สวนที่เรียกชื่อเรา
ตีสามสิบเจ็ดนาที เครื่องบันทึกเสียงของปรางเปิดขึ้นเองในกระเป๋า ทั้งที่เธอถอดแบตเตอรี่ออกแล้ววางไว้ข้างเตียง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงแรกที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงลมหรือเสียงฝน แต่เป็นเสียงน้ำหยดจากที่สูงลงบนพื้นกระเบื้อง มันหยดเป็นจังหวะช้า ๆ เหมือนมีใครกำลังนับเวลาอยู่ในที่มืด ปรางลืมตาในห้องพักไม้ชั้นสองของเรือนรับรองเก่า กลิ่นชื้นของผนังที่ถูกฝนกัดกินลอยอยู่ในความมืด เธอนอนนิ่ง ฟังเสียงนั้นดังมาจากกระเป๋าอุปกรณ์ข้างโต๊ะเขียนแบบ
ติ๋ง
เงียบ
ติ๋ง
แล้วมีเสียงกระซิบแทรกขึ้นมาเบาเสียจนเกือบเป็นลมหายใจ
“ปราง”
เธอไม่ขยับทันที ความเคยชินของคนทำงานเสียงสั่งให้เธอฟังก่อนเสมอ อย่าเพิ่งตีความ อย่าเพิ่งกลัว เสียงทุกเสียงมีที่มา มีระยะ มีพื้นผิวของห้องที่สะท้อนกลับมา แต่เสียงเรียกชื่อนั้นไม่มีห้อง มันแห้ง ตื้น และชิดหูเกินไป
“ปราง”
เธอเอื้อมมือไปคว้าไฟฉาย กดครั้งแรกไม่ติด กดครั้งที่สอง แสงสั่น ๆ ตัดผ่านมุ้งขาด หน้าต่างบานเกล็ด และโต๊ะที่มีถ่านแบตเตอรี่เรียงอยู่ครบสี่ก้อน เครื่องบันทึกยังอยู่ในกระเป๋า ปิดฝาแน่น ไฟสถานะสีแดงกะพริบช้า ๆ ราวกับหัวใจเล็ก ๆ ที่ไม่ควรเต้น
ปรางกลั้นใจเปิดกระเป๋า เครื่องบันทึกอุ่นเหมือนเพิ่งถูกถืออยู่ในมือใครบางคน หน้าจอแสดงชื่อไฟล์ใหม่เป็นตัวเลขเวลา 03:17:08 เธอกดหยุด เสียงน้ำหยดขาดหายไปทันที และความเงียบที่เหลืออยู่ในห้องกลับหนักกว่าความมืด
มีเสียงเคาะเบา ๆ ที่ประตู
“พี่ปราง ตื่นอยู่ไหม” น้ำฝนเรียกจากอีกด้าน น้ำเสียงงัวเงียและกังวลในเวลาเดียวกัน “หนูได้ยินเหมือนใครเปิดก๊อกน้ำในทางเดิน”
ปรางเดินไปเปิดประตู เรือนรับรองด้านนอกมืด มีเพียงไฟฉุกเฉินสีส้มดวงหนึ่งส่องปลายทางเดิน น้ำฝนยืนกอดเสื้อกันหนาว ผมสั้นยุ่ง ใบหน้าซีดใต้แสงอ่อน ๆ
“เธอเปิดเครื่องอะไรไว้หรือเปล่า” ปรางถาม
“หนูถอดปลั๊กหมดแล้วพี่ กลัวไฟกระชาก” น้ำฝนชี้ไปที่พื้นไม้ “แต่เสียงมันมาจากข้างล่าง เหมือนน้ำรดต้นไม้”
ทั้งสองยืนนิ่ง ฟังพร้อมกัน ใต้เรือนรับรอง มีเสียงน้ำไหลผ่านท่อเก่าเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ดังขึ้นจนกลายเป็นเสียงสปริงเกอร์หลายสิบหัวหมุนพร้อมกันในความมืด
ปรางเดินไปที่หน้าต่าง ดันบานเกล็ดให้เปิดออก ลมเย็นบนภูเขาพัดกลิ่นดินเปียกเข้ามา ด้านล่างคือสวนพฤกษศาสตร์วังเวียน พื้นที่หนึ่งร้อยกว่าไร่ที่ปิดตายมาสิบเจ็ดปี เพราะเจ้าของมูลนิธิล้มละลายและคนงานทยอยลาออกจนเหลือเพียงลุงเสน คนเฝ้าสวนวัยเกือบเจ็ดสิบ
กลางคืนทำให้เรือนกระจกเก่าดูเหมือนสัตว์ใหญ่ที่หลับอยู่ ป้ายไม้ผุ ๆ แขวนตามแปลงพืชสั่นเบา ๆ สปริงเกอร์หมุนอยู่จริงในแปลงเฟินด้านล่าง น้ำโปรยเป็นวงสีเงินใต้แสงจันทร์ ทั้งที่ช่วงบ่ายลุงเสนบอกกับเธอเองว่า ระบบน้ำเสียมาสิบปีแล้ว และท่อหลักถูกตัดออกเพื่อกันโจรขโมยปั๊ม
น้ำฝนกระซิบ “มันไม่มีน้ำประปาไม่ใช่เหรอพี่”
ปรางไม่ตอบ เธอเห็นเงาคนยืนอยู่ระหว่างแถวเฟิน เงานั้นผอมสูง ก้มหน้าราวกับกำลังอ่านข้อความบนป้ายชื่อพืช เธอหรี่ตา ไฟฉายในมือสะท้อนกระจกหน้าต่างจนเห็นหน้าเธอซ้อนกับสวนด้านนอก พอเธอยกไฟฉายส่องลงไป เงานั้นไม่มีแล้ว เหลือเพียงละอองน้ำหมุนวนในอากาศ
“พี่เห็นไหม” น้ำฝนถาม
“เห็นน้ำ” ปรางตอบ “แค่น้ำ”
น้ำฝนมองเธอ เหมือนรู้ว่าไม่ใช่ทั้งหมด “เราควรปลุกลุงเสนไหม”
ก่อนปรางจะตอบ เสียงสปริงเกอร์หยุดพร้อมกันทั้งสวน ความเงียบตกลงมาทันที ใบไม้ที่เคยไหวกลับนิ่งเหมือนถูกสั่งให้หยุดหายใจ ในความนิ่งนั้น มีเสียงจากเครื่องบันทึกในมือปรางดังขึ้นเองอีกครั้ง ทั้งที่เธอกดหยุดแล้ว
“ชื่ออะไร”
น้ำฝนสะดุ้ง “เมื่อกี้…มันถามใช่ไหม”
ปรางรีบถอดแบตเตอรี่ที่ใส่กลับเข้าไปตอนตรวจเครื่องออก หน้าจอดับ แต่เสียงสุดท้ายยังค้างอยู่ในหูเธอ เสียงนั้นไม่แก่ ไม่เด็ก ไม่ชาย ไม่หญิง เหมือนลมหายใจผ่านใบไม้แห้งจำนวนมาก
“อย่าตอบ” เสียงหนึ่งดังจากปลายทางเดิน
ลุงเสนยืนอยู่ใต้ไฟฉุกเฉิน เสื้อม่อฮ่อมเก่าเปียกที่ไหล่เหมือนเพิ่งเดินฝ่าฝน ทั้งที่ฝนหยุดตั้งแต่เย็น เขาถือมีดพร้าในมือขวา ไม่ได้ยกขู่ แต่จับแน่นจนเส้นเลือดนูน
“ถ้ามันถามชื่อ อย่าตอบ” ลุงเสนพูดช้า ๆ “โดยเฉพาะตอนกลางคืน”
ปรางมองเครื่องบันทึกในมือ แล้วมองชายชรา “มันคืออะไรคะ”
ลุงเสนสบตาเธอเพียงครู่เดียว แววตาเขาไม่เหมือนคนมีความลับ แต่เหมือนคนอยู่กับความลับนานจนไม่เหลือแรงจะปกปิด
“สวนมันชอบจำผิด” เขาบอก “ถ้าคุณให้ชื่อมัน มันจะจำคุณแทนอย่างอื่น”
รุ่งเช้า หมอกเกาะต่ำเหนือทางเดินอิฐแดงจนดูเหมือนพื้นดินกำลังหายใจ ปรางไม่ได้นอนต่อ เธอนั่งฟังไฟล์เสียงที่ถูกสร้างตอนตีสามซ้ำไปซ้ำมาในห้องอาหารเก่าของเรือนรับรอง โต๊ะไม้ยาวมีรอยแกะชื่อคนไว้ตามขอบ เหนือหัวเป็นพัดลมเพดานที่ไม่หมุนมาไม่รู้กี่ปี
ไฟล์เสียงยาวสามนาทีสี่สิบวินาที เริ่มด้วยน้ำหยด ต่อด้วยเสียงสปริงเกอร์ แล้วเสียงเรียกชื่อเธอสองครั้ง ช่วงท้ายมีคำถาม “ชื่ออะไร” แต่สิ่งที่ทำให้ปรางขนลุกไม่ใช่เสียงนั้น หากเป็นเสียงพื้นหลังที่เธอเพิ่งได้ยินเมื่อใส่หูฟังดี ๆ
มีคนจำนวนมากหายใจอยู่รอบไมโครโฟน
ไม่ใช่เสียงพูด ไม่ใช่เสียงเดิน แต่เป็นลมหายใจถี่ ช้า หนัก เบา ซ้อนกันเป็นชั้น เหมือนห้องแคบที่มีคนยืนแน่นโดยไม่มีใครขยับ เธอลองเพิ่มความถี่ต่ำ เสียงหายใจยิ่งชัดขึ้น บางจังหวะมีเสียงกลืนน้ำลาย บางจังหวะเหมือนใครเอาปลายนิ้วลูบตะแกรงไมโครโฟน
“พี่ปราง หนูว่าเราควรโทรบอกคุณดารินนะ” น้ำฝนพูดพลางวางกาแฟดำลงตรงหน้า “เขาจ้างเรามาเก็บเสียงบรรยากาศ ไม่ได้จ้างมานอนฟังสวนเรียกชื่อ”
ปรางถอดหูฟังข้างหนึ่ง “ถ้าโทรตอนนี้ เขาจะบอกให้เราทำงานต่อ”
“ก็จริง แต่เราจะได้มีหลักฐานว่าแจ้งแล้ว”
“เธอกลัวเหรอ”
น้ำฝนยิ้มฝืน “พี่ไม่กลัวเลยหรือไง”
ปรางมองออกไปนอกหน้าต่าง ลุงเสนกำลังเดินตรวจแปลงพืช เขาหยุดหน้าป้ายชื่อทุกป้าย ใช้นิ้วปัดหยดน้ำออก อ่านเงียบ ๆ ก่อนเดินต่ออย่างเชื่องช้า นั่นไม่ใช่การตรวจความเสียหาย มันเหมือนพิธีเช็กจำนวนผู้โดยสารก่อนรถออก
“กลัว” ปรางตอบ “แต่เรารับเงินมัดจำมาแล้วครึ่งหนึ่ง และบริษัทฉันก็ไม่ได้มีงานให้เลือกมากนัก”
น้ำฝนนั่งลงตรงข้าม “พี่พูดเหมือนเงินสำคัญกว่าเสียงที่มันถามชื่อเรา”
“เงินสำคัญกว่าหลายอย่างที่เราไม่อยากยอมรับ”
น้ำฝนเงียบไป ปรางรู้ว่าเด็กฝึกงานคนนี้ไม่ได้มาจากบ้านที่มีทางเลือกมากมายเหมือนกัน น้ำฝนเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ในภาคเหนือ รับงานผู้ช่วยบันทึกเสียงเพราะต้องส่งเงินให้แม่ที่ป่วยไต เธอเป็นคนพูดมากเวลาตื่นเต้น ชอบถามคำถามที่คนอื่นเก็บไว้ในใจ และชอบเชื่อว่าความจริงควรถูกพูดออกมาเสมอ ซึ่งทำให้ปรางทั้งเอ็นดูและรำคาญ
โทรศัพท์ปรางสั่น ชื่อดารินขึ้นบนหน้าจอ ก่อนเธอกดรับ น้ำฝนยื่นมือมาแตะโต๊ะ “เปิดลำโพงได้ไหมพี่”
ปรางลังเล แต่กดเปิด
“คุณปราง ทุกอย่างเรียบร้อยไหมคะ” เสียงดาริน ผู้จัดการโครงการจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์เรียบและสดใสเกินเวลา “ทีมกฎหมายอยากได้เสียงโปรโมตชุดแรกภายในวันศุกร์นะคะ เสียงป่า เสียงน้ำ เสียงนก อะไรที่ให้ความรู้สึกรีสอร์ตสุขภาพ”
ปรางมองไฟล์เสียงบนคอมพิวเตอร์ “เมื่อคืนระบบน้ำทำงานเองค่ะ ทั้งที่ลุงเสนบอกว่าเสีย”
ปลายสายเงียบไปครึ่งวินาที “อ๋อ ดีเลยค่ะ เสียงน้ำธรรมชาติมาก ถ้าคุณเก็บได้ก็เยี่ยม”
น้ำฝนกลอกตา ปรางถามต่อ “คุณทราบไหมว่าสวนนี้เคยมีประวัติอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า”
“แปลกในความหมายไหนคะ”
“คนหาย เหตุการณ์ตอนปิดสวน เรื่องระบบน้ำ หรือ…”
ดารินหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะไม่มีความผ่อนคลาย “คุณปรางคะ เราจ้างคุณทำเสียง ไม่ได้จ้างทำสารคดีอาชญากรรม โครงการนี้ผ่านตรวจสิทธิ์ที่ดินหมดแล้ว สวนเก่าก็คือสวนเก่า คนชอบเล่าอะไรให้มันน่ากลัวเพราะมันขายได้ แต่เราไม่ได้ขายความกลัว เราขายความสงบ”
“ความสงบที่นี่มันดังมากค่ะ” ปรางพูด
ดารินเงียบอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม “ทำงานให้จบเถอะค่ะ เงินส่วนที่เหลือจะโอนทันทีที่ส่งไฟล์ครบ แล้วก็…อย่าไปยุ่งกับอาคารเก็บตัวอย่างด้านหลังนะคะ โครงสร้างไม่ปลอดภัย”
สายตัดไปโดยไม่รอให้ตอบ
น้ำฝนยกคิ้ว “ยิ่งห้ามยิ่งใช่”
“ไม่ใช่ทุกอย่างที่ถูกห้ามจะมีคำตอบ” ปรางเก็บโทรศัพท์ “บางอย่างถูกห้ามเพราะถ้าเราเข้าไป เราจะเจ็บตัวฟรี”
“พี่พูดเหมือนเคยทำมาแล้ว”
ปรางไม่ได้ตอบ เธอลุกขึ้น หยิบไมโครโฟนกันลมรูปขนสัตว์สีเทาและเครื่องบันทึกตัวสำรอง น้ำฝนมองตาม ไม่ได้ถามซ้ำ แต่คำถามของเธอยังค้างอยู่ในห้องเหมือนกลิ่นกาแฟไหม้
สวนวังเวียนในแสงเช้าดูสวยอย่างผิดที่ผิดเวลา ทางเดินหินปูโค้งไปตามเนินเล็ก ๆ แปลงไม้หอมเรียงเป็นวงซ้อนกัน เรือนกล้วยไม้หลังคาแตกปล่อยเถาวัลย์ห้อยลงมาเหมือนเส้นผมเปียก แผ่นป้ายโลหะหน้าต้นไม้จำนวนมากยังอ่านได้ แม้สนิมกินขอบจนบาดมือ บางป้ายมีชื่อสามบรรทัด ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อไทย และรหัสเก็บตัวอย่าง
ปรางทำงานอย่างมืออาชีพ เธอวางไมโครโฟนใกล้พงหญ้า เก็บเสียงแมลง เสียงหยดน้ำจากใบปาล์ม เสียงกิ่งไม้เสียดสีกัน น้ำฝนถือบูมและจดตำแหน่ง เธอพยายามทำให้ทุกอย่างปกติ แต่ความปกติในสวนนี้เหมือนผ้าบางที่ขึงทับสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างใต้
“พี่ปราง” น้ำฝนเรียกจากแปลงเฟิน “ป้ายนี้แปลก”
ปรางเดินไปหา แปลงเฟินที่สปริงเกอร์ทำงานเมื่อคืนยังเปียกกว่าที่อื่น ป้ายโลหะเล็ก ๆ ปักอยู่หน้าเฟินใบละเอียด บนป้ายมีตัวอักษรสลักลึกด้วยมือ ไม่ใช่เครื่องพิมพ์
“อุบล อายุ ๒๘ ชอบร้องเพลงตอนตำข้าว”
น้ำฝนอ่านช้า ๆ “นี่ชื่อพืชแบบไหนพี่”
ปรางก้มดูใกล้ ๆ ไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์ ไม่มีรหัสเก็บตัวอย่าง มีเพียงประโยคนั้นและรอยขูดใต้ป้ายเหมือนมีใครพยายามลบแต่ไม่สำเร็จ
“อาจเป็นป้ายที่คนงานเล่นกัน” ปรางพูด แต่เสียงตัวเองไม่มั่นคง
น้ำฝนขยับไปอีกป้าย “นี่ก็มี ธงชัย อายุ ๕๑ ไม่กินปลาไหล เพราะเคยเห็นมันอยู่ในโอ่งงานศพ” เธอเงยหน้า “พี่ อันนี้ไม่ใช่เล่นแล้วมั้ง”
ลมพัดผ่านแปลงเฟิน เสียงใบไม้ไหวคล้ายเสียงคนพลิกกระดาษพร้อมกันหลายร้อยแผ่น ปรางเริ่มถ่ายภาพป้ายทีละอัน น้ำฝนเปิดสมุดจด ป้ายที่สามเขียนว่า “คำแสน อายุ ๗ ขี้อายเวลาเจอครู” ป้ายที่สี่ “แม่บัวคำ อายุ ๖๓ มือซ้ายบวมเวลาอากาศเย็น” ป้ายที่ห้าไม่มีชื่อ มีแต่คำว่า “ยังไม่ครบ”
น้ำฝนถอยออกมา “เราควรเรียกลุงเสน”
“เราเรียกอยู่หรือเปล่า” ปรางถาม
น้ำฝนขมวดคิ้ว “หมายความว่าไง”
ปรางเพิ่งรู้ตัวว่าเธอได้ยินเสียงลุงเสนตอบอยู่ห่าง ๆ ทั้งที่ไม่มีใครเรียก เสียงชายชราดังมาจากทางเดินอีกฝั่งของแปลง
“อย่าอ่านต่อ”
ลุงเสนเดินออกจากเงาต้นไทร มือหนึ่งถือถังสังกะสี อีกมือกำผ้าขาวม้า เขาหายใจแรงเหมือนรีบมา แต่เท้าเปล่าไม่มีเสียงบนพื้นอิฐเปียก
น้ำฝนชูสมุด “ลุง ป้ายพวกนี้คืออะไรคะ”
“ป้ายที่ไม่ควรมีคนอ่าน”
“แต่มีคนปักไว้ให้คนอ่านนะลุง” น้ำฝนไม่ยอม “ชื่อคนเต็มไปหมด”
ลุงเสนวางถังลง ถังว่างเปล่า แต่ก้นถังเปียก “ของบางอย่าง ปักไว้เพื่อให้มันรู้ว่าต้องอยู่ตรงไหน ไม่ใช่เพื่อให้คนอ่าน”
ปรางถาม “ใครคืออุบล”
ใบหน้าลุงเสนกระตุกนิดหนึ่ง “ผมไม่รู้จัก”
“ลุงโกหกไม่เนียนเลย” น้ำฝนพูดเบา ๆ
ลุงเสนหันไปมองเธอ ไม่ดุ แต่เหนื่อย “หนูชื่ออะไร”
น้ำฝนอ้าปากจะตอบ ปรางคว้าข้อมือเธอไว้ น้ำฝนหยุด ลุงเสนพยักหน้าเหมือนยืนยันบทเรียนที่ไม่อยากสอน
“ดีแล้ว อย่าให้ชื่อง่าย ๆ ในสวนนี้” เขาพูด “ตอนกลางวันมันฟังน้อยกว่ากลางคืน แต่ไม่ได้แปลว่ามันไม่ฟัง”
ปรางกดปิดเครื่องบันทึกโดยไม่รู้ตัว “มันคือใครคะ”
“ไม่ใช่ใคร” ลุงเสนมองไปรอบ ๆ แปลงเฟิน “ถ้าจะถามให้ถูก ต้องถามว่ามันจำอะไรอยู่”
เขาหยิบป้ายโลหะหนึ่งอันที่หลุดจากดินขึ้นมา ใช้ผ้าเช็ดโคลนออก ป้ายว่างเปล่า ไม่มีตัวอักษร ลุงเสนกดมันกลับลงดินด้วยมือสั่น ๆ
“สมัยก่อนเขาสอนว่า ต้นไม้จำมือคนปลูกได้” เขาพูด “ที่นี่จำเก่งกว่านั้น มันจำชื่อ จำเสียง จำความอาย ความโกรธ ความหิว จำเรื่องเล็ก ๆ ที่คนอื่นไม่เห็นค่า ถ้าชื่อไหนไม่มีที่อยู่ มันจะหาที่ให้เอง”
“แล้วทำไมต้องกลัว” น้ำฝนถาม เสียงอ่อนลง
ลุงเสนมองเธอ “เพราะบางทีที่ที่มันหาให้ ไม่ได้อยู่ในโลกของเรา”
ช่วงสาย หมอกสลาย เผยให้เห็นภูเขารอบสวนเป็นกำแพงสีเขียวเข้ม ถนนขึ้นมาที่นี่คดเคี้ยวและแคบ รถกระบะของลุงเสนจอดอยู่หน้าประตูเหล็กใหญ่ ประตูถูกล็อกจากด้านในด้วยโซ่หนา แต่กุญแจหายไป ลุงเสนบอกว่าเขาทำหล่นตอนเช้า ทั้งสามช่วยกันหาเกือบชั่วโมง เจอแต่รอยดินเปียกเป็นวงเล็ก ๆ หลายรอยใกล้เสาประตู เหมือนใครยืนเท้าเปล่าจำนวนมากเฝ้าอยู่ตรงนั้นทั้งคืน
“โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณตั้งแต่ตีห้า” น้ำฝนยกมือถือขึ้น “พี่มีไหม”
ปรางส่ายหน้า เครื่องของเธอขึ้นแค่คำว่าไม่มีบริการ เธอลองเดินไปริมผาเล็ก ๆ ข้างลานจอดรถ ยกโทรศัพท์สูงเหนือหัว เสียงลมผ่านช่องเขาดังเหมือนเสียงคนกระซิบชื่อกันเป็นทอด ๆ
ลุงเสนพูดจากข้างหลัง “อย่าพยายามออกตอนมันยังไม่ให้”
ปรางหันกลับ “ลุงพูดเหมือนเราเป็นแขกของใคร”
“ไม่ใช่แขก” ลุงเสนตอบ “เป็นของที่ถูกนับผิด”
น้ำฝนเริ่มหงุดหงิด “ลุงช่วยพูดให้มันชัดกว่านี้ได้ไหมคะ เราไม่ได้โตมากับเรื่องของลุง เราไม่รู้กติกา ถ้าจะมีอันตรายก็บอกมาตรง ๆ”
ชายชราหลุบตา “กติกามีสามข้อ อย่าตอบชื่อเมื่อไม่ได้เห็นหน้าคนถาม อย่าแกะป้ายที่มีชื่อคน และอย่าเข้าอาคารเก็บตัวอย่างหลังพระอาทิตย์ตก”
“ทำไม” ปรางถาม
“เพราะในนั้นมีชื่อที่ยังไม่ยอมแห้ง”
คำตอบทำให้น้ำฝนหัวเราะออกมาสั้น ๆ แบบคนไม่รู้จะทำอะไรกับความกลัว “ชื่อแห้งได้ด้วยเหรอลุง”
“ทุกอย่างแห้งได้ถ้าไม่มีใครเรียกนานพอ” ลุงเสนพูด “แม้แต่คน”
ปรางมองไปทางอาคารเก็บตัวอย่างที่ดารินห้าม อาคารนั้นตั้งอยู่สุดสวน เป็นตึกปูนสองชั้นสีขาวหม่น หน้าต่างบานสูงปิดด้วยไม้กระดาน ภายนอกมีเถาวัลย์คลุมครึ่งหลังคา ป้ายเหนือประตูเหลือตัวอักษรจาง ๆ ว่า หอพรรณไม้ภูวังเวียน
ในอกเธอมีบางอย่างตึงขึ้น ไม่ใช่เพราะคำห้าม แต่เพราะเมื่อเช้า เธอเห็นชื่อไฟล์เสียงที่เครื่องบันทึกสร้างเองถูกเปลี่ยนจากตัวเลขเวลาเป็นคำสั้น ๆ หลังจากเธอถ่ายโอนเข้าแล็ปท็อป
ไฟล์นั้นชื่อว่า “เมธาวี_กลับมา”
เมธาวีคือชื่อจริงของปราง ชื่อที่แทบไม่มีใครใช้ นอกจากพ่อ ก่อนเขาหายตัวไปจากบ้านเมื่อสิบห้าปีก่อน
พ่อของปรางชื่อชยันต์ เป็นภูมิสถาปนิกที่เคยรับงานออกแบบทางเดินและระบบน้ำในสวนวังเวียนช่วงเปิดใหม่ เธอจำสวนนี้ไม่ได้ชัด เพราะตอนนั้นเธออายุห้าขวบ ความทรงจำมีเพียงภาพมือพ่อจับมือเธอเดินผ่านเรือนกระจก กลิ่นดินเย็น และเสียงพ่อบอกให้เธออ่านป้ายชื่อพืชดัง ๆ
“อ่านสิเมธา ต้นไม้ก็อยากให้เราเรียกถูกเหมือนคน”
เธอเคยคิดว่าประโยคนั้นอ่อนโยน กระทั่งโตขึ้นและรู้ว่าพ่อหายไปพร้อมหนี้สิน พร้อมแม่ที่นั่งรออยู่ริมหน้าต่างทุกเย็นจนความรอคอยกัดความจำทีละชิ้น แม่เริ่มลืมชื่อร้านขายข้าวแกง ลืมเลขบ้าน ลืมว่าปรางโตแล้ว และสุดท้ายลืมชื่อชยันต์ เหลือแค่คำว่า “เขา” ที่แม่พูดถึงเวลามองฝนตก
ปรางเลิกใช้ชื่อเมธาวีในงาน ตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเองว่า ปราง เพราะสั้น จำง่าย และไม่มีเสียงพ่ออยู่ในนั้น เธอทำงานตัดต่อเสียงเก่งเพราะเธอรู้ว่าบางเสียงควรถูกลด บางเสียงควรถูกปิด บางเสียงถ้าทิ้งไว้จะทำให้ภาพพัง
คืนหนึ่งตอนเธออายุยี่สิบ เธอตัดเสียงพ่อออกจากเทปเก่าของครอบครัวเพื่อทำวิดีโอวันเกิดแม่ เสียงพ่อหัวเราะอยู่หลังกล้อง เธอคลิกเลือกช่วงนั้น กดลบ และรู้สึกโล่งจนเกลียดตัวเอง
ตอนบ่าย ปรางแอบไปที่หอพรรณไม้โดยไม่บอกลุงเสน น้ำฝนตามมาโดยไม่ถามเหมือนกัน ทั้งคู่เดินผ่านแปลงไม้หอมที่มีกลิ่นแรงผิดปกติ กลิ่นจำปี กลิ่นกฤษณา กลิ่นใบเตย และกลิ่นอะไรสักอย่างคล้ายเสื้อผ้าเก็บในตู้เก่า ทุกครั้งที่ลมพัด ป้ายชื่อพืชกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ ราวกับเครื่องดนตรีที่ไม่มีใครเล่น
“พี่แน่ใจนะ” น้ำฝนถามเมื่อถึงบันไดตึก “กลางวันยังไม่ตกเย็น แต่ลุงพูดเหมือนมันมีเวลาทำการ”
“เราแค่ดู ไม่แตะอะไร”
“ประโยคนี้ในชีวิตจริงพังทุกที”
ประตูหอพรรณไม้ล็อกด้วยกุญแจเก่าสองดอก แต่บานหน้าต่างด้านข้างหลุดจากกรอบไปครึ่งหนึ่ง ปรางปีนเข้าไปก่อน พื้นด้านในเต็มไปด้วยฝุ่นขาวและใบไม้แห้ง น้ำฝนส่งกระเป๋าอุปกรณ์เข้ามา แล้วปีนตามอย่างทุลักทุเล
อากาศในอาคารเย็นผิดธรรมชาติ ไม่ใช่เย็นแบบห้องปิด แต่เย็นเหมือนยืนอยู่ใกล้น้ำลึก ชั้นเหล็กเรียงเป็นแถวสูงถึงเพดาน กล่องกระดาษสีน้ำตาลวางซ้อนกันแน่น บนกล่องมีฉลากระบุปีและรหัสตัวอย่าง พืชแห้งอัดในแฟ้มหนาเป็นพัน ๆ ชุด กลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นเชื้อรา และกลิ่นดอกไม้แห้งผสมกันจนหวานเน่า
น้ำฝนกระซิบทั้งที่ไม่มีใครอยู่ “ทำไมต้องกระซิบก็ไม่รู้”
ปรางเปิดไฟฉายส่องโต๊ะกลางห้อง มีสมุดลงทะเบียนเล่มใหญ่กางอยู่ หน้ากระดาษเหลืองกรอบ แต่ลายมือยังชัด ช่องแรกเป็นวันที่ ช่องถัดมาเป็นชื่อพืช สถานที่เก็บ และผู้เก็บตัวอย่าง ปรางไล่นิ้วโดยไม่แตะกระดาษ เห็นชื่อชยันต์อยู่หลายบรรทัด
“พ่อพี่ทำงานที่นี่จริง ๆ” น้ำฝนพูดเบา ๆ
ปรางหันไปมอง “เธอรู้ได้ไง”
น้ำฝนทำหน้าผิด “พี่ละเมอตอนนั่งรถขึ้นมา พูดชื่อชยันต์สองสามครั้ง หนูนึกว่าแฟนเก่า”
ปรางอยากดุ แต่เสียงไม่ออก เธอก้มอ่านต่อ บันทึกช่วงปีแรก ๆ เป็นระเบียบ พอถึงหน้าหนึ่ง ลายมือเปลี่ยนกะทันหัน ตัวอักษรโย้เย้เหมือนคนเขียนรีบหรือมือสั่น ช่องชื่อพืชหลายช่องถูกขีดฆ่าและเขียนชื่อคนแทน
“นางคำแสง ริมน้ำล่าง บ้านเลขที่ไม่มี”
“บุญถม ลูกชายคนกลาง ไม่ชอบเสียงฟ้าร้อง”
“อุบล ตำข้าวตอนเช้า”
“ธงชัย ไม่กินปลาไหล”
น้ำฝนกลืนน้ำลาย “นี่คือรายชื่อคนจากป้ายเฟิน”
ปรางพลิกหน้าอย่างระวัง หน้าถัดมาถูกฉีกออกเกือบหมด เหลือเศษกระดาษติดสัน สมุดมีรอยคราบน้ำเป็นวง ๆ คล้ายเคยเปียก เธอเห็นคำเดียวบนเศษกระดาษที่เหลืออยู่
“จม”
อาคารเงียบลงอีกระดับ เสียงแมลงนอกหน้าต่างหายไป ปรางรู้สึกเหมือนหูถูกอุดด้วยสำลี เธอยกเครื่องบันทึกขึ้นโดยอัตโนมัติ กดบันทึก เส้นคลื่นบนหน้าจอวิ่งทั้งที่ไม่มีเสียงใดดังในห้อง
น้ำฝนมองหน้าจอ “มันจับอะไรอยู่”
ปรางสวมหูฟัง แล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยน เสียงในหูฟังเป็นเสียงคนเดินบนพื้นไม้เปียก ไม่ใช่พื้นปูนที่เธอยืนอยู่ เสียงถังน้ำกระทบขอบบ่อ เสียงเด็กไอ เสียงผู้หญิงพูดว่า “รีบเก็บผ้า ฝนมาแล้ว” และเสียงผู้ชายที่ปรางจำได้จากเทปครอบครัว แม้เวลาจะขูดให้พร่า
“อย่าเขียนชื่อเขาลงไป ถ้าเขามีชื่อ เขาจะเรียกคืน”
ปรางถอดหูฟังทันที มือเย็นจัด
น้ำฝนถาม “อะไร พี่ได้ยินอะไร”
“พ่อ”
คำเดียวทำให้ห้องทั้งห้องดูแคบลง น้ำฝนไม่พูดแทรก ปรางกดเล่นเสียงผ่านลำโพงเครื่องบันทึก แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงลมหายใจจำนวนมาก และเสียงกระซิบซ้อนกันจนจับคำไม่ได้
บนชั้นเหล็กด้านหลัง มีแฟ้มหนึ่งเลื่อนออกมาเองช้า ๆ ไม่ตก ไม่สั่น แค่เลื่อนเหมือนมีมือดึงอย่างสุภาพ น้ำฝนถอยจนชนโต๊ะ
“พี่ เราไปเถอะ”
ปรางไม่ขยับ แฟ้มนั้นมีป้ายข้างสันเขียนว่า “แปลงศูนย์”
เธอดึงมันออกมา เปิดบนโต๊ะ ด้านในไม่ใช่ตัวอย่างพืช แต่เป็นแผ่นป้ายโลหะเล็ก ๆ หลายสิบแผ่นห่อด้วยกระดาษไข ป้ายแต่ละแผ่นว่างเปล่า ยกเว้นแผ่นหนึ่งที่มีชื่อสลักลึกจนโลหะบิด
“เมธาวี ชยันต์กุล อายุ ๕ อ่านชื่อใบไม้ผิดแล้วร้องไห้”
น้ำฝนมองป้าย แล้วมองปราง “พี่…”
ปรางรู้สึกเหมือนพื้นอาคารเอียง ทั้งที่ทุกอย่างนิ่ง เธอจำไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่ตอนห้าขวบจริงหรือไม่ ความทรงจำมีช่องโหว่ใหญ่เหมือนภาพถ่ายถูกตัดตรงกลาง เธอจำมือพ่อ จำเสียงอ่านป้าย แต่ไม่จำว่าใครร้องไห้ ไม่จำว่าทำไม และไม่จำว่าออกจากสวนนี้อย่างไร
เสียงประตูเหล็กด้านหน้าอาคารดังเอี๊ยด ทั้งคู่หันไปพร้อมกัน ลุงเสนยืนอยู่ในช่องแสง เขาไม่ได้โกรธ เขาดูหวาดกลัวจนแก่ลงอีกสิบปี
“ผมบอกแล้วว่าอย่าเข้ามา”
ปรางชูป้ายชื่อของตัวเอง “นี่คืออะไร ลุงรู้จักพ่อฉันใช่ไหม”
ลุงเสนเดินเข้ามาช้า ๆ “วางป้ายลง”
“ตอบมาก่อน”
“วางลงก่อนที่มันจะรู้ว่าคุณจำได้”
“จำอะไร” ปรางเสียงดังขึ้น “ฉันจำอะไรไม่ได้เลยต่างหาก ทุกคนเอาแต่บอกอย่าอ่าน อย่าตอบ อย่าเข้า แล้วทิ้งให้ฉันเดาเหมือนคนโง่ พ่อฉันเกี่ยวอะไรกับสวนนี้”
ลุงเสนมองป้ายในมือเธอ ริมฝีปากสั่น “พ่อคุณพยายามแก้ แต่เขาแก้ช้าไป”
น้ำฝนถาม “แก้อะไรคะ”
ชายชราหันหน้าไปทางหน้าต่างที่ถูกไม้กระดานปิด ลำแสงบาง ๆ ตัดฝุ่นในอากาศเป็นเส้น “ก่อนมีสวน ตรงนี้เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อบ้านปากเวียน อยู่ริมลำห้วย คนไม่มาก ห้าสิบกว่าหลังคาเรือน มูลนิธิซื้อที่จากรัฐ บอกว่าจะทำสถานีศึกษาพืชอนุรักษ์ พวกเขาบอกว่าหมู่บ้านไม่มีเอกสาร ไม่มีชื่อในแผนที่ มีแต่คนอยู่กันเองมานาน”
ปรางฟังนิ่ง หัวใจเต้นแรงในคอ
“ปีนั้นฝนหนัก เขาทำเขื่อนดินเล็ก ๆ กั้นน้ำเพื่อระบบชลประทานในสวน แต่คันดินแตกตอนกลางคืน น้ำจากอ่างทดลองไหลลงหุบ บ้านล่างถูกพัดไปเกือบหมด คนที่ตายไม่มีชื่อในทะเบียนโครงการ เพราะถ้ามีชื่อ โครงการจะถูกปิด ผู้ใหญ่สั่งให้บันทึกว่าเป็นน้ำป่าธรรมชาติ ไม่มีผู้เสียชีวิตในเขตสวน”
น้ำฝนยกมือปิดปาก “แล้วป้ายพวกนี้…”
“คนที่เหลืออยู่ทำป้ายชื่อให้คนที่หายไป เขาเชื่อว่าถ้าชื่อยังอยู่ วิญญาณจะหาทางกลับบ้านได้ แต่เจ้าของสวนกลัวเรื่องแดง เลยเอาป้ายไปฝังตามแปลง พ่อคุณเป็นคนออกแบบผังใหม่ เขารู้ทีหลังว่าดินที่ปลูกเฟินคือที่ตั้งบ้านล่าง เขาเริ่มเก็บชื่อกลับมา จดในสมุด ใส่แฟ้ม แอบทำรายงาน”
ปรางกำป้ายแน่นจนเจ็บมือ “แล้วเขาหายไปไหน”
ลุงเสนหลับตา “คืนหนึ่งเขาพาคุณมาด้วย เขาบอกว่าจะเอาชื่อทั้งหมดออกจากสวน ส่งให้คนข้างนอก คุณวิ่งเล่นในหอพรรณไม้ อ่านป้ายผิด อ่านชื่อคนเป็นชื่อพืช มันเลยได้ยินชื่อคุณ”
ความทรงจำบางอย่างขยับในหัวปราง เหมือนปลาใต้ผิวน้ำ เธอเห็นตัวเองตัวเล็กยืนหน้าแปลงเฟิน ถือป้ายโลหะกลับหัว พ่อคุกเข่าตรงหน้า บอกว่า “ไม่เป็นไรเมธา อ่านใหม่” แล้วมีเสียงจากแปลงถาม “ชื่ออะไร” เธอจำได้ว่าตัวเองกำลังจะตอบ พ่อเอามือปิดปากเธอแน่นเกินไป เธอกลัว ร้องไห้ กัดมือพ่อจนเลือดออก
“พ่อคุณให้ชื่อของเขาแทน” ลุงเสนพูด “เพื่อดึงคุณออกมา”
ห้องเย็นลง ปรางเห็นไอน้ำจากลมหายใจตัวเอง น้ำฝนจับแขนเธอ “พี่ปราง เราออกไปก่อนนะ”
ปรางกระซิบ “พ่ออยู่ที่นี่หรือเปล่า”
ลุงเสนไม่ตอบเร็วพอ
จากชั้นแฟ้มด้านในสุด มีเสียงกระดาษขยับ ป้ายโลหะจำนวนหนึ่งในแฟ้มเริ่มสั่นเบา ๆ เหมือนถูกฝนตกใส่ เสียงกระซิบซ้อนกันผุดขึ้นจากทุกทิศ
“ชื่ออะไร”
“ชื่ออะไร”
“ชื่ออะไร”
ลุงเสนหน้าซีด “อย่าตอบ อย่าคิดชื่อในหัวดังเกินไป”
น้ำฝนร้อง “คิดชื่อในหัวดังได้ด้วยเหรอ!”
ไฟฉายของปรางดับลง ห้องมืดวูบ เหลือแสงรำไรจากหน้าต่าง เสียงป้ายโลหะสั่นถี่ขึ้นจนเหมือนแมลงฝูงใหญ่ติดอยู่ในกล่อง ปรางรู้สึกว่ามีมือเล็ก ๆ เย็น ๆ แตะที่หลังคอ ไม่ได้ผลัก ไม่ได้บีบ แค่แตะเหมือนอยากรู้ว่าเธอยังเป็นคนอยู่หรือไม่
เสียงพ่อดังขึ้นใกล้หู “เมธา อย่าหันมา”
เธอเกือบหัน แต่ลุงเสนตะโกน “ไม่ใช่เขา มันใช้เสียงที่คุณยอมฟัง!”
น้ำฝนคว้ามือปรางลากออกจากโต๊ะ ป้ายชื่อเมธาวีหลุดจากมือ ตกลงพื้นโดยไม่มีเสียง ทั้งสามวิ่งฝ่าชั้นเหล็กไปทางประตู เถาวัลย์ด้านนอกเลื้อยผ่านช่องบานประตูเข้ามาอย่างช้า ๆ ไม่ได้เร็วแบบสัตว์ แต่มุ่งมั่นแบบรากไม้ที่มีเวลาทั้งชีวิต เถาเส้นหนึ่งพันข้อเท้าน้ำฝน เธอล้มคว่ำ สมุดจดกระเด็น
ปรางดึงเถาวัลย์ออก มันเย็นและเหนียวเหมือนเชือกแช่น้ำ น้ำฝนหายใจสะอื้น “พี่ มันจับหนู”
ลุงเสนใช้มีดพร้าฟันเถา เสียงที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงพืชขาด แต่เป็นเสียงคนสูดลมหายใจพร้อมกันอย่างเจ็บปวด เถาวัลย์หดกลับ น้ำฝนถอยออกมา ทั้งสามพุ่งออกจากอาคารสู่แสงบ่ายที่หม่นลงเหมือนใกล้ค่ำ
นอกอาคาร ทุกอย่างดูปกติเกินไป นกตัวหนึ่งร้องจากยอดไม้ ลมพัดกลิ่นดิน เปลือกไม้เปียก และดอกจำปี ปรางหันกลับไปมองประตูหอพรรณไม้ ป้ายโลหะที่เธอทำตกวางอยู่บนขั้นบันไดด้านนอก ทั้งที่เธอเห็นมันตกในห้อง
บนป้าย ชื่อเมธาวีหายไป เหลือเพียงคำว่า “ยังไม่ครบ”
เย็นนั้น ฟ้ามืดเร็วอย่างผิดปกติ เมฆต่ำกดสวนทั้งสวนให้เงียบ ลุงเสนพาทั้งสองกลับเรือนรับรอง เขาล็อกประตูทุกบาน วางเกลือเม็ดไว้ที่ธรณี ไม่ใช่เพื่อไล่ผี เขาบอกว่าเพื่อให้รู้ว่ามีใครเดินผ่าน ถ้ามีรอยเท้าแต่เกลือไม่กระจาย แปลว่าคนนั้นไม่ได้เข้ามาด้วยเท้า
น้ำฝนนั่งกอดเข่าบนเก้าอี้ ใบหน้ามีรอยดิน เธอมองโทรศัพท์ที่ยังไม่มีสัญญาณ แล้วพูดเสียงแผ่ว “พี่ปราง หนูอยากกลับบ้าน”
“ฉันรู้”
“หนูไม่ได้กลัวตายนะ ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่…หนูกลัวแม่จำหนูไม่ได้มากกว่า ถ้าหนูหายไป แล้วไม่มีใครจำได้ว่าหนูเคยอยู่ แม่จะรอใคร”
ปรางมองเด็กสาวตรงหน้า ความกลัวของน้ำฝนไม่ใช่ความกลัวผี แต่เป็นความกลัวที่จะถูกลบจนความรักไม่มีที่วาง ปรางนึกถึงแม่ของตัวเองที่ลืมชื่อพ่อ ลืมเรื่องเจ็บปวดมากมายจนเหลือแต่ความว่างที่เจ็บกว่าเดิม
“เราจะไม่ให้มันเอาชื่อเธอ” ปรางพูด
น้ำฝนหัวเราะทั้งน้ำตา “พี่พูดเหมือนรู้วิธี”
ปรางไม่รู้ วิธีเดียวที่เธอมีมาตลอดชีวิตคือการตัดเสียงที่ทำให้ทนไม่ได้ออก แต่สวนนี้ไม่ได้กลัวความเงียบ มันใช้ความเงียบเป็นดินปลูกสิ่งที่หายไป
ลุงเสนเติมน้ำมันตะเกียง “คืนนี้มันจะเรียกหนักกว่าเดิม เพราะคุณเอาป้ายออกมา”
“ฉันไม่ได้เอาออกมา มันตามออกมาเอง”
“สำหรับสวน ไม่ต่างกัน”
ปรางนั่งตรงข้ามเขา “ลุงอยู่ที่นี่มานาน ทำไมไม่หนี”
ชายชรามองเปลวตะเกียง “เมียผมอยู่ในแปลงเฟิน”
น้ำฝนเงยหน้า ลุงเสนพูดต่อโดยไม่มองใคร
“เธอชื่ออุบล ชอบร้องเพลงตอนตำข้าว ผมเป็นคนปักป้ายนั้นเอง ตอนน้ำมา ผมอยู่บนสวนกับคนงาน รอดเพราะไม่ได้อยู่บ้าน ผมกลับลงไปไม่ทัน เหลือแต่ครกหินกับผ้าถุงติดกิ่งไผ่ ตอนแรกผมอยากให้ทุกคนรู้ชื่อเธอ แต่พอชื่อถูกฝังอยู่ในสวน ผมก็กลัวว่าถ้าดึงออก เธอจะหายไปจากที่นี่ด้วย ผมเลยเฝ้า เฝ้าจนไม่รู้ว่าเฝ้าเธอหรือเฝ้าความผิดของตัวเอง”
น้ำฝนพูดเบา ๆ “ลุงไม่ผิดที่รอด”
ลุงเสนยิ้มเศร้า “คนรอดมักอยากให้ประโยคนี้จริง”
ปรางถาม “พ่อฉันให้ชื่อเขาแทนฉัน แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา”
ลุงเสนเอามือลูบหน้าช้า ๆ “เขาไม่ได้ตายแบบที่คนตาย เขาถูกนับเข้าไปในสวน ชื่อชยันต์หายจากปากคนทีละคน เอกสารหาย รูปถ่ายจาง เสียงในเทปเบาลง จนเหลือแค่คนที่รักเขามากพอจะเจ็บเวลานึกไม่ออก”
“แม่ฉัน”
“ใช่”
ปรางรู้สึกเหมือนมีใครเอาหินวางบนอก ความโกรธที่เธอเก็บไว้สิบห้าปีต่อพ่อผู้ทิ้งบ้าน เริ่มแตกร้าวไม่ใช่เพราะพ่อบริสุทธิ์ แต่เพราะความจริงซับซ้อนกว่าการเกลียดใครคนเดียว
“มีทางเอาเขากลับไหม” เธอถาม
ลุงเสนมองเธอนาน “มีทางให้ชื่อกลับไปอยู่กับคน แต่ไม่ใช่ให้คนกลับมาเหมือนเดิม”
“ทำยังไง”
“อ่านชื่อทั้งหมดให้คนข้างนอกได้ยิน ให้ชื่อไม่ต้องอยู่ในสวนเพื่อมีตัวตน”
น้ำฝนขมวดคิ้ว “แค่นั้นเหรอคะ”
“ไม่แค่นั้น” ลุงเสนตอบ “ต้องอ่านที่แปลงศูนย์ ใจกลางสวน ตอนน้ำเดินครบวง เพราะที่นั่นคือที่ที่ชื่อถูกผูกไว้ และคนอ่านต้องให้ชื่อของตัวเองเป็นหลักผูกสุดท้าย ไม่งั้นชื่อจะกระจายไม่ถึงโลกนอกสวน”
ปรางเข้าใจทันที “หมายถึงคนอ่านจะถูกลบแทน”
ลุงเสนไม่ปฏิเสธ
น้ำฝนลุกขึ้น “ไม่เอา แบบนี้ไม่ใช่วิธี นี่มันแลกชีวิต”
“ไม่ใช่ชีวิต” ลุงเสนพูด “แลกชื่อ บางคนอยู่ได้โดยไม่มีชื่อ ถ้ามีคนพอจะจำเขาด้วยอย่างอื่น”
“ลุงพูดง่ายเพราะลุงอยากเจอเมียใช่ไหม” น้ำฝนโพล่ง แล้วชะงักทันที “หนูขอโทษ”
ลุงเสนส่ายหน้า “หนูพูดถูกครึ่งหนึ่ง ผมอยากให้เธอไม่ต้องติดอยู่ที่นี่ แต่อีกครึ่ง ผมแก่เกินกว่าจะเป็นหลักผูก สวนไม่เอาชื่อที่แห้งแล้ว มันเรียกชื่อคุณปรางเพราะเคยแตะเธอตอนเด็ก ชื่อเธอยังเปียกสำหรับมัน”
ปรางเกลียดคำว่าเปียกในประโยคนั้น มันทำให้เธอนึกถึงเทปเก่าที่เสียงพ่อเริ่มพร่า นึกถึงแม่ถามซ้ำว่า “ลูกชื่ออะไรนะ” ในวันที่เหนื่อยมาก ๆ นึกถึงตัวเองตอบว่า “ปรางไงแม่” ทั้งที่ชื่อบนสูติบัตรยังเป็นเมธาวี
กลางคืนลงมาโดยไม่มีดาว ไฟฟ้าในเรือนรับรองดับตอนสองทุ่ม ตะเกียงน้ำมันให้แสงเป็นวงเล็ก ๆ กำแพงไม้รอบห้องดูเหมือนขยับเข้ามาใกล้ทุกครั้งที่เปลวไฟไหว เสียงสวนด้านนอกเริ่มเปลี่ยน ตอนแรกเป็นเสียงจิ้งหรีด ต่อมาเป็นเสียงน้ำหยด แล้วเสียงรองเท้าแตะเดินบนทางเดินอิฐหลายคู่
น้ำฝนนั่งติดปราง มือกำมีดพับเล็ก ๆ ที่คงทำอะไรไม่ได้มาก แต่ช่วยให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังมีมือ ลุงเสนนั่งใกล้ประตู ตักมีดพร้า ตาไม่กะพริบ
เสียงผู้หญิงดังจากใต้เรือน “เสน เปิดประตูหน่อย ฉันเปียกหมดแล้ว”
ลุงเสนหลับตา กล้ามเนื้อที่กรามขยับ แต่เขาไม่ตอบ
เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ “เสน ฉันลืมเอาผ้าขึ้น ตากไว้หลังบ้าน ฝนมาแล้วนะ”
น้ำฝนกุมมือปรางแน่น ปรางเห็นน้ำตาไหลลงแก้มเหี่ยวย่นของลุงเสน แต่เขายังนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น
ต่อมาเสียงแม่ของน้ำฝนดังจากหน้าต่าง “ฝน กลับบ้านเถอะลูก แม่หนาว”
น้ำฝนสะอื้น “ไม่ใช่แม่ หนูรู้ ไม่ใช่แม่”
“แม่ล้างไตเสร็จแล้ว ไม่มีใครมารับเลย ฝนอยู่ไหน” เสียงข้างนอกสั่นเหมือนคนแก่จริง ๆ “ลูกไม่รักแม่แล้วเหรอ”
น้ำฝนเอามือปิดหู “พี่ปราง พี่พูดอะไรหน่อย”
ปรางดึงน้ำฝนมากอด “ฟังเสียงฉัน ฟังตรงนี้ อย่าไปฟังข้างนอก”
“หนูกลัว”
“ฉันก็กลัว”
“พี่จะไม่ทิ้งหนูใช่ไหม”
ปรางนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง นานพอให้น้ำฝนเงยหน้ามอง ความจริงคือเธอไม่มั่นใจในตัวเองเลย เธอเคยทิ้งเสียงพ่อ เคยทิ้งคำถามของแม่ไว้ในความเงียบ เคยเลือกทางที่เจ็บน้อยสำหรับตัวเองมากกว่าทางที่ถูก
“ฉันเคยทิ้งคนอื่น” ปรางพูดช้า ๆ “แต่คืนนี้ฉันจะพยายามไม่ทำ”
น้ำฝนพยักหน้า ทั้งที่คำตอบไม่สวยงาม แต่มันจริงพอให้จับไว้ได้
เสียงเคาะประตูดังสามครั้ง
“เมธา” เสียงพ่อเรียก
ปรางทั้งตัวแข็ง เสียงนั้นไม่ใช่เสียงที่สวนทำเลียนแบบแบบคร่าว ๆ มันมีรอยหอบเล็ก ๆ ตอนท้ายคำ มีความนุ่มที่เขาใช้เฉพาะเวลาเรียกเธอหลังเธอร้องไห้
“เมธา พ่อขอโทษ”
ลุงเสนลืมตา “อย่าตอบ”
ปรางกัดริมฝีปากจนเจ็บ
“พ่อไม่ได้ตั้งใจให้ลูกเกลียด พ่อหาเสียงลูกไม่เจอ” เสียงนอกประตูพูด “เขาเอาชื่อพ่อไป แต่พ่อยังจำตอนลูกอ่านคำว่าพลับพลึงเป็นพลับพลึงค์ได้ ลูกโกรธที่พ่อหัวเราะ พ่อขอโทษ”
ความทรงจำเล็ก ๆ นั้นแทงปรางอย่างแม่นยำ ไม่มีใครรู้ นอกจากพ่อ เธอจำได้ว่าร้องไห้เพราะคิดว่าพ่อหัวเราะเยาะ ทั้งที่พ่อแค่เอ็นดู เธอเคยฝังมันไว้ลึกจนไม่รู้ว่ายังอยู่
น้ำฝนกระซิบ “พี่ อย่า”
ปรางลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปหยุดห่างประตูหนึ่งช่วงแขน ลุงเสนยกมีดพร้า แต่ไม่ได้ขวาง เธอไม่ได้ตอบชื่อ ไม่ได้เปิดประตู เธอเพียงพูดกับความมืดอีกด้าน
“ถ้าเป็นพ่อจริง บอกฉันว่าต้องทำยังไง”
เงียบ
นานจนปรางคิดว่าตัวเองพลาด
แล้วเสียงพ่อเบาลง เหมือนพูดผ่านน้ำ “อย่าตัดเสียงที่เจ็บออกอีก”
พื้นใต้เรือนดังครืด เหมือนของหนักถูกลากผ่านไม้ เสียงเท้าเปล่าจำนวนมากเคลื่อนไปทางสวน เสียงแม่ของน้ำฝน เสียงอุบล เสียงพ่อของปราง ค่อย ๆ ห่างออกไปพร้อมกัน จนเหลือเพียงเสียงจิ้งหรีดที่กลับมาดังราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ปรางยืนอยู่หน้าประตู น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เธอเข้าใจแล้วว่าสวนไม่ได้เพียงกักชื่อคนตาย มันกักทุกเสียงที่คนเป็นไม่กล้าฟัง กักคำขอโทษที่ไม่ถูกพูด กักความผิดที่ไม่มีใครรับ และเลี้ยงตัวเองด้วยความเงียบที่ถูกบังคับ
ตีสอง ลุงเสนบอกว่าน้ำจะเดินครบวงตอนตีสามสิบเจ็ดนาที เวลาเดียวกับที่เครื่องบันทึกเปิดเอง ปรางเตรียมไมโครโฟน แบตเตอรี่สำรอง และเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมขนาดเล็กที่เธอพกไว้สำหรับงานป่า ปกติมันใช้ส่งพิกัดฉุกเฉินได้เท่านั้น แต่เธอเคยดัดแปลงให้ส่งไฟล์เสียงสั้น ๆ ผ่านช่องข้อมูลช้า ๆ ถ้าต่อกับโทรศัพท์ มันอาจส่งออกไปถึงเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทได้ทีละนิด
“มันไม่พอส่งชื่อทั้งหมด” น้ำฝนตรวจหน้าจอ “ชื่อห้าสิบกว่าคน ไฟล์ใหญ่เกิน”
“ไม่ต้องส่งไฟล์ใหญ่” ปรางพูด “ส่งสดเป็นแพ็กเก็ตเสียงบีบอัด ถ้าหลุดก็หลุด แต่ขอให้มีใครสักเครื่องข้างนอกบันทึกไว้”
“ใครจะเปิดฟังตอนตีสาม”
“ดารินตั้งระบบรับไฟล์อัตโนมัติไว้ ฉันจะส่งเข้าโฟลเดอร์งานโปรโมต”
น้ำฝนมองเธอ “เสียงโปรโมตสุขภาพกลายเป็นรายชื่อคนตาย ดารินคงรักพี่มาก”
ปรางยิ้มจาง ๆ “ฉันเบื่อทำเสียงให้คนเชื่อในความสงบปลอม ๆ แล้ว”
ลุงเสนหยิบสมุดลงทะเบียนจากหอพรรณไม้ที่เขาแอบนำออกมาตอนช่วยพวกเธอ เขาวางมันบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม “ผมจำชื่อที่ขาดจากหน้าฉีกได้บางส่วน แต่ไม่ครบ”
น้ำฝนเปิดสมุดของตัวเอง “หนูถ่ายรูปป้ายเฟินไว้หลายอันก่อนแบตหมด มีชื่อ มีนิสัยเล็ก ๆ ด้วย”
ปรางมองทั้งสองคน “เราจะอ่านทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ชื่อ ข้อมูลเล็ก ๆ พวกนั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นคน”
ลุงเสนพยักหน้า น้ำตาหยดลงบนหลังมือ “อุบลชอบร้องเพลงตอนตำข้าว แต่ร้องไม่ตรงทำนอง”
น้ำฝนยิ้มเศร้า “งั้นต้องอ่านด้วยค่ะ”
พวกเขาออกจากเรือนรับรองตอนตีสามสิบ ท้องฟ้ามืดสนิท แต่สวนสว่างด้วยแสงประหลาดจากหยดน้ำบนใบไม้ แต่ละหยดสะท้อนแสงจันทร์ที่ไม่เห็นบนฟ้า ทางเดินอิฐแดงนำไปสู่ใจกลางสวน แปลงศูนย์เป็นวงกลมกว้างที่ปรางไม่เคยสังเกตมาก่อน ทั้งที่เดินผ่านหลายครั้ง มันอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่างเรือนกระจก แปลงเฟิน และหอพรรณไม้ พื้นที่นั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีเพียงดินดำเรียบ และป้ายโลหะว่างเปล่าปักเป็นวงเหมือนฟันซี่เล็ก ๆ
เมื่อพวกเขาก้าวเข้าไป เสียงน้ำเริ่มดังจากใต้ดิน ท่อที่ตัดไปแล้วหายใจขึ้นมา สปริงเกอร์ทั่วสวนหมุนพร้อมกัน ละอองน้ำลอยเข้ามาเป็นม่าน ปรางตั้งไมโครโฟนกลางวง ต่อสายเข้ากับเครื่องบันทึกและโทรศัพท์ น้ำฝนคอยดูสัญญาณ ลุงเสนถือสมุดด้วยมือสั่น
“ถ้ามันถามชื่อพี่” น้ำฝนพูด “พี่อย่าตอบจนกว่าจะอ่านจบ”
ปรางพยักหน้า
“แล้วถ้าอ่านจบ…” น้ำฝนพูดไม่จบ
“ถ้าอ่านจบ เธอวิ่งไปที่ประตู ห้ามหันกลับ”
“ไม่เอา”
“น้ำฝน” ปรางเรียกชื่อเธอเต็ม ๆ เป็นครั้งแรก “ชื่อเธอต้องออกไปจากที่นี่พร้อมเธอ ไม่ใช่อยู่รอฉัน”
น้ำฝนกัดฟัน “พี่ก็มีชื่อเหมือนกัน”
“ฉันมีสองชื่อ” ปรางพูด “อย่างน้อยครั้งนี้ ฉันจะเลือกเองว่าจะให้ชื่อไหนกับอะไร”
ก่อนน้ำฝนจะเถียง ลุงเสนเปิดสมุดหน้าแรก ลมพัดแรงจนละอองน้ำกระทบหน้าเหมือนฝนละเอียด เสียงกระซิบเริ่มล้อมวงจากรอบสวน
“ชื่ออะไร”
“ชื่ออะไร”
ปรางกดบันทึก กดส่งสัญญาณ ไฟสีเขียวกะพริบหนึ่งครั้ง สองครั้ง แล้วติดค้าง
เธอเริ่มอ่าน
“คำแสง อายุหกสิบสาม มือซ้ายบวมเวลาอากาศเย็น ชอบเก็บเมล็ดมะค่าไว้ในกระปุกยา”
สวนเงียบลง เสียงสปริงเกอร์ลดระดับเหมือนตั้งใจฟัง
“บุญถม อายุสิบหก ลูกชายคนกลาง ไม่ชอบเสียงฟ้าร้อง แต่ชอบไปดูน้ำหลากที่สะพาน”
ป้ายโลหะแผ่นหนึ่งในวงสั่นแล้วมีตัวอักษรปรากฏขึ้นเองจากผิวสนิม คำว่า บุญถม เรืองแสงจาง ๆ ก่อนละลายเป็นหยดน้ำไหลลงดิน
น้ำฝนกระซิบ “มันได้ผล”
ปรางอ่านต่อ เสียงของเธอสั่นช่วงแรก แล้วมั่นคงขึ้น เธออ่านชื่อพร้อมรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้คนเหล่านั้นกลับมามีน้ำหนักในโลก อุบลที่ร้องเพลงเพี้ยน ธงชัยที่ไม่กินปลาไหล คำแสนที่ขี้อายเวลาเจอครู เด็กหญิงมะลิที่ชอบซ่อนรองเท้าพี่ชาย ชายแก่ผิวด่างที่นับดาวก่อนนอน หญิงตั้งครรภ์ที่อยากตั้งชื่อลูกว่าพลอยทั้งที่ยังไม่รู้เพศ
ทุกชื่อที่ถูกอ่านทำให้สวนเปลี่ยน เสียงใบไม้ไหวกลายเป็นเสียงคนถอนหายใจ ป้ายโลหะว่างเปล่ามีตัวอักษรผุดขึ้นและหายไป น้ำใต้ดินดังแรงขึ้นเหมือนมีแม่น้ำไหลกลับทิศ เงาคนเริ่มปรากฏตรงขอบแปลง ไม่ชัด ไม่ใช่ร่างสยอง แต่เป็นช่องว่างรูปคนในม่านละอองน้ำ เหมือนฝนตกเว้นที่ให้ใครบางคนยืน
ลุงเสนร้องไห้เงียบ ๆ เมื่อถึงชื่ออุบล ปรางหยุดให้เขาอ่านเอง
ชายชราถือสมุดใกล้หน้า “อุบล อายุยี่สิบแปด ชอบร้องเพลงตอนตำข้าว แต่ร้องไม่ตรงทำนอง ชอบดุผมที่ลืมปิดฝาโอ่ง ชอบเอาดอกผักบุ้งมาทัดหูเล่นตอนเย็น”
เงาช่องว่างหนึ่งตรงแปลงเฟินขยับเหมือนหันมาหาเขา ลุงเสนยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษที่ปล่อยให้ชื่อเธออยู่ในดินนานเกินไป”
ลมสงบลงชั่วครู่ แล้วเสียงผู้หญิงคนเดิมที่เคยเรียกใต้เรือนดังขึ้นเบามาก “เสน กลับบ้านได้แล้ว”
ลุงเสนทรุดเข่าลง แต่ปรางคว้าไหล่เขาไว้ “ยังไม่จบค่ะ”
รายชื่อในสมุดหมด แต่ยังเหลือหน้าฉีก น้ำฝนเปิดภาพถ่ายในโทรศัพท์ที่หน้าจอร้าว อ่านชื่อจากป้ายที่ถ่ายได้เพิ่ม ปรางอ่านตาม จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ลุงเสนจำได้เพียงชื่อเล่น
“ยายน้อย ไม่รู้ชื่อจริง อายุราวเจ็ดสิบ ชอบนั่งใต้ต้นไทร เล่าเรื่องปลามีเขาให้เด็กฟัง”
ป้ายโลหะแผ่นสุดท้ายสั่น แต่ตัวอักษรขึ้นมาไม่ครบ มันกะพริบเหมือนหายใจติดขัด เสียงกระซิบรอบสวนกลับมาดังขึ้น
“ไม่ครบ”
“ไม่ครบ”
“ไม่ครบ”
ดินกลางแปลงเริ่มยุบตัวเป็นวง น้ำสีดำใสผุดขึ้นช้า ๆ ไม่มีกลิ่นเหม็น แต่เย็นจนไอน้ำลอย ปรางรู้ว่าชื่อที่ไม่ครบกำลังดึงทุกอย่างกลับไป สัญญาณส่งไฟล์กะพริบแดง น้ำฝนตบเครื่อง “อย่าดับนะ ขอร้อง”
ลุงเสนพูดเสียงแตก “ผมจำไม่ได้ ผมจำชื่อจริงยายน้อยไม่ได้”
เสียงจากน้ำถามพร้อมกัน “ชื่ออะไร”
ปรางมองวงน้ำที่กว้างขึ้น เธอเข้าใจว่ากติกาไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ มันต้องการหลักผูก ชื่อหนึ่งที่ยอมรับว่าความทรงจำไม่มีวันครบ แต่จะไม่ปล่อยให้ความไม่ครบกลายเป็นข้ออ้างให้ลบคนทั้งคน
เธอหยิบป้ายว่างเปล่าจากพื้น ปลายป้ายคมบาดนิ้ว เลือดหยดเดียวผสมกับน้ำฝนบนโลหะ เธอพูดใส่ไมโครโฟนชัด ๆ
“เมธาวี ชยันต์กุล อายุสามสิบสาม กลัวความเงียบ เพราะเคยใช้ความเงียบลงโทษคนที่รักตัวเอง”
น้ำฝนร้อง “พี่ปราง!”
ปรางไม่หยุด “ชื่อเล่นปราง เป็นชื่อที่ตั้งให้ตัวเองเพื่อหนีเสียงพ่อ เคยลบเสียงพ่อออกจากเทปครอบครัว เคยโกหกว่าจำไม่ได้ ทั้งที่แค่ไม่อยากเจ็บ”
พื้นดินใต้เท้าเย็นจัด น้ำดำแตะขอบรองเท้า เงาช่องว่างรอบสวนหันมาหาเธอทั้งหมด
“ฉันให้ชื่อเมธาวีเป็นหลักผูก” เธอพูด “แต่ชื่อของคนอื่นต้องออกไปจากสวนนี้ ไปอยู่ในปากคน ไปอยู่ในไฟล์ ไปอยู่ในความจำที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ลบ”
เสียงพ่อดังจากกลางน้ำ “เมธา ไม่ต้อง”
คราวนี้ปรางยิ้มทั้งน้ำตา “พ่อเคยเลือกแทนหนูมาครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ให้หนูเลือกเอง”
น้ำพุ่งขึ้นจากกลางแปลงเป็นเสาสูงโดยไม่มีแรงดันจากท่อ มันไม่กระแทก ไม่ทำร้าย แต่ม้วนตัวรอบปรางเหมือนผ้าม่านเย็นเฉียบ เสียงชื่อทั้งหมดที่อ่านไปดังกลับมาพร้อมกัน ไม่ใช่กระซิบ แต่เป็นเสียงคนตอบรับเมื่อถูกขานชื่อในห้องเรียนกว้างใหญ่ ป้ายโลหะทุกแผ่นในวงเปล่งแสงจางแล้วดับลงทีละแผ่น
น้ำฝนพยายามวิ่งเข้าหา แต่ลุงเสนดึงไว้ “ไม่ได้ หนูต้องไป”
“ปล่อยหนู!”
ปรางตะโกนแข่งเสียงน้ำ “เอาเครื่องออกไป ส่งให้สำเร็จ!”
น้ำฝนส่ายหน้า น้ำตาเต็มหน้า “พี่บอกจะไม่ทิ้งหนู”
“ฉันไม่ได้ทิ้ง” ปรางพูด เสียงเริ่มเบาเหมือนอยู่ไกล “ฉันกำลังส่งเธอออกไป”
ลุงเสนลากน้ำฝนออกจากวง น้ำฝนกอดเครื่องบันทึกไว้แน่นเหมือนอุ้มคนเจ็บ เธอหันกลับมาหนึ่งครั้ง แม้ปรางสั่งห้าม ในม่านน้ำ เธอเห็นปรางยืนตรงกลางแปลง ใบหน้าไม่หวาดกลัวเหมือนตอนแรก แต่เศร้าและสงบ เงาของชายคนหนึ่งยืนข้างเธอ ไม่ชัดพอให้เรียกว่าพ่อ ไม่เลือนพอให้ปฏิเสธว่าไม่ใช่
ประตูสวนเปิดเองเมื่อทั้งสองวิ่งถึง ลมหอบกลิ่นดินเปียกออกสู่ถนนภูเขา สัญญาณโทรศัพท์กลับมาทีละขีด น้ำฝนล้มลงบนพื้นกรวดนอกประตู กอดเครื่องบันทึกแนบอก ไฟส่งข้อมูลกะพริบเขียวครั้งสุดท้าย แล้วดับ
รุ่งสาง เจ้าหน้าที่กู้ภัยขึ้นมาถึงสวนเพราะได้รับสัญญาณฉุกเฉินจากอุปกรณ์ของปราง พวกเขาพบลุงเสนนั่งนิ่งข้างประตู เหนื่อยจนพูดไม่ออก พบน้ำฝนมีไข้ต่ำ มือกำสายไมโครโฟนไม่ยอมปล่อย แต่ไม่พบปรางในสวน ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ไม่พบศพ ไม่พบแม้กระทั่งชื่อของเธอในเอกสารจ้างงานที่ดารินนำมาให้ตำรวจดู
ดารินยืนยันว่าบริษัทจ้างผู้ช่วยบันทึกเสียงชื่อฝนคนเดียว “ไม่มีคุณปรางค่ะ ดิฉันไม่รู้จักชื่อนี้” เธอพูดหน้าซีดเมื่อไฟล์ในเซิร์ฟเวอร์ถูกเปิดต่อหน้าเจ้าหน้าที่
ไฟล์โปรโมตที่ควรเป็นเสียงธรรมชาติความยาวสามนาที กลายเป็นเสียงผู้หญิงอ่านรายชื่อคนห้าสิบกว่าคนด้วยน้ำเสียงชัดเจน ทุกชื่อมีรายละเอียดเล็ก ๆ แนบมาด้วย บางช่วงมีเสียงชายแก่เสริม บางช่วงมีเสียงหญิงสาวสะอื้น ตอนท้ายสุด ก่อนสัญญาณขาด มีประโยคหนึ่งดังใกล้ไมโครโฟน
“เมธาวี ชยันต์กุล อายุสามสิบสาม กลัวความเงียบ…”
ตำรวจถามน้ำฝนว่าเมธาวีคือใคร น้ำฝนนั่งบนเตียงโรงพยาบาล มือสั่น แต่ตอบทันที
“พี่ปราง”
“นามสกุล?”
น้ำฝนอ้าปาก คำตอบอยู่ตรงปลายลิ้น แล้วมันไหลหายเหมือนน้ำซึมลงดิน เธอหายใจแรง คว้าเครื่องบันทึกที่วางข้างเตียง เปิดไฟล์ซ้ำ ฟังเสียงนั้นอีกครั้ง แล้วพูดตาม
“ชยันต์กุล เมธาวี ชยันต์กุล”
เจ้าหน้าที่จดลงสมุด น้ำฝนมองปลายปากกาขยับ เธอร้องไห้ด้วยความโล่งอกแปลก ๆ เพราะรู้ว่าตราบใดที่มีใครสักคนเขียนชื่อนั้น ปรางยังไม่หายไปหมด
เรื่องสวนวังเวียนกลายเป็นคดีใหญ่ ไม่ใช่เพราะผีหรือคำสาป แต่เพราะรายชื่อผู้สูญหายตรงกับคำบอกเล่าของชาวบ้านในตำบลใกล้เคียงที่เคยถูกบอกมานานว่าจำผิด ไม่มีหมู่บ้านปากเวียน ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีคนตาย โครงการรีสอร์ตถูกระงับ มูลนิธิเก่าถูกขุดคุ้ย เอกสารหลายฉบับที่เคยว่างเปล่าปรากฏรอยหมึกจาง ๆ เหมือนชื่อคนเพิ่งซึมกลับขึ้นมาจากกระดาษ
น้ำฝนไปเยี่ยมแม่ในสัปดาห์เดียวกัน เธอเปิดไฟล์เสียงให้แม่ฟังบนเตียงคนไข้ แม่ฟังเงียบ ๆ จนถึงท้ายไฟล์ แล้วถามว่า “คนอ่านนี่เป็นใคร เสียงใจดีจัง”
น้ำฝนตอบ “พี่ที่ช่วยหนูไว้”
“ชื่ออะไร” แม่ถาม
น้ำฝนตัวเย็นวาบ คำถามธรรมดากลายเป็นประตูมืด เธอกำผ้าปูเตียงแน่น ตั้งใจนึกถึงใบหน้าปราง เสียงปรางตอนดุ เสียงปรางตอนยอมรับว่ากลัว เสียงปรางตอนบอกว่าไม่ได้ทิ้ง
“ชื่อปรางค่ะ” น้ำฝนพูดช้า ๆ “ชื่อจริงเมธาวี ชยันต์กุล”
แม่พยักหน้า “จำไว้นะลูก คนที่ช่วยเรา ต้องเรียกเขาให้ถูก”
น้ำฝนหัวเราะทั้งน้ำตา “ค่ะ แม่”
สามเดือนหลังคดีเปิดเผย น้ำฝนกลับไปที่สวนวังเวียนกับทีมสำรวจและญาติผู้สูญหาย ประตูเหล็กถูกถอดออก แปลงเฟินถูกกั้นเชือกเพื่อขุดหาหลักฐาน แต่ไม่มีใครพบกระดูกอย่างที่คาด มีเพียงป้ายโลหะเก่า ๆ จำนวนมากใต้ชั้นดิน แต่ละป้ายมีชื่อสลักครบถ้วน ราวกับรอให้คนมารับกลับบ้าน
ลุงเสนเสียชีวิตอย่างสงบในเรือนรับรองคืนก่อนพิธีรำลึก บนโต๊ะข้างตัวมีป้ายชื่ออุบลวางอยู่ และมีดอกผักบุ้งป่าสองดอกทัดอยู่ในแก้วน้ำ ไม่มีใครรู้ว่าใครเอามา เพราะคืนนั้นเรือนรับรองล็อกจากด้านใน
น้ำฝนยืนอยู่หน้าแปลงศูนย์ตอนเย็นวันหนึ่ง ดินกลางวงแห้งแล้ว มีหญ้าเล็ก ๆ งอกประปราย ป้ายโลหะว่างเปล่าแผ่นหนึ่งปักอยู่ตรงกลาง เธอคุกเข่าลง ใช้นิ้วปัดฝุ่นออก บนป้ายมีตัวอักษรบางมากจนต้องมองเอียงกับแสง
“ปราง”
ไม่มีนามสกุล ไม่มีอายุ ไม่มีรายละเอียดอื่น น้ำฝนนั่งนิ่งอยู่นาน ลมพัดผ่านสวนที่ไม่เงียบเหมือนเดิมอีกต่อไป เสียงนก เสียงคนงาน เสียงญาติผู้สูญหายพูดคุยกันเบา ๆ ทำให้สถานที่นี้เจ็บปวด แต่ไม่ว่างเปล่า
เธอหยิบปากกาสลักเล็ก ๆ ที่พกมา ค่อย ๆ เติมใต้ชื่อนั้นด้วยมือสั่น
“เมธาวี ชยันต์กุล อายุสามสิบสาม กลัวความเงียบ แต่เลือกพูด”
เมื่อเธอเขียนเสร็จ ลมเย็นพัดผ่านแปลงศูนย์ ป้ายโลหะสั่นเบา ๆ ครั้งเดียว คล้ายใครหัวเราะในลำคอ น้ำฝนเงยหน้า น้ำตาไหล แต่เธอไม่กลัว
บนเครื่องบันทึกเก่าของปรางที่เธอเก็บไว้ มีไฟล์ใหม่ปรากฏขึ้นเองในคืนนั้น ชื่อไฟล์เป็นตัวเลขเวลา 03:17:08 น้ำฝนไม่เปิดทันที เธอนั่งมองมันบนหน้าจอในห้องพักของตัวเองนานหลายนาที หัวใจเต้นแรง ความเงียบรอบตัวไม่ใช่ความว่างอีกแล้ว มันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ของเสียงที่เธออาจต้องฟัง
สุดท้ายเธอกดเล่น
ไม่มีเสียงน้ำหยด ไม่มีเสียงสปริงเกอร์ ไม่มีเสียงถามชื่อ มีเพียงเสียงลมหายใจของผู้หญิงคนหนึ่งใกล้ไมโครโฟน เหนื่อย อ่อนโยน และคุ้นเคย จากนั้นเสียงนั้นพูดเบามาก
“ฝน ถ้าได้ยินแล้ว อย่าลบ”
น้ำฝนปิดตา น้ำตาไหลลงคาง เธอกดบันทึกสำรองไฟล์ทันที ส่งมันเข้าอีเมล ส่งเข้าคลาวด์ ส่งให้ตัวเองสามบัญชี ส่งให้แม่ทั้งที่แม่เปิดไม่เป็น เธอไม่รู้ว่าเสียงนั้นคือปรางจริงหรือเป็นสวนที่ยังจำเธอได้ ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือหวาดกลัว
แต่ครั้งนี้ เธอไม่ตัดเสียงออก
นอกหน้าต่างเมืองใหญ่มีเสียงรถ เสียงคนเดิน เสียงหมาเห่าไกล ๆ เสียงชีวิตที่ไม่ยอมเงียบ น้ำฝนนั่งฟังไฟล์นั้นซ้ำจนเช้า ทุกครั้งที่ประโยค “อย่าลบ” ดังขึ้น เธอจะตอบเบา ๆ แม้ไม่มีใครถาม
“ไม่ลบค่ะพี่ปราง หนูจำได้”
และในสวนวังเวียนที่อยู่ไกลออกไป ป้ายโลหะกลางแปลงศูนย์เปียกชื้นขึ้นเล็กน้อยใต้หมอกเช้า ตัวอักษรที่น้ำฝนสลักไว้เข้มขึ้นทีละนิด เหมือนชื่อหนึ่งกำลังหาทางอยู่ต่อ ไม่ใช่ในดิน ไม่ใช่ในคำสาป แต่ในปากของคนที่ยังกล้าเรียกมันอย่างถูกต้อง