สวนที่เรียกชื่อเต็ม
ป้ายไม้หน้าประตูสวนพฤกษศาสตร์ผาเงียบมีเชื้อราขึ้นเป็นวงเหมือนดวงตาที่ไม่ยอมกะพริบ มินตราจอดรถกระบะเช่าตรงลานดินเปียกฝนแล้วดับเครื่อง เสียงเครื่องยนต์หยุดลงเร็วเกินไป ราวกับป่ารอบตัวกลืนมันหายเข้าไปในอกเขา เธอนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ฟังความเงียบที่หนาแน่นจนเหมือนมีใครเอาผ้าชุบน้ำมาปิดหู
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หน้าฝนบนภูเขามีกลิ่นดินสุก กลิ่นใบไม้ช้ำ และกลิ่นหวานเอียนของดอกอะไรสักอย่างที่เธอไม่รู้จัก มินตราหยิบเครื่องบันทึกเสียงจากเบาะข้าง เปิดเช็กระดับเสียงตามนิสัย ไฟสีเขียวเต้นเบา ๆ บนหน้าจอ เธอพูดใส่ไมค์ว่า “มินตรา พิริยะภัทร วันที่สิบเจ็ด กันยายน เวลา…” เธอเหลือบมองนาฬิกา “สิบหกนาฬิกาสี่สิบสองนาที ถึงสวนผาเงียบ”
เมื่อกดฟังทดสอบ เสียงของเธอกลับมาแห้งและใกล้กว่าที่ควร แต่ท้ายประโยคมีเสียงผู้หญิงอีกคนแทรกอยู่เบามาก เบาเหมือนฝุ่นขูดกระจก
“อย่าตอบ ถ้ามันเรียกชื่อเต็ม”
มินตรากดหยุดทันที นิ้วเธอค้างบนปุ่มสีแดง ลมหายใจของตัวเองดังผิดปกติในห้องโดยสาร เธอเปิดไฟล์อีกครั้ง ขยับระดับเสียงขึ้น
“มินตรา พิริยะภัทร วันที่สิบเจ็ด…”
มีแต่เสียงเธอเอง ไม่มีเสียงผู้หญิงคนนั้น
“บ้าเอ๊ย” เธอพึมพำ แล้วหัวเราะเบา ๆ ให้ความกลัวดูเล็กลง “ไมค์เก่า แบตอ่อน สัญญาณรบกวน แค่นั้น”
เธอไม่ได้เชื่อตัวเองนัก แต่เธอเก่งเรื่องทำเป็นเชื่อ มินตราทำงานเป็นนักออกแบบเสียงให้สารคดีและนิทรรศการ เธอรับงานนี้เพราะสำนักสิ่งแวดล้อมจังหวัดต้องการเปิดสวนผาเงียบเป็นแหล่งเรียนรู้อีกครั้ง หลังถูกปิดมาสิบเจ็ดปีเพราะ “ปัญหาโครงสร้างและพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม” เอกสารระบุอย่างนั้น งานของเธอคือเก็บเสียงธรรมชาติ ทำแผนที่เสียงสำหรับเส้นทางเดินป่า และตัดต่อเสียงบรรยายให้ฟังแล้วสงบ น่าเดิน น่าไว้ใจ
สิ่งที่มินตราไม่บอกใครคือเธอรับงานนี้เพราะเงินก้อนแรกจ่ายทันที และเพราะบ้านของแม่กำลังถูกธนาคารเตือนเป็นครั้งที่สาม เธอไม่กลับบ้านนานเกือบปี นับตั้งแต่พ่อเสียในห้องพักผู้ป่วยที่มีกลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงเครื่องวัดชีพจรดังสม่ำเสมอเหมือนนาฬิกานับถอยหลัง พ่อเป็นนักพฤกษศาสตร์ เคยทำงานภาคสนามบนภูเขาหลายแห่ง ช่วงท้ายของโรคสมองเสื่อม พ่อจำชื่อเธอไม่ได้ แต่จับข้อมือเธอแน่นแล้วพูดซ้ำ ๆ ว่า “ถ้าเขาเรียกชื่อเต็ม อย่าขานรับนะมิน อย่าขานรับ”
มินตราเคยคิดว่าพ่อสับสนจากยา เธอยังคิดอย่างนั้นจนได้ยินเสียงในเครื่องบันทึกเมื่อครู่
ประตูสวนเป็นเหล็กสีเขียวเข้ม สนิมกินตรงบานพับเหมือนแผลเก่า มีป้ายรายชื่อผู้ติดต่อแขวนอยู่ใต้หลังคาเล็ก ๆ รายชื่อสามคนถูกเขียนด้วยสีขาวใหม่เอี่ยมเมื่อเทียบกับไม้ผุ: อรยา สาริน ผู้ประสานงานโครงการ; ธนเชษฐ์ วงศ์ธารา นักพฤกษศาสตร์; แสงคำ ผู้ดูแลพื้นที่ และใต้สามชื่อนั้นมีอีกบรรทัดหนึ่งที่ทำให้มือของมินตราเย็นเฉียบ
มินตรา พิริยะภัทร ผู้บันทึกเสียง พ.ศ. ๒๕๔๙
ปีนั้นเธออายุสิบขวบ
“คุณมินใช่ไหมครับ”
เสียงผู้ชายดังจากด้านในประตู มินตราสะดุ้งนิดเดียว แต่พยายามทำเหมือนแค่หันไปตามเสียง ชายวัยหกสิบกว่าในเสื้อกันฝนสีเทาเปิดบานประตูเล็กออก เขาตัวผอม ผิวคล้ำ แขนเป็นเส้นเอ็น ดวงตาเล็กแต่สว่างอย่างคนที่อยู่กับความมืดจนรู้ทางของมัน
“ค่ะ” มินตราตอบ “ลุงแสงคำ?”
“เรียกแสงก็พอครับ คนที่นี่เรียกผมลุงแสงกันหมด” เขามองผ่านไหล่เธอไปที่รถ “มาคนเดียว?”
“ค่ะ ทีมอื่นจะขึ้นมาพรุ่งนี้เช้า”
ลุงแสงเงียบไปนิดหนึ่ง เหมือนคำว่าพรุ่งนี้เช้าเป็นเรื่องไกลเกินคาด “คุณอรอยู่เรือนรับรอง หมอเชษฐ์ก็อยู่ ห้องคุณเตรียมไว้แล้ว คืนนี้ฝนจะลงหนัก เดินในสวนอย่าเดินคนเดียว”
“ฉันต้องเก็บเสียงตอนค่ำบ้างค่ะ เสียงกลางคืนสำคัญ”
“เสียงบางเสียงไม่ต้องเก็บก็ได้ครับ”
มินตรามองเขา รอให้เขายิ้มเหมือนพูดเล่น แต่ลุงแสงไม่ยิ้ม เขาเอื้อมมือมารับกระเป๋าอุปกรณ์จากเธอ ขณะเดินผ่านป้ายรายชื่อ มินตราหยุด
“ลุงคะ ป้ายนี่…”
ลุงแสงหันกลับมา ดวงตาเขาเลื่อนจากหน้าเธอไปยังบรรทัดล่างสุด ชั่ววินาทีหนึ่งสีหน้าเขาเหมือนคนเผลอเหยียบไม้ผุ
“เขียนผิดมั้งครับ”
“ผิดได้ยังไงคะ ชื่อฉันทั้งชื่อ”
“สวนนี้มีของผิดที่เยอะ” ลุงแสงพูดเบา “บางอย่างอย่าเพิ่งแกะมันตรงประตูเลย เข้ามาก่อนเถอะ ฝนเริ่มมาแล้ว”
ทางเข้าสวนเป็นอุโมงค์ต้นไทรโค้งเข้าหากัน กิ่งรากห้อยลงมาเหมือนเชือกตากฝน กล้องวงจรปิดเก่า ๆ ติดตามเสา แต่ไม่มีไฟ มินตรารู้สึกว่าทุกเลนส์หันตามเธอ แม้จะเห็นชัดว่ามันตายไปนานแล้ว พื้นทางเดินปูหินทรายแซมมอส แผ่นป้ายบอกชื่อพรรณไม้เอียง บางป้ายตัวอักษรหายไปบางตัวจนกลายเป็นคำประหลาด เช่น “ก่อ…งจำ” “บัว…หาย” “เถาเรีย…”
เรือนรับรองเป็นอาคารไม้สองชั้นใต้หลังคาสังกะสีแดงซีด ตั้งอยู่ริมสระน้ำดำที่นิ่งจนสะท้อนต้นไม้กลับหัวเหมือนอีกโลกหนึ่ง ผู้หญิงวัยสามสิบปลาย ๆ ในเสื้อเชิ้ตสีครีมเดินออกมาจากระเบียง เธอสวยแบบเหนื่อย รอยยิ้มเรียบร้อยเกินไป และถือแฟ้มแนบอกเหมือนโล่
“คุณมินตรา ขอโทษที่ไม่ได้ไปรับตรงทางขึ้นค่ะ สัญญาณโทรศัพท์บนนี้…” เธอยกมือถือให้ดู หน้าจอไม่มีขีดสัญญาณ “ยินดีต้อนรับสู่ผาเงียบนะคะ ฉันอรยา เรียกอรก็ได้”
“ขอบคุณค่ะ” มินตราจับมือเธอ มืออรเย็นและชื้น “ฉันเห็นชื่อฉันบนป้ายหน้าประตู เขียนว่า พ.ศ. ๒๕๔๙”
รอยยิ้มของอรไม่หายไป แต่หยุดเคลื่อนไหว “อ๋อ ป้ายเก่า ๆ คงมีคนเล่นอะไรสักอย่าง ตอนทีมสำรวจขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็เจอป้ายบิด ๆ เบี้ยว ๆ เยอะค่ะ เราจะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด”
“แต่เขียนชื่อเต็มฉัน”
“คุณส่งเอกสารให้เราก่อนมา อาจมีช่างเอาไปลองเขียนเล่น”
“ปีสองพันห้าร้อยสี่สิบเก้า?”
อรนิ่งครู่หนึ่ง เสียงฝนเม็ดแรกตกใส่หลังคาแผ่นสังกะสีดังแปะ “ขึ้นไปพักก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวค่อยคุยรายละเอียดงานตอนมื้อเย็น”
ชายอีกคนปรากฏที่ประตูด้านใน เขาอายุราวสี่สิบ ตัดผมสั้น ใส่แว่นกรอบบาง เสื้อยืดสีดำใต้เสื้อกั๊กภาคสนาม มือเปื้อนดิน เขามองมินตราด้วยความสนใจที่ไม่ใช่การต้อนรับ แต่เหมือนกำลังเทียบตัวอย่างกับข้อมูลในหัว
“คุณคือคนทำเสียง” เขาพูด
“ค่ะ คุณหมอเชษฐ์?”
“ธนเชษฐ์ เรียกเชนก็ได้ ผมไม่ใช่หมอรักษาคน ผมรักษาชื่อพืชมากกว่า” เขายื่นมือมา “คุณเคยมาที่นี่ไหม”
คำถามตรงเกินไป มินตราชะงัก “ไม่ค่ะ เท่าที่จำได้”
“เท่าที่จำได้ เป็นคำตอบที่ดีสำหรับที่นี่”
อรหันไปมองเขา “เชน”
เขายักไหล่ “ผมแค่พูดตามหลักวิชาการ ความทรงจำคนไม่ใช่กล้องถ่ายรูป”
“แต่กล้องถ่ายรูปก็โกหกได้” ลุงแสงพึมพำ แล้วเดินเอากระเป๋าขึ้นบันไดโดยไม่รอใคร
ห้องของมินตราอยู่ชั้นสอง หน้าต่างเปิดไปทางเรือนกระจกทรงโค้งซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสวน หลังคากระจกส่วนใหญ่แตก เหลือโครงเหล็กดำเหมือนซี่โครงสัตว์ใหญ่ที่ตายแล้ว มินตราวางเครื่องบันทึกบนโต๊ะไม้ ถอดรองเท้า เดินสำรวจห้อง มีเตียงเดี่ยว ผ้าห่มกลิ่นแดดเก่า ตู้เสื้อผ้าที่ปิดไม่สนิท และกระจกบานเล็กเหนืออ่างล้างหน้า เธอไม่มองกระจกนาน ไม่ใช่เพราะกลัวสิ่งในกระจก แต่เพราะช่วงปีท้าย ๆ ของพ่อ เธอเห็นหน้าตัวเองในกระจกโรงพยาบาลแล้วเกลียดความโล่งใจที่ซ่อนอยู่ใต้ความเศร้า โล่งใจที่อีกไม่นานเสียงเรียกชื่อผิด ๆ จะหยุดลง
เธอเปิดเครื่องบันทึกอีกครั้งเพื่อเช็กไฟล์ตอนหน้าประตู ไฟล์ยังมีแต่เสียงเธอเอง ไม่มีเสียงเตือน แต่ระหว่างที่ฟัง เธอได้ยินเสียงเคาะเบา ๆ จากตู้เสื้อผ้า
ก๊อก
มินตราถอดหูฟัง เงียบ
ก๊อก
เธอเดินไปจับหูตู้ เปิดออกช้า ๆ ด้านในมีไม้แขวนเปล่าสามอัน ผ้าห่มสำรอง และกล่องกระดาษแบน ๆ วางพิงผนัง เธอดึงกล่องออก ฝุ่นฟุ้ง กล่องไม่มีชื่อ มีเพียงสติกเกอร์ซีดเขียนว่า “เสียงเส้นทางเด็ก”
ข้างในเป็นเทปคาสเซ็ตต์เก่าเจ็ดม้วน ทุกม้วนติดป้ายด้วยลายมือที่ทำให้หัวใจเธอเหมือนถูกนิ้วกด ลายมือนั้นเป็นของพ่อ
มินตรานั่งลงบนพื้น เทปม้วนหนึ่งเขียนว่า “มิน / มะลิ / แปลงเฟิร์น ๑๒ เม.ย. ๔๙” เธออ่านซ้ำ ชื่อมะลิไม่มีความหมายในความทรงจำของเธอ แต่ลึกกว่านั้น ในตำแหน่งที่คำพูดเอื้อมไม่ถึง ชื่อนี้เหมือนก้อนหินเล็ก ๆ ที่เคยอยู่ในรองเท้ามานานจนชิน
เสียงเคาะประตูห้องทำให้เธอสะดุ้ง
“คุณมินคะ อาหารเย็นพร้อมแล้ว” เสียงอรจากด้านนอก
มินตรารีบปิดกล่อง “ค่ะ ลงไปเดี๋ยวนี้”
โต๊ะอาหารอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง มีแกงเลียงเห็ด ไข่เจียว ผัดผักกูด และน้ำพริกสีคล้ำ ทุกคนกินเงียบเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งพบกัน ฝนตกหนักจนโลกนอกหน้าต่างกลายเป็นม่านน้ำ ลุงแสงนั่งท้ายโต๊ะ ไม่แตะผักกูดเลย เชนกินช้า ๆ เหมือนใจอยู่ที่อื่น อรพยายามชวนคุยเรื่องกำหนดการเปิดสวน
“พรุ่งนี้เราจะพาคุณมินเดินเส้นทางหลักสามเส้น เส้นริมสระ เส้นป่าดิบเขา และเส้นเรือนกระจกเก่า แต่เรือนกระจกยังไม่อนุญาตให้เข้าไปนะคะ โครงสร้างไม่ปลอดภัย”
“แล้วแปลงเฟิร์นอยู่ตรงไหนคะ” มินตราถาม
ช้อนของลุงแสงกระทบจานเบา ๆ เชนเงยหน้าขึ้นทันที อรมองเธอ “คุณรู้จักแปลงเฟิร์น?”
“เห็นในเอกสารเก่าที่ห้องค่ะ” มินตราโกหกครึ่งเดียว “มีอะไรหรือเปล่า”
“แปลงเฟิร์นยกเลิกไปนานแล้ว” อรตอบ “พื้นที่ชื้นเกินไป ดินทรุด เราไม่รวมในเส้นทางใหม่”
“แปลว่ามีอยู่จริง”
เชนเช็ดปากด้วยผ้า “ทุกอย่างที่ไม่มีในแผนที่ ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่จริง คุณทำงานกับเสียง น่าจะเข้าใจ”
มินตราหันไปหาเขา “คุณพูดเหมือนอยากให้ฉันถามต่อ”
“ผมพูดเหมือนคนเบื่อการประชุมที่ตัดสิ่งน่าสนใจออกเพื่อให้ผู้บริหารสบายใจ”
อรวางช้อน “เชน พอเถอะ”
ลุงแสงพูดโดยไม่เงยหน้า “แปลงเฟิร์นไม่มีอะไรให้ฟังหรอกครับ มีแต่เสียงคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองหายไปแล้ว”
ความเงียบบนโต๊ะหนักขึ้น มินตราได้ยินฝน ไฟนีออนเหนือหัวดังหึ่ง มีอะไรบางอย่างขยับใต้พื้นไม้ เหมือนรากไม้ครูดกับเสา
“หมายความว่ายังไงคะ”
ลุงแสงมองเธอในที่สุด “หมายความว่า ถ้าคุณได้ยินใครเรียกชื่อคุณในสวน อย่าตอบ โดยเฉพาะถ้ามันเรียกครบทั้งชื่อจริงนามสกุล”
อรถอนหายใจ “ลุงแสงชอบเล่าเรื่องให้คนใหม่กลัวค่ะ ที่นี่เคยมีคนงานหลงทางบ้าง สัญญาณสะท้อนในหุบเขาทำให้เสียงเพี้ยน เราไม่อยากให้ใครเดินออกนอกเส้นทาง”
“แล้วถ้าเป็นเสียงคนรู้จักล่ะคะ” มินตราถาม
ลุงแสงนิ่ง “ยิ่งไม่ควรตอบ”
คืนนั้นมินตราไม่หลับ เธอยืมเครื่องเล่นเทปจากห้องเก็บอุปกรณ์ของอรโดยบอกว่าจะทดสอบแปลงเสียงเก่า อรยอมให้ด้วยสีหน้าลังเล คล้ายรู้อยู่แล้วว่าห้ามไปก็เท่านั้น ฝนเบาลงเหลือเสียงหยดน้ำจากชายคา เธอปิดไฟห้อง เหลือโคมโต๊ะสีเหลือง วางเครื่องเล่นเทปบนพื้น ใส่ม้วนที่เขียนว่า “มิน / มะลิ / แปลงเฟิร์น” แล้วกดเล่น
เสียงซ่าของเทปเก่าคลี่ออกก่อน ตามด้วยเสียงพ่อหนุ่มกว่าที่เธอจำได้ “บันทึกเสียงเด็กตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม แปลงเฟิร์น วันที่สิบสอง เมษายน สองห้าสี่เก้า ผู้ร่วมบันทึก มินตรา…”
เสียงเด็กหญิงคนหนึ่งแทรก “พ่อ อย่าเรียกเต็ม ๆ สิ มินไม่ชอบ”
มินตรานั่งตัวแข็ง เสียงเด็กนั้นคือเธออย่างไม่ต้องสงสัย เล็กกว่า สดกว่า ขี้รำคาญแบบที่แม่เคยเล่า
เสียงเด็กหญิงอีกคนหัวเราะ “มะลิชอบ มะลิชื่อสั้นกว่า”
มินตรากลั้นหายใจ เธอไม่มีพี่น้อง แม่ยืนยันเสมอว่าเธอเป็นลูกคนเดียว พ่อในเทปหัวเราะเบา ๆ “อย่าวิ่งไกลนะ ทั้งสองคน อยู่ในเส้นเชือกสีแดง”
“ทำไมต้องมีเชือก” เสียงมินเด็กถาม
“เพราะบางทางเดินอยากให้เราเดินเข้าไป แต่ไม่ได้อยากให้เราเดินออกมา” พ่อพูด น้ำเสียงเล่นกับลูก แต่ปลายประโยคแข็ง
เทปมีเสียงใบเฟิร์นเสียดสีกัน น้ำหยด เด็กร้องเพลงมั่ว ๆ สองเสียงผลัดกันแต่งคำจนหัวเราะ มินตรารู้สึกเจ็บตรงคอ เหมือนมีความทรงจำพยายามปีนขึ้นมาจากอกแต่ไม่มีมือจับ
เสียงมะลิในเทปพูดใกล้ไมค์ “มิน ถ้าโตแล้วอย่าลืมนะ”
เสียงมินเด็กตอบ “ลืมอะไร”
“ลืมว่าห้ามลืมเรา”
เทปเงียบไปวูบหนึ่ง ไม่ใช่เสียงซ่า แต่เป็นความว่างที่ดูดเสียงห้องของมินตราเข้าไปด้วย โคมไฟกะพริบ เธอได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงกระซิบจากทางหน้าต่าง
“มินตรา พิริยะภัทร”
คำแรกทำให้เธอเกือบตอบ คำสั่งของพ่อและลุงแสงกระแทกเข้ามาทัน เธอกัดริมฝีปากจนเจ็บ เสียงนอกหน้าต่างเรียกอีกครั้ง ช้า ๆ ชัด ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช่คุกคาม เป็นน้ำเสียงของคนที่รอมานานและกลัวว่าคนฟังจะเดินหนี
“มินตรา พิริยะภัทร จำเราได้หรือยัง”
มินตราปิดเทป ห้องกลับมามีเสียงฝนทันที เธอถอยจากหน้าต่างจนชนเตียง ไม่กล้ามองออกไป แต่เงาบนกระจกหน้าต่างสะท้อนให้เห็นบางอย่างยืนอยู่ริมสระด้านล่าง ไม่ใช่รูปร่างคนชัด ๆ เป็นช่องว่างรูปคนในม่านฝน เหมือนฝนตกผ่านบริเวณนั้นช้ากว่าที่อื่น
เช้าวันถัดมา อากาศเย็นเหมือนสวนไม่ได้รับแสงมานาน อรพามินตราเดินเส้นริมสระพร้อมเชนและลุงแสง มินตราสะพายไมค์บูมและเครื่องบันทึก เธอบอกตัวเองให้ทำงาน เก็บเสียงกบ เสียงน้ำ เสียงใบไม้ แยกชั้นบรรยากาศเหมือนที่ทำมาตลอด การทำงานช่วยให้โลกมีกรอบ และกรอบช่วยให้คนไม่แตก
“เมื่อคืนหลับไหมคะ” อรถาม
“ไม่ค่อยค่ะ”
“เรือนรับรองเก่า เสียงไม้เยอะหน่อย”
“เสียงไม้เรียกชื่อคนได้ไหมคะ”
อรหยุดเดิน เชนหันมองลุงแสง ลุงแสงก้มผูกเชือกรองเท้าที่ไม่ได้หลุด
“คุณได้ยินอะไร” เชนถาม
“เสียงผู้หญิงเรียกชื่อเต็มฉันจากหน้าต่าง”
อรพูดทันที “อาจเป็นเสียงคนงานจากหมู่บ้านข้างล่าง ลมพัดขึ้นหุบเขา…”
“เธอถามว่าจำเราได้หรือยัง”
ไม่มีใครตอบ ทางเดินริมสระแคบลง ต้นไม้โน้มเข้าหากันจนแสงกลายเป็นสีเขียวทึบ มินตราสังเกตว่าป้ายชื่อพืชบางป้ายไม่มีชื่อ มีแต่ช่องว่างหลังคำว่า “ชื่อท้องถิ่น:” และ “ชื่อวิทยาศาสตร์:” เหมือนใครลบออกด้วยความตั้งใจ
“ทำไมป้ายพวกนี้ว่าง” เธอถาม
เชนแตะป้ายหนึ่ง “พืชบางชนิดที่นี่ไม่ยอมให้เราตั้งชื่อ”
อรหัวเราะฝืน “เชนหมายถึงฐานข้อมูลเสียค่ะ”
“ไม่ใช่” เชนพูดเรียบ “ผมหมายถึง ตั้งชื่อแล้วคนตั้งจะลืมคำอื่นแทน เราเคยทดสอบกับนักศึกษาฝึกงาน เขาเขียนชื่อพืชชนิดหนึ่งลงป้าย พอกลับเรือนรับรอง เขาจำชื่อแม่ตัวเองไม่ได้สามวัน”
“คุณเล่าเรื่องนี้กับผู้รับจ้างทำไม” อรกดเสียงต่ำ
“เพราะผู้รับจ้างคนนี้มีชื่อบนป้ายตั้งแต่สิบเจ็ดปีก่อน”
มินตรามองทั้งสองคน “ทุกคนรู้เรื่องป้ายนั่น แต่ไม่มีใครบอกฉัน”
อรเม้มปาก “เราไม่รู้ว่าคืออะไรจริง ๆ คุณมิน ฉันสาบาน ทีมโครงการเจอมันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ฉันคิดว่าเป็นเรื่องก่อกวน”
“แล้วเทปในห้องฉันล่ะ”
ลุงแสงเงยหน้าทันที “เทปอะไร”
“เทปเสียงพ่อฉัน ที่นี่ ปีสองห้าสี่เก้า มีฉันกับเด็กชื่อมะลิ”
ชื่อนั้นทำให้ลมในสวนหยุด มินตรารู้สึกจริง ๆ ว่าใบไม้รอบตัวหยุดไหวพร้อมกัน เสียงน้ำในสระขาดหายไปหนึ่งจังหวะ เชนถอดแว่น เช็ดทั้งที่ไม่มีฝ้า อรหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
ลุงแสงพูดเบามาก “อย่าเรียกชื่อนั้นในทางเดิน”
“ทำไม”
“เพราะถ้าชื่อนั้นได้ยิน มันจะรู้ว่าคุณเริ่มจำได้”
“มันคือใคร”
ลุงแสงมองเข้าไปในสระน้ำดำ “ไม่ใช่ใครครับ คุณมิน มันคือที่”
เสียงเครื่องบันทึกในมือมินตราดังขึ้นเอง ไฟสีเขียวเต้นถี่แม้เธอไม่ได้กดอัด จากหูฟังที่คล้องคอ มีเสียงเด็กสองคนหัวเราะไหลออกมาเบา ๆ เธอรีบยกขึ้นฟัง เสียงหัวเราะวิ่งวนจากซ้ายไปขวา แล้วกลายเป็นเสียงพ่อ
“มิน พามะลิกลับมา อย่าปล่อยมือ”
มินตราดึงหูฟังออก มือสั่น “พ่อพูดแบบนี้ในเทปไหม”
“ไม่ได้มีเทปไหนควรอยู่ในห้องคุณ” อรพูด “ฉันให้แม่บ้านทำความสะอาดเอง”
เชนมองทางแยกข้างหน้า ซึ่งไม่มีในแผนที่ที่เขาถือ เส้นทางดินแคบ ๆ แทรกหายเข้าไประหว่างต้นปรงโบราณ มีเชือกสีแดงเก่าขึงอยู่สองข้าง เชือกเปื่อยแต่ยังแดงเหมือนเพิ่งย้อม
“แปลงเฟิร์น” มินตราพูด
ลุงแสงคว้าข้อมือเธอ “ไม่ใช่ตอนนี้”
“ฉันต้องรู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร”
“ถ้าคุณเข้าไปตอนที่มันเรียก คุณจะไม่ได้รู้ คุณจะถูกใช้ให้ตอบ”
อรเสียงสั่น “เรากลับเรือนรับรองก่อน เถอะนะคะ คุณมิน ฉันจะเปิดแฟ้มโครงการเก่าให้ดู เท่าที่มี”
มินตรามองทางแยก ความชื้นเย็นไหลออกมาจากนั้นเหมือนลมหายใจใต้ดิน เธออยากวิ่งเข้าไป อยากปิดหู อยากตะโกนถามว่ามะลิเป็นใคร แต่ความกลัวที่แท้จริงไม่ใช่ทางเดิน มันคือคำตอบที่อาจทำให้ชีวิตทั้งชีวิตของเธอเป็นของปลอม เธอถอยหนึ่งก้าว
“แฟ้มก่อน” เธอบอก “แต่ถ้ามีใครโกหกฉันอีก ฉันจะเข้าไปคนเดียว”
ในห้องสำนักงานใต้เรือนรับรอง อรปลดล็อกตู้เหล็กเก่า กลิ่นกระดาษชื้นและการบูรลอยออกมา แฟ้มโครงการปี ๒๕๔๙ มีเอกสารไม่มากอย่างน่าสงสัย รายงานพืชหายาก แผนผังเส้นทาง รูปถ่ายพิธีเปิดสวนรุ่นแรก และบันทึกเหตุการณ์หน้าสุดท้ายที่ถูกฉีกขาด เหลือเพียงหัวข้อ “กรณีผู้เยาว์หลงในเขตแปลง…” กับลายเซ็นหลายคน รวมถึงชื่อพ่อของเธอ: ดร.ภาสกร พิริยะภัทร
“ทำไมรายงานหาย” มินตราถาม
อรยืนกอดอก “ตอนสวนถูกปิด เอกสารบางส่วนถูกย้ายไปจังหวัด บางส่วนเสียหายจากน้ำท่วม”
“ไม่ใช่” เชนพูดจากโต๊ะอีกตัว เขากางรูปถ่ายแผ่นหนึ่ง “มันไม่ได้หายจากน้ำ มันหายจากคน”
รูปถ่ายเป็นกลุ่มนักวิจัยและเด็ก ๆ หน้าเรือนกระจก มินตราจำพ่อได้ทันที เขายืนยิ้มเหนื่อย ๆ มือวางบนไหล่เด็กหญิงคนหนึ่ง นั่นคือมินตราในวัยสิบขวบ ข้างเธอมีช่องว่างรูปเด็กอีกคน ทุกคนในภาพเว้นระยะเหมือนมีคนยืนอยู่ตรงนั้น แต่ฟิล์มบันทึกได้แค่แสงเบี้ยว ๆ คล้ายอากาศร้อนเหนือถนน
มินตราแตะช่องว่างนั้น “มะลิ”
ไฟในห้องดับพรึบ ความมืดไม่ได้มาพร้อมเสียงดัง มันเข้ามาอย่างสุภาพ ปิดทุกอย่างทีละชั้น เหลือเพียงหน้าต่างแคบที่มีแสงฝนสีเทา อรอุทาน เชนคลำหาไฟฉาย ลุงแสงที่ยืนเงียบมาตลอดพูดด้วยเสียงแหบ
“อย่าเรียก”
จากชั้นบน มีเสียงเทปคาสเซ็ตต์เล่นเอง เสียงเด็กผู้หญิงร้องเพลงมั่ว ๆ เพลงเดียวกับเมื่อคืน แต่คราวนี้ร้องคนเดียว เสียงลากยาวผิดจังหวะ เพราะอีกคนที่เคยร้องรับไม่อยู่
มินตราขยับไปที่บันได ลุงแสงขวาง “คุณขึ้นไปไม่ได้”
“นั่นห้องฉัน”
“ตอนนี้ไม่ใช่”
“หลบค่ะ”
“คุณพ่อคุณเคยพูดประโยคนี้เหมือนกัน”
คำพูดนั้นหยุดเธอ “ลุงรู้จักพ่อฉัน”
ลุงแสงหลับตา สีหน้าเจ็บปวด “ผมเป็นคนถือเชือกแดงวันนั้น ผมเป็นคนตัดมันเอง”
ไม่มีใครพูด เสียงเพลงเด็กบนชั้นสองหยุดลง แล้วเสียงมินตราตัวเล็กในเทปดังชัดเจนจากความมืดเหนือบันได
“พ่อ หนูไม่ได้ปล่อยมือ”
มินตรารู้สึกเข่าหมดแรง เชนคว้าแขนเธอไว้ เธอสะบัดออก “เล่ามา”
ลุงแสงมองบันไดเหมือนกลัวใครฟัง “แปลงเฟิร์นไม่ใช่แปลงพืชธรรมดา ก่อนเป็นสวน ที่นี่เป็นที่ของชาวเขากลุ่มหนึ่ง เขาเรียกว่าที่พักชื่อ เวลาใครเจ็บจนอยู่ต่อไม่ได้ หรือใครทำผิดจนชุมชนรับไม่ไหว เขาจะพามาแลกชื่อกับป่า ไม่ใช่ฆ่า ไม่ใช่ฝัง แค่ให้คนคนนั้นหายจากความจำของทุกคน โลกจะเบาลงเพราะไม่มีใครแบกเขา แต่สิ่งที่ถูกลืมไม่ได้หาย มันอยู่ในแปลง อยู่ในราก อยู่ในเสียงเรียก”
อรพูดเบา “ตำนานท้องถิ่น…”
“ตำนานที่ปู่ผมเฝ้าประตูให้คนเมืองเอามาทำสวน” ลุงแสงสวน “นักวิจัยคิดว่ามันเป็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับพืช สารระเหยทำให้เกิดภาวะความจำบกพร่อง พ่อคุณเป็นคนเดียวที่ไม่อยากทดลองกับคน แต่เขาพาลูกขึ้นมาด้วย เพราะคิดว่าพื้นที่เด็กจะปลอดภัยกว่า ผู้ใหญ่โลภเกินไป”
มินตรากำมือแน่น “แล้วมะลิเป็นใคร”
ลุงแสงหันมามองเธอ “พี่สาวฝาแฝดของคุณ เกิดก่อนคุณเจ็ดนาที”
เสียงฝนหายไป มินตราได้ยินหัวใจตัวเองเคาะซี่โครงเหมือนคนติดอยู่ในตู้ เธออยากปฏิเสธ แต่ร่างกายรู้ก่อนสมอง น้ำตาไหลลงมาโดยไม่มีภาพ ไม่มีความทรงจำ มีเพียงความโศกที่ไม่มีชื่อมาทั้งชีวิต ในวัยเด็ก เธอเคยร้องไห้เมื่อเห็นรองเท้าเด็กอีกข้างในตู้ แม่บอกว่าเป็นของลูกพี่ลูกน้อง เธอเคยตั้งโต๊ะอาหารเผื่อเก้าอี้ว่างโดยไม่รู้ตัว แม่ดุว่าเพ้อเจ้อ เธอเคยฝันถึงการหัวเราะสองเสียง แต่ตื่นมาเหลือเสียงเดียวเสมอ
“พ่อกับแม่ยอมให้ลบเธอ?” เธอถาม เสียงตัวเองแทบไม่ออก
ลุงแสงส่ายหน้า “ไม่ใช่อย่างนั้น วันนั้นเด็กสองคนวิ่งหลุดเชือก มะลิได้ยินใครเรียกชื่อเต็มของคุณ เธอขานแทน เพราะกลัวคุณโดนดุ ทางเดินเปิด พ่อคุณเข้าไปตาม เขาพาคุณออกมาได้ แต่…”
“แต่มะลิไม่ออกมา”
“พ่อคุณกลับเข้าไปอีก เขาขอแลกชื่อของมะลิให้ทุกคนลืม เพื่อให้ทางเดินปิด ไม่งั้นสวนทั้งสวนจะกลายเป็นแปลงนั้น คนที่อยู่ที่นี่วันนั้นจะถูกเรียกทีละคน เขาไม่ได้อยากลืม เขาคิดว่าการลืมจะช่วยให้คุณกับแม่อยู่ต่อได้”
มินตราหัวเราะทั้งน้ำตา เสียงหัวเราะแตก “ช่วยเหรอ พ่อตายโดยกลัวชื่อเต็มของฉัน แม่ไม่เคยกอดฉันเหมือนกอดคนเดียว เธอกอดเหมือนกันไม่ให้ของอีกชิ้นหล่น นั่นเรียกว่าช่วยเหรอ”
อรเช็ดน้ำตาอย่างเร็ว “คุณมิน ฉันไม่รู้เรื่องพี่สาวคุณ แต่ฉันรู้ว่าช่วงนี้แปลงเฟิร์นเริ่มขยาย ป้ายว่างมากขึ้น คนงานสองคนจำทางกลับบ้านไม่ได้ เราเปิดสวนไม่ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจมัน”
“คุณอยากเข้าใจ หรืออยากควบคุม” เชนถาม
อรมองเขา “ฉันอยากให้โครงการไม่พัง ฉันอยากให้จังหวัดไม่โยนความผิดให้ฉัน ฉันอยากให้คนในหมู่บ้านมีงาน คุณคิดว่าความอยากของฉันต่ำกว่าความอยากรู้อยากเห็นของคุณเหรอ”
เชนเงียบ
มินตรามองทุกคน “มะลิยังอยู่ในนั้นใช่ไหม”
ลุงแสงตอบช้า ๆ “สิ่งที่เหลืออยู่ของเธออยู่ในนั้น แต่คุณต้องเข้าใจ กาลเวลาที่นั่นไม่เหมือนข้างนอก สิ่งที่เรียกคุณอาจเป็นเธอ อาจเป็นแปลงที่ใช้เสียงเธอ หรืออาจเป็นทั้งสองอย่างจนแยกไม่ได้”
“มีกฎอะไร”
ลุงแสงส่ายหน้า “อย่าเข้าไปดีที่สุด”
“กฎ” มินตราพูดซ้ำ น้ำเสียงแข็งขึ้น “ถ้าคุณเฝ้าประตู คุณต้องรู้กฎ”
ลุงแสงก้มหน้า “หนึ่ง ห้ามตอบชื่อเต็มของตัวเอง สอง ห้ามตั้งชื่อให้สิ่งที่ไม่มีป้าย สาม ถ้าได้ยินเสียงคนรักที่สุดเรียกจากทางซ้าย ให้เดินขวา ถ้าเรียกจากขวา ให้หยุดหลับตานับลมหายใจเจ็ดครั้ง สี่ ถ้าจะพาความทรงจำออกมา ต้องเอาของที่ความทรงจำนั้นเคยจับไปวางที่รากเงี่ยงฟ้า แล้วพูดชื่อเขาให้ครบ”
“แลกกับอะไร”
ลุงแสงไม่ตอบทันที
เชนตอบแทน “แปลงนั้นไม่คืนอะไรฟรี มันต้องได้ชื่อหนึ่งชื่อ ชื่อที่เจ้าของยอมให้มันเอาไป”
อรหันขวับ “คุณรู้ได้ยังไง”
เชนหยิบสมุดเล่มเล็กจากกระเป๋าเสื้อกั๊ก “เพราะพ่อผมหายไปจากสวนนี้เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนเหมือนกัน แต่ไม่มีใครในครอบครัวจำเขาได้ ยกเว้นผมที่เป็นเด็กและมีไข้สูงคืนนั้น ความจำผมรั่ว ไม่ถูกลบหมด ผมสมัครมาที่นี่เพื่อหาว่าเขาเป็นใคร ทุกครั้งที่ผมใกล้รู้ ผมจะลืมคำง่าย ๆ ไปหนึ่งคำ สัปดาห์ที่แล้วผมลืมคำว่า ‘บ้าน’ ไปทั้งวัน”
ความไม่ไว้ใจในห้องเปลี่ยนรูปร่าง ไม่ได้หาย แต่มีรอยร้าวให้ความสงสารลอดเข้าไป มินตรามองสมุดของเชน มีหน้าหนึ่งเขียนซ้ำ ๆ ว่า “อย่าลืมว่ามีคนชื่อพ่อ ถึงจำชื่อไม่ได้”
คืนนั้นไม่มีใครเสนอให้รอทีมจากข้างล่าง เพราะสัญญาณโทรศัพท์ยังตาย ถนนขึ้นเขาถูกดินสไลด์ตามวิทยุสื่อสารที่ติด ๆ ดับ ๆ และเพราะทุกคนรู้ว่าทางแยกแปลงเฟิร์นปรากฏในสวนแล้ว มันจะไม่อยู่เฉยจนเช้า มินตรากลับขึ้นห้อง เปิดกล่องเทป เธอพบถุงผ้าสีฟ้าเล็ก ๆ ใต้เทปม้วนสุดท้าย ข้างในมีกิ๊บติดผมรูปใบมะลิพลาสติกสีขาว หนึ่งกลีบหัก เธอจับมันแล้วภาพหนึ่งแล่นผ่านตา ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่ความทรงจำเต็ม เป็นแสงแดดบนผมเด็กผู้หญิง มือเล็ก ๆ ยื่นกิ๊บให้เธอ
“สลับกันติด คนจะได้ทายผิดว่าใครเป็นใคร”
มินตรานั่งบนพื้นจนเสียงฝนหยุด เธอร้องไห้เงียบ ๆ ไม่ใช่เพื่อคนที่จำได้ แต่เพื่อคนที่ชีวิตเธอทำราวกับไม่เคยมี การร้องไห้ครั้งนี้ต่างจากตอนพ่อเสีย ตอนนั้นเธอร้องเพราะหน้าที่ลูก ตอนนี้เธอร้องเพราะความว่างในตัวมีชื่อเสียที
ก่อนเที่ยงคืน ทั้งสี่คนยืนที่ทางแยกเชือกแดง อรถือไฟฉายและแฟ้มพลาสติก เชนถือกล่องตัวอย่างกับสมุด ลุงแสงถือมีดพร้าเก่าแต่ไม่ได้ยกเหมือนอาวุธ เขาถือเหมือนของขอขมา มินตราสะพายเครื่องบันทึก เปิดอัดตลอด เธอไม่รู้ว่าทำเพื่อหลักฐานหรือเพื่อให้มีพยานเมื่อความทรงจำของตัวเองทรยศ
“ถ้าฉันตอบชื่อโดยไม่รู้ตัว ตบฉันได้เลย” มินตราบอก
อรพยักหน้า “ฉันตบแรงนะ”
“ดี”
เชนยื่นเชือกเส้นเล็กให้ “ผูกข้อมือกันไว้ ไม่ใช่เพื่อกันหลงอย่างเดียว ถ้าใครเริ่มลืมชื่ออีกคน ให้ดูข้อมือแล้วถาม”
ลุงแสงผูกปมสุดท้าย “จำไว้นะครับ อย่าเชื่อทางที่สะดวก ทางที่แปลงอยากให้เดินจะเรียบที่สุด”
พวกเขาเข้าไปในทางแคบ กลิ่นเฟิร์นชื้นหนาขึ้นทันที แสงไฟฉายส่องได้ไม่ไกล แม้ต้นไม้ไม่หนาแน่นมาก แต่ความมืดเหมือนถูกแขวนเป็นผืน ๆ ระหว่างลำต้น เสียงในสวนเปลี่ยนไป ไม่มีจิ้งหรีด ไม่มีกบ มีแต่เสียงน้ำหยดจากที่สูงเกินกว่าต้นไม้ และเสียงลมหายใจของคนสี่คนที่พยายามไม่หอบ
“คุณมิน” อรกระซิบ “คุณโอเคไหม”
“ไม่” มินตราตอบ “แต่เดินต่อ”
ทางเดินเริ่มมีป้ายชื่อพืชเรียงสองข้าง ทุกป้ายว่างเปล่า ใต้ไฟฉาย มินตราเห็นรอยขีดจาง ๆ เหมือนตัวอักษรเคยอยู่แล้วถูกดูดลงเนื้อไม้ เชนเผลอหยุดดูป้ายหนึ่ง
“อย่าตั้งชื่อ” ลุงแสงเตือน
“ผมรู้” เชนพูด แต่เสียงเขาสั่น “มันสวยมาก ผมไม่เคยเห็นสปอร์เรียงแบบ…” เขากัดลิ้นตัวเอง หันหน้าหนี “เดินต่อ”
เสียงผู้หญิงแก่ดังจากทางซ้าย “แสงคำ”
ลุงแสงหยุดเท้า ใบหน้าเขาแข็งเหมือนหิน
“แสงคำ ลูกแม่ หันมาหน่อย”
มินตราเห็นมือเขากระตุกที่มีดพร้า เขาไม่ได้ตอบ แต่ริมฝีปากเริ่มขยับไร้เสียง อรจับแขนเขาแน่น
“ลุง กฎข้อสาม”
ลุงแสงหลับตา น้ำตาไหลลงร่องแก้ม เขาก้าวไปทางขวา เสียงแม่ของเขาหัวเราะเบา ๆ ด้านซ้าย เสียงหัวเราะนั้นค่อย ๆ ยืดยาวเป็นเสียงใบไม้เสียดกัน
ทางเดินพาพวกเขามาถึงลานวงกลมที่ไม่มีในแผนที่ ตรงกลางมีต้นไม้ประหลาดสูงเพียงอกคน ลำต้นสีเทาขาว ผิวเรียบเหมือนกระดูกที่ถูกน้ำลูบมานาน ใบของมันโปร่งแสงเป็นเส้น ๆ คล้ายเส้นประสาท และรากโผล่พ้นดินเป็นวงเหมือนนิ้วมือกำลังจับพื้นไว้ รอบลานมีเฟิร์นสูงท่วมหัว แต่ละใบหันด้านใต้ใบมาทางพวกเขา ทำให้เห็นจุดสปอร์สีดำเรียงเป็นแถวเหมือนตัวหนังสือที่ยังไม่มีภาษา
“เงี่ยงฟ้า” ลุงแสงกระซิบ “รากรับชื่อ”
เครื่องบันทึกของมินตราดังขึ้น เสียงเทปกรอถอยหลังทั้งที่เป็นเครื่องดิจิทัล ตัวเลขเวลาบนหน้าจอวิ่งย้อนจาก 00:43:12 ไปเรื่อย ๆ จนหยุดที่ 00:00:07 แล้วเสียงเด็กหญิงพูดจากลำโพงเล็ก
“มิน ถ้าเป็นเรา เธอจะตอบไหม”
มินตรากำกิ๊บใบมะลิ “ฉันมาแล้ว”
ลุงแสงส่ายหน้าแรง ๆ “อย่าพูดกับเสียง พูดกับราก ทำตามกฎ”
มินตราคุกเข่าตรงรากเงี่ยงฟ้า วางกิ๊บสีขาวลงบนดิน รากเส้นหนึ่งขยับช้า ๆ ไม่เหมือนสัตว์ ไม่เหมือนพืช แต่เหมือนความคิดที่เพิ่งตัดสินใจแตะของสิ่งหนึ่ง เธอสูดหายใจ
“มะลิ พิริยะภัทร”
ชื่อเต็มนั้นออกจากปากเธอพร้อมความเจ็บแปลบในขมับ ภาพแตกเป็นชิ้น ๆ ไหลเข้ามา เด็กหญิงสองคนวิ่งบนทางหิน คนหนึ่งติดกิ๊บใบมะลิ คนหนึ่งถือเครื่องบันทึกเสียงของพ่อ พวกเธอทะเลาะกันเรื่องใครได้พูดใส่ไมค์ก่อน เสียงพ่อเรียกให้กลับ เสียงหนึ่งจากป่าเรียก “มินตรา พิริยะภัทร” มินเด็กกำลังจะขานรับ แต่มะลิหันไปตอบ “อยู่นี่” ทั้งที่ชื่อไม่ใช่ของตัวเอง ทางเดินเปิดเป็นรอยแยกของแสงสีเขียว มะลิถูกดึงไปเหมือนเงาที่น้ำซึม มินจับมือพี่สาวไว้แน่น เล็บมะลิจิกหลังมือเธอ พ่อวิ่งมา ลุงแสงตัดเชือกแดงเพราะรากพันแน่นจนเด็กทั้งสองจะถูกดึงเข้าไปพร้อมกัน มินถูกกระชากออกมา มือทั้งสองหลุดจากกัน มะลิไม่ได้กรีดร้อง เธอเพียงพูดว่า “อย่าลืมว่าฉันตอบแทนเธอ”
มินตราล้มลงกับพื้น เสียงอรร้องเรียกชื่อเธอ แต่ไม่เต็มชื่อ เชนจับไหล่เธอ “หายใจ มิน หายใจ”
จากเฟิร์นรอบลาน เสียงคนจำนวนมากเริ่มพูดพร้อมกัน ไม่ดัง แต่ทับซ้อนกันจนเหมือนฝนในบ้านร้าง
“จำฉันหน่อย”
“บอกลูกว่าฉันมีอยู่”
“อย่าให้เขาเปิดสวน”
“คืนชื่อ”
อรยกมือปิดหู “พอเถอะ พอ ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่รู้”
เสียงหนึ่งเรียกเธอด้วยชื่อเต็ม “อรยา สาริน”
อรสะดุ้ง ปากเปิดจะตอบ มินตราพุ่งไปปิดปากเธอทัน อรกัดมือเธอโดยสัญชาตญาณ แต่มินตราไม่ปล่อย
“อย่า” มินตรากระซิบ “มันรู้ว่าคุณอยากให้ใครสักคนบอกว่าคุณไม่ผิด”
อรหยุดดิ้น น้ำตาไหล เธอพยักหน้า มินตราปล่อยมือช้า ๆ
เชนคุกเข่าข้างรากอีกด้าน เขาหยิบกระดุมเสื้อผู้ชายเก่า ๆ จากสมุด “ผมมีของพ่อ แต่ผมไม่มีชื่อเขา”
รากเงี่ยงฟ้าขยับเข้าใกล้กระดุม เสียงผู้ชายในเฟิร์นพูดเบา “ลูกพ่อ”
เชนตัวสั่น “บอกชื่อผมสิ แค่ชื่อเดียว”
“ธนเชษฐ์ วงศ์ธารา” เสียงนั้นเรียกเต็ม
เชนเกือบตอบ มินตราเห็นคอเขาขยับ เธอตบหน้าเขาเต็มแรงตามสัญญาที่ให้กับตัวเองมากกว่าเขา เชนล้มไปด้านข้าง แว่นหลุด
“โทษที” เธอพูด
เชนหัวเราะแห้ง ๆ ทั้งน้ำตา “ตบดีมาก”
ลุงแสงมองรากเงี่ยงฟ้า “มันตื่นเต็มแล้ว เราต้องปิดทาง”
“ทำยังไง” อรถาม
“ต้องมีคนให้ชื่อโดยสมัครใจ ชื่อหนึ่งพอให้มันอิ่มและหลับ แต่ถ้าเราให้แบบเดิม มันก็แค่เริ่มวงจรใหม่ อีกสิบปี ยี่สิบปี มันจะเรียกอีก”
มินตรามองเครื่องบันทึกในมือ ความคิดหนึ่งค่อย ๆ ชัดขึ้น ไม่ใช่แผนที่กล้าหาญ แต่เป็นความเข้าใจจากงานทั้งชีวิตของเธอ เสียงไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกฟัง เสียงเป็นหลักฐานว่าช่องว่างเคยมีบางสิ่ง เธอตัดเสียงหายใจออกจากงาน ตัดเสียงสะดุด ตัดความเงียบยาวให้คนฟังสบาย เธอทำเหมือนพ่อ ทำเหมือนแม่ ทำเหมือนทุกคนที่ยอมให้ความเจ็บปวดหายไปเพื่อจะอยู่ต่อ แต่ความเจ็บปวดที่ถูกตัดไม่ตาย มันรออยู่ในราก
“ถ้าเราไม่ให้ชื่อคนล่ะ” เธอถาม
เชนเช็ดเลือดมุมปาก “หมายความว่าไง”
“ชื่อที่มันกินคือสิ่งที่คนใช้จำกัน ถ้าฉันให้ชื่อของสวนนี้ล่ะ ชื่อที่คนเมืองตั้งทับที่พักชื่อ ชื่อที่ทำให้มันเป็นโครงการ เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่เปิดขายได้”
ลุงแสงจ้องเธอ “ไม่มีใครเคยทำ”
“เพราะทุกคนอยากรักษาสถานที่ไว้” มินตราหันไปหาอร “ถ้าเสียชื่อสวน โครงการจบ ไม่มีผาเงียบให้เปิด ไม่มีงบ ไม่มีงาน ไม่มีป้ายสวย ๆ คุณจะยอมไหม”
อรหน้าซีด เธอมองแฟ้มในมือ มองความมืดรอบตัว เสียงจากเฟิร์นเริ่มเรียกชื่อเธออีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงพ่อของเธอ แม่ของเธอ ผู้บริหารจังหวัด ทุกเสียงที่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าเธอต้องสำเร็จ
“ถ้าฉันกลับไปมือเปล่า เขาจะบอกว่าฉันล้มเหลว” อรพูด
“ใช่” มินตราตอบ “แต่ถ้าคุณเปิดที่นี่ คนจะหายไปทีละน้อย โดยไม่มีใครรู้ว่าขาดอะไร”
อรหลับตา หัวไหล่สั่น “ฉันเหนื่อยมาก คุณรู้ไหม ฉันเหนื่อยกับการทำให้ทุกอย่างดูเรียบร้อย”
“ฉันรู้”
อรฉีกแฟ้มพลาสติก โยนเอกสารโครงการลงบนรากเงี่ยงฟ้า “เอาไป ชื่อสวน ชื่อโครงการ ชื่อความสำเร็จบ้า ๆ ของฉัน เอาไปให้หมด”
รากไม่แตะเอกสาร
ลุงแสงพูด “ต้องพูดชื่อให้ครบ และต้องมีคนที่ยอมปล่อยจริง ๆ”
อรคุกเข่าข้างมินตรา เสียงเธอสั่นแต่ชัด “สวนพฤกษศาสตร์ผาเงียบ โครงการฟื้นฟูเส้นทางศึกษาธรรมชาติและศูนย์เรียนรู้พรรณไม้ภูเขา ฉัน อรยา สาริน ผู้ประสานงาน ยอมให้ชื่อนี้หายจากปากคน”
รากเงี่ยงฟ้าขยับ แต่ยังไม่พอ มันเหมือนคนหิวที่ได้กลิ่นอาหารแต่ยังไม่เปิดปาก
เชนวางสมุดของตัวเองลง “ผม ธนเชษฐ์ วงศ์ธารา ยอมให้ชื่อวิชาการที่ยังไม่ได้ตั้งทั้งหมดในพื้นที่นี้หายไป ผมยอมไม่เป็นคนค้นพบอะไรที่นี่”
รากพันสมุด เสียงกระซิบรอบลานเบาลงเล็กน้อย
ลุงแสงวางมีดพร้าลง “ผม แสงคำ ไม่มีนามสกุลให้ป่าเรียกเหมือนคนเมือง แต่ผมยอมให้หน้าที่ผู้เฝ้าประตูจบที่ผม ไม่ส่งต่อ ไม่เก็บค่าเฝ้า ไม่ปิดปากใครอีก”
รากแตะมีด สนิมบนใบมีดกลายเป็นผงสีแดง
มินตรารู้ว่ายังขาดบางอย่าง รากเส้นหนึ่งยื่นมาหาเธอ ไม่แตะกิ๊บ แต่แตะเครื่องบันทึกเสียง เธอเข้าใจในทันทีและกลัวจนแทบอาเจียน มันไม่ได้ต้องการชีวิตเธอ มันต้องการสิ่งที่เธอใช้ยึดตัวเองไว้
“ไม่” เธอกระซิบ
เสียงมะลิดังใกล้หู “มิน ถ้าเธอเก็บเสียงทั้งหมด เธอจะไม่ฟังใครจริง ๆ เลย”
“ฉันเพิ่งจำเธอได้”
“จำด้วยหูอย่างเดียวไม่พอ”
มินตรากอดเครื่องบันทึกแน่น นี่คืออาชีพ คือรายได้ คือวิธีควบคุมโลก เธอไม่ต้องตอบคำถามคน ถ้าเธอมีหูฟัง เธอไม่ต้องอยู่ในความเงียบกับแม่ ถ้าเธอมีไฟล์เสียง เธอสามารถย้อนกลับไปแก้ประโยคที่พูดพลาด ตัดเสียงถอนหายใจของคนตายให้สั้นลง จัดระเบียบความเสียใจให้เป็นงาน
เชนพูดเบา “คุณไม่ต้องทำก็ได้ เราหาทางอื่น”
มินตรามองเขา “คุณพูดเหมือนนักวิจัยที่อยากมีเวลา”
เขายิ้มเศร้า “ใช่ ผมยังอยากได้ชื่อพ่อคืน”
“ฉันก็อยากได้พี่คืน” เธอหันไปมองรากเงี่ยงฟ้า “แต่ถ้าการได้คืนแปลว่าต้องมีคนอื่นหายต่อ ฉันไม่เอา”
เธอวางเครื่องบันทึกลงบนราก มือสั่นจนต้องใช้สองมือกดไว้
“ฉัน มินตรา พิริยะภัทร ยอมให้เสียงที่ฉันใช้ซ่อนตัวหายไปจากที่นี่ ยอมให้ไฟล์ทุกไฟล์ที่บันทึกในสวนนี้เป็นของคนที่ถูกลืม ไม่ใช่ของฉัน”
เครื่องบันทึกเปิดเอง เสียงทั้งหมดที่เธออัดตั้งแต่เข้าประตูดังออกมาพร้อมกัน แต่ไม่ปนมั่วเหมือนเสียงผี มันเรียงตัวเป็นทาง เสียงเครื่องยนต์ดับ เสียงป้ายไม้ลั่น เสียงอรกลืนคำโกหก เสียงเชนลืมคำว่า บ้าน เสียงลุงแสงร้องไห้โดยไม่ออกเสียง เสียงพ่อในเทป เสียงมะลิหัวเราะ เสียงเด็กสองคนร้องเพลงผิดคีย์ แล้วเสียงผู้คนอีกมากมายที่ไม่มีชื่อค่อย ๆ พูดชื่อตัวเอง ไม่ใช่ให้ใครจำแทน แต่เพื่อยืนยันว่าเคยมี
ลานสว่างขึ้นด้วยแสงสีเขียวจางจากใต้ดิน เฟิร์นรอบตัวก้มใบลงเหมือนคนหลบตา รากเงี่ยงฟ้าคลายออก เผยโพรงเล็ก ๆ ใต้โคนต้น ภายในไม่มีศพ ไม่มีกระดูก มีเพียงสิ่งของจำนวนนับไม่ถ้วน กิ๊บผม กระดุม เหรียญบาทดำ ๆ ปากกา ฝาขวด ลูกปัด เชือกผูกรองเท้า ของเล็ก ๆ ที่เคยพิสูจน์ว่ามีมือคนจับ
กิ๊บใบมะลิบนดินลอยขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ลอยเหมือนถูกดึง แต่เหมือนมีนิ้วเด็กหยิบมัน มินตราเห็นช่องว่างรูปเด็กหญิงยืนตรงหน้า แค่ขอบแสงบนผม แค่รอยยุบในอากาศ แต่ความรู้สึกชัดเจนจนเธอไม่ต้องเห็นหน้า
“มะลิ”
คราวนี้ชื่อไม่ทำให้ป่าหยุด มันทำให้ลมหายใจของมินตรากลับมา
เสียงเด็กหญิงตอบ ไม่จากเฟิร์น ไม่จากเครื่องบันทึก แต่จากความทรงจำที่ถูกเย็บกลับเข้าที่ “คราวนี้อย่าตัดฉันออกนะ”
“ไม่ตัด” มินตราร้องไห้ “ขอโทษที่ปล่อยมือ”
“เธอไม่ได้ปล่อย พวกเขาตัดเชือก”
ลุงแสงทรุดลง “ขอโทษ”
ช่องว่างหันไปทางเขา ไม่มีคำให้อภัย ไม่มีคำลงโทษ มีเพียงความเงียบที่ยาวพอให้คนหนึ่งแบกมันเอง แล้วแสงสีเขียวดับวูบ
พื้นสั่นเบา ๆ ทางเดินที่พวกเขาเข้ามาเริ่มเปลี่ยน เส้นเชือกแดงบนพื้นผุสลายเป็นฝุ่น อรคว้าแขนมินตรา “ต้องออกแล้ว”
พวกเขาวิ่งไม่เร็ว เพราะทางดินนิ่มและความมืดขยับเหมือนน้ำ แต่ครั้งนี้เสียงเรียกไม่ตามมา มีเพียงเสียงของตัวเองและกันและกัน เชนสะดุด มินตราดึงเขาขึ้น ลุงแสงเกือบหลงไปทางซ้ายเมื่อได้ยินเสียงแม่ฮัมเพลง แต่หยุดเองได้ อรทิ้งแฟ้มว่างเปล่าไว้ข้างทางโดยไม่หันกลับ
เมื่อพวกเขาออกมาที่เส้นทางริมสระ ฝนหยุดแล้ว ท้องฟ้าก่อนรุ่งสว่างเป็นสีตะกั่ว ป้ายบอกทางที่เคยเขียนว่า “สวนพฤกษศาสตร์ผาเงียบ” กลายเป็นแผ่นไม้เปล่า ไม่มีรอยขูด ไม่มีสีลอก เหมือนไม่เคยมีตัวอักษรอยู่ตรงนั้น เรือนรับรองยังอยู่ แต่ดูเล็กลง โทรศัพท์ของอรมีสัญญาณหนึ่งขีด เธอมองหน้าจอแล้วหัวเราะเบา ๆ เหมือนคนไม่รู้จะเริ่มโกหกใครก่อน
“ฉันจำชื่อโครงการไม่ได้” อรพูด “ฉันรู้ว่ามีโครงการ แต่ชื่อมัน…หายไปจริง ๆ”
เชนเปิดสมุด หน้าหลายหน้าว่างเปล่า แต่ตรงหน้าแรกมีลายมือที่ไม่ใช่ของเขาเขียนไว้ว่า “พ่อชื่อธาริน” เขานั่งลงบนขอบทาง เอามือปิดหน้า ไม่มีเสียงร้อง แต่ไหล่สั่นแรง
ลุงแสงมองทางแยกที่ไม่อยู่แล้ว “ผมเฝ้ามันมาตลอดชีวิต พอมันหาย ผมไม่รู้จะยืนตรงไหน”
มินตราไม่มีเครื่องบันทึกในมือแล้ว ความเงียบจึงเข้ามาเต็มตัว น่ากลัวกว่าเดิม แต่ไม่ว่างเปล่า เธอได้ยินนกตัวแรกของเช้า ได้ยินอรสะอื้น ได้ยินลุงแสงหายใจเหมือนคนแก่จริง ๆ ได้ยินเชนพึมพำชื่อพ่อซ้ำ ๆ เพื่อไม่ให้หลุดมือ และในอก เธอได้ยินเสียงหัวเราะอีกเสียงหนึ่งวางอยู่ข้างเสียงของเธอเอง
ทีมจากข้างล่างขึ้นมาถึงสายมาก รถคันแรกติดหล่มตรงประตูเพราะป้ายทางเข้าหายไปจากแผนที่นำทาง เจ้าหน้าที่ถามว่าที่นี่ชื่ออะไร อรเปิดปากแล้วปิด เธอมองมินตรา
มินตราตอบ “ที่ปิดค่ะ ยังไม่ควรเปิดให้ใครเข้า”
“หมายถึงชื่อสถานที่” เจ้าหน้าที่ถาม
ลุงแสงพูด “เมื่อก่อนมีชื่อ แต่ไม่จำเป็นแล้ว”
คนจากจังหวัดทำหน้าไม่พอใจ พวกเขาถ่ายรูปป้ายว่าง โทรศัพท์หาผู้ใหญ่ ถกเถียงเรื่องเอกสารหาย ฐานข้อมูลเสีย งบประมาณสะดุด มินตรายืนฟังโดยไม่เข้าไปช่วยทำให้เรื่องเรียบร้อยเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอปล่อยให้ความไม่เรียบร้อยทำงานของมัน
บ่ายวันนั้น เธอเก็บของจากห้อง พบว่าเทปคาสเซ็ตต์ทุกม้วนกลายเป็นม้วนเปล่า ยกเว้นม้วนหนึ่งที่ไม่มีฉลาก เมื่อเปิดฟังด้วยเครื่องเล่นเก่า มีเพียงเสียงเด็กสองคนหายใจใกล้ไมค์ แล้วเสียงมะลิพูดว่า “ถ้าแม่ถาม ให้บอกว่าเราชอบแกงจืดใส่สาหร่าย ไม่ชอบผักชี” มินตราหัวเราะทั้งน้ำตา เพราะเธอเองก็ไม่ชอบผักชีมาตลอดโดยไม่รู้ว่ากำลังไม่ชอบแทนใครอีกคน
เธอกลับลงจากเขาพร้อมเชน อรอยู่จัดการกับเจ้าหน้าที่ ลุงแสงไม่ลงมา เขาบอกว่าจะเก็บป้ายว่างให้หมดก่อนค่ำ ถนนคดเคี้ยวผ่านหมอกขาว มินตราไม่เปิดเพลงในรถ ไม่ใส่หูฟัง ไม่อัดเสียง เธอนั่งฟังโลกจริง ๆ ซึ่งไม่เคยสะอาดและไม่เคยถูกตัดต่อ เสียงล้อบดกรวด เสียงเชนหายใจติดขัดเป็นบางครั้ง เสียงมือถือของเธอสั่นเมื่อมีสัญญาณกลับมา
แม่โทรเข้า
มินตรามองชื่อบนหน้าจอนานจนเชนถาม “รับไหม”
“กลัว” เธอตอบตรง ๆ
“กลัวแม่ไม่จำ หรือกลัวแม่จำได้”
“ทั้งสองอย่าง”
เธอกดรับ เปิดลำโพงโดยไม่รู้ตัว “แม่”
ปลายสายเงียบนาน มีเสียงทีวีเบา ๆ เสียงพัดลมเก่าในบ้านที่มินตราจำได้ทุกจังหวะ แล้วแม่พูดด้วยน้ำเสียงแหบเหมือนเพิ่งตื่นจากการร้องไห้นานมาก
“มิน…เมื่อกี้แม่กำลังหั่นผักชี แล้วแม่นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรใส่ เพราะมะลิไม่ชอบ”
มินตราหลับตา น้ำตาไหลโดยไม่มีเสียง “หนูก็ไม่ชอบ”
แม่สะอื้น “แม่ทำอะไรลงไป เราปล่อยให้ลูกหายไปได้ยังไง”
มินตราอยากพูดว่าไม่เป็นไรตามนิสัย อยากตัดเสียงสะอื้นของแม่ออกจากประโยคเพื่อให้รับไหว แต่เธอไม่ทำ เธอฟังจนจบทุกลมหายใจ
“หนูกำลังกลับบ้าน” เธอพูด “แม่อย่าเก็บเก้าอี้อีกตัวนะ”
ปลายสายมีเสียงร้องไห้ดังขึ้น และครั้งนี้มินตราไม่รู้สึกรำคาญ ไม่รู้สึกอยากหนี เธอปล่อยให้มันดังอยู่ในรถเหมือนฝนที่ควรตกมานานแล้ว
หลายสัปดาห์ถัดมา พื้นที่บนภูเขาถูกประกาศปิดไม่มีกำหนดด้วยเหตุผลทางธรณีวิทยา ไม่มีชื่อสวนในประกาศ มีเพียงพิกัดและคำเตือนห้ามบุกรุก อรลาออกจากโครงการและเปิดร้านต้นไม้เล็ก ๆ ในตลาดล่าง เธอไม่ขายเฟิร์น เชนกลับมหาวิทยาลัยพร้อมชื่อพ่อหนึ่งชื่อและคำอีกหลายคำที่ยังขาด เขาเริ่มงานวิจัยเรื่องชุมชนกับความทรงจำโดยไม่เอ่ยถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ ลุงแสงส่งจดหมายสั้น ๆ ถึงมินตราหนึ่งฉบับ เขียนว่า “วันนี้ไม่มีเสียงเรียกจากทางแยก ผมนั่งฟังนกได้ทั้งวัน”
มินตรากลับไปอยู่กับแม่ชั่วคราว บ้านที่เคยดูเล็กสำหรับสองคนกลับมีพื้นที่สำหรับสามคนอย่างประหลาด พวกเธอซื้อเก้าอี้ไม้มือสองมาตั้งที่โต๊ะอาหาร ไม่วางรูปถ่ายบนเก้าอี้ ไม่ทำพิธีใหญ่โต แค่ไม่ปล่อยให้ที่ว่างถูกอธิบายว่าไม่มีอะไร ทุกมื้อ แม่จะเล่าเรื่องที่จำได้เพิ่มทีละชิ้น บางเรื่องเล็กจนน่าขำ มะลิชอบเอายางลบแช่น้ำ มะลิกลัวเสียงลูกโป่งแตก มะลิเรียกมินว่า “น้องเจ็ดนาที” บางเรื่องทำให้ทั้งบ้านเงียบ เช่น คืนที่พ่อกลับจากสวนพร้อมมินตราคนเดียว แม่กอดลูกที่เหลืออยู่แล้วรู้สึกว่ากอดไม่ครบ แต่พอจะถามว่าขาดใคร คำนั้นก็หายจากปาก
มินตรายังทำงานเสียง แต่เธอเลิกตัดความเงียบออกโดยอัตโนมัติ งานชิ้นแรกที่เธอรับคือบันทึกเสียงปากคำผู้สูงอายุในชุมชนริมแม่น้ำ เธอปล่อยให้เสียงคิด เสียงถอนหายใจ เสียงน้ำต้มเดือดอยู่ในไฟล์ ลูกค้าบอกว่ามันยาวและไม่เรียบร้อย เธอตอบว่า “ความทรงจำไม่เรียบร้อยค่ะ ถ้าอยากได้ของเรียบร้อย ไปจ้างคนทำโฆษณา” เธอเสียงานนั้นไปครึ่งหนึ่ง แต่คนแก่คนหนึ่งจับมือเธอแล้วพูดว่า “ขอบใจที่ไม่เร่งให้ฉันลืม”
คืนหนึ่งใกล้ปลายฝน มินตรานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องเก่า กำลังตั้งชื่อโฟลเดอร์งานใหม่ เธอพิมพ์คำว่า “มะลิ” ลงในช่องค้นหาไฟล์เก่า ๆ โดยไม่หวังอะไร หน้าจอแสดงไฟล์เสียงหนึ่งไฟล์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีวันที่ ไม่มีขนาด ชื่อไฟล์เป็นช่องว่าง เธอไม่ได้กดเปิดทันที หัวใจเต้นช้าและหนัก
จากนอกหน้าต่าง มีเสียงฝนตกลงบนใบมะม่วง แม่ล้างจานอยู่ชั้นล่าง เก้าอี้ตัวที่สามในครัวครูดพื้นเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีใครนั่ง มินตราไม่กลัวอย่างเดิม เธอกลัวแบบคนที่รู้ว่าความรักก็มีเสียงหลอนของมัน
เธอกดเล่น
ไม่มีเสียงเรียกชื่อเต็ม ไม่มีคำขอให้ตามกลับไป มีเพียงเสียงเด็กหญิงสองคนหัวเราะใกล้กันมาก จนแยกไม่ออกว่าเสียงไหนเป็นของใคร แล้วเสียงหนึ่งพูดว่า “อย่าลืมปิดไฟก่อนนอนนะ น้องเจ็ดนาที”
มินตรายิ้มทั้งน้ำตา “รู้แล้ว”
เธอไม่ตอบชื่อเต็มของตัวเอง เธอไม่ถามว่าเสียงมาจากไหน เธอปล่อยไฟล์เล่นจนจบ และเมื่อความเงียบมาถึง เธอก็ปล่อยให้มันอยู่ต่อในห้อง ไม่ตัด ไม่เร่ง ไม่เติมเสียงอื่นทับ เพราะในความเงียบนั้นไม่ได้ว่างเปล่าอีกแล้ว มันมีที่ว่างพอสำหรับคนที่เคยถูกลืม และพอสำหรับคนที่ยังต้องเรียนรู้จะจำโดยไม่จับไว้แน่นจนเจ็บ
บนภูเขาไกลออกไป ป้ายไม้หน้าประตูสถานที่ไร้ชื่อยังว่างเปล่า เชื้อราบนป้ายขึ้นเป็นวงเหมือนดวงตาที่เริ่มหลับ แต่บางคืนที่ฝนตกหนัก คนขับรถผ่านทางคดเคี้ยวจะได้ยินเสียงเด็กสองคนร้องเพลงผิดคีย์ลอยมาจากป่า ไม่ได้เรียกใคร ไม่ได้ขออะไร แค่ร้องให้รู้ว่าเคยมี และถ้าใครเผลอหยุดฟังนานพอ เขาจะจำบางอย่างของตัวเองขึ้นมาได้ บางอย่างที่ไม่สวย ไม่เรียบร้อย และไม่ควรถูกลบอีกต่อไป