเรียก?”
เธอมองเครื่องบันทึกเสียงบนโต๊ะ รีลเทปนิ่งสนิท แต่ในความเงียบ เธอได้ยินสวนบนภูเขาหายใจอยู่ไกลมาก ไกลพอจะหลอกคนว่าเรื่องจบแล้ว
“ถ้ามันเรียก” นลินพูดช้า ๆ “เราจะไม่ให้ชื่อมันอีก เราจะให้ความจริงแทน”
เธอออกจากห้องโดยไม่ปิดหน้าต่าง ลมเมืองพัดเข้ามาเบา ๆ กระดาษรายงานบนโต๊ะพลิกหนึ่งหน้า เผยรายชื่อที่เธอเขียนไว้ทั้งหมด ใต้ชื่อสุดท้าย มีตัวอักษรใหม่ปรากฏขึ้นเองช้า ๆ เหมือนรากไม้กำลังเรียนรู้ภาษาอีกครั้ง
‘ยังมีคนที่อยากลืม’
และนลิน ซึ่งเคยใช้ทั้งชีวิตหนีเสียงเรียกของความผิด กำกุญแจแน่น เดินลงบันไดไปหาเสียงนั้นด้วยตาที่เปิดอยู่