ฤดูร้อนของเราในวันธรรมดา
เสียงประกาศคาบเช้าแว่วลอดหน้าต่างอาคารเรียน วิวทิวต้นประดู่เหยียดยาวริมทางเดินมหาวิทยาลัยเงียบสงบอย่างประหลาด ดนัยนั่งกอดกระเป๋าผ้าเก่า ดวงตาเหม่อมองออกไปไกล ราวกับเฝ้ามองอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครมองเห็น เพื่อนสนิทกำลังคุยกันเสียงดังใกล้โต๊ะข้าง หนึ่งในนั้นจงใจเอ่ยชื่อเขา ดนัยฝืนยิ้มบาง มองมิวที่เพิ่งเดินเข้าประตูมา ผมเธอแซมแสงแดดเหมือนเทพนิยายในโลกจืดชืดของเขา มิวโยนหนังสือลงเก้าอี้ข้าง ๆ เขา ก้าวเร็วจนขอบรองเท้ากระแทกพื้นดังป้าบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมื่อคืนนี้ดูซีรีส์ใช่มั้ย” เสียงแหลมเล็กอบอุ่น แววตาแฝงกวนประสาท มิวโน้มตัวแตะหัวไหล่เขาเบา ๆ ดนัยหัวเราะในลำคอ นึกขอบคุณที่เธอยังจำหนังสือเรียนมาให้ ช่วงนี้เขาไม่ค่อยเข้าฟังบรรยายเท่าไหร่ แต่เธอไม่มีวันพลาด เหมือนเป็นกฎส่วนตัวที่ทั้งสองต่างก็รู้กันดี
“นายจะรอดสอบเหรอ” มิวแกล้งถาม มือหมุนดินสอเล่น
“ถ้าเธอช่วยติว คงพอได้อยู่นะ” เขาแกล้งตอบเสียงเรียบ คนที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มที่ค่อย ๆ คลี่บนหน้ามิว เธอไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่มือยังคงวาดเส้นบนหน้ากระดาษ ดนัยเห็นมุมปากเธอกระตุกเบา ๆ หัวใจรู้สึกชื้นอย่างกล่าวไม่ถูก
ท้องฟ้าสีขาวสว่างจางลงแต่แสงยังไม่แผดเผา ตอนบ่ายทั้งสองเดินกลับหอฝ่ารถติด ถุงข้าวกล่องในมือเจ้าของคนละใบ บนสะพานคนเดินข้ามถนน มิวหยุดมองรถเมล์สาย 124 ที่ผ่านไปช้า ๆ เธอกลืนน้ำลายเบา ๆ แล้วพูดขึ้นมา
“แม่โทรมาตอนเที่ยง ถามเรื่องฝึกงานซัมเมอร์นี้ ฉันยังไม่ได้เลือกเลย”
“เลือกที่กรุงเทพฯ สิ จะได้อยู่ใกล้ ๆ อะไรกัน” ดนัยพูดเบา ๆ หัวใจเขารู้ดีว่านี่คือการขอ แต่ไม่ได้พูดตรง ๆ
“ถ้านายอยู่กรุงเทพฯ อะนะ ฉันว่ายังไงแม่ก็ไม่ให้ไปอยู่หรอก” มิวหัวเราะ เอนตัวออกห่างเล็กน้อย
“แต่ถ้าเราเลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้ ลองสมัครด้วยกันดีไหม”
เสียงลมแรงปะทะ ต้นไม้ไหวระริก ราวกับอยู่ในหนังสือภาพ ดนัยไม่ตอบในทันที เขาเงียบไปนาน มิวกลับขยับมากอดแขนเขาหยอก ๆ เพื่อนข้างทางมองยิ้มแต่ไม่ได้ถามอะไร
ผ่านเวลาไปทั้งเดือน ดนัยกับมิวเริ่มใช้เวลาทำงานกลุ่มบ่อยขึ้น บ่ายวันหนึ่งที่ห้องสมุดชั้นสี่ เขาสังเกตเห็นแววตาเธอหม่นเหมือนเก็บอะไรไว้ มือน้อย ๆ ขยำกระดาษบันทึกแน่น ดนัยหยิบกระดาษแผ่นนั้น เผยให้เห็นใบสมัครไปแลกเปลี่ยนที่โตเกียว เธอซ่อนไว้ใต้ชีทเรียน
“นี่จะไปอยู่ญี่ปุ่นตลอดซัมเมอร์?”
“ไม่แน่…มันคือโอกาส” มิวเสียงสั่น ทอดสายตามองต้นไม้ข้างนอกโดยไม่สบตาเขา
“เราไม่บอกเพราะกลัวฉันหรอ?”
มิวเงียบ ดนัยไม่อยากให้การเงียบคือคำตอบ เขาสูดลมหายใจลึก มองเส้นผมเธอปลิวไหวในห้องสมุดว่างเปล่า เขาอยากจะพูดออกไปราวกับถูกบังคับแต่กลืนมันลงคออีกครั้ง
“ฉัน…ไม่อยากให้นายรู้สึกอะไรแบบนั้น”
“อะไรแบบไหน” ดนัยตัดบท เสียงสั่นเล็กน้อย
“นายคงอยากให้เราทำอะไรเหมือนเดิม แต่…ฉันไม่อยากติดอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต” มิวพูดจบ มือสั่นจนเห็นได้ชัด
ดนัยใจเต้นรัว เขารู้ว่ามิวอยากบินไปไกล มีชีวิตที่ไม่ต้องถูกกรอบของครอบครัวบังคับ ในขณะที่เขายังไม่กล้าแม้แต่จะออกจากเมืองนี้ เหมือนพวกเขาอยู่คนละโลกตั้งแต่แรก
ต่อมาวันสอบกลางภาค มิวเห็นดนัยเงียบผิดปกติ เธอส่งชีทสรุปมาให้ เหลือบมองเขาขณะอ่าน เงาสองคนทาบทับบนผนังปูนสีขาว ดนัยแสร้งหาวเสียงดัง
“ง่วงเหรอ” เธอถาม
“แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” ดนัยตอบตาไม่สบตา มือขยำกระดาษ เธอเห็นนิ้วมือเขากำแน่นแต่ไม่ได้พูดอะไร
เสียงฝนตกพรำ ๆ หลังห้องติว บรรยากาศมืดมัว ดนัยเปิดดูมือถือแบบไม่มีจุดหมาย ในแชทกลุ่มเพื่อนมีภาพเก่าตอนงานสันทนาการ เป็นภาพเขากับมิวหัวเราะกันหน้าตาพิลึก
เขากลับไปนอนคิดถึงภาพเหล่านั้น เหตุการณ์หนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ผิดหวังหลังสัมภาษณ์ฝึกงานไม่ได้ มิวแอบซื้อของโปรดมาให้แล้วนั่งกอดเขาเงียบ ๆ ความรู้สึกอบอุ่นวันนั้นพุ่งกลับมาอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้นเขาตื่นเช้ามืด นั่งจ้องโทรศัพท์ ลังเลจะโทรหามิว ในที่สุดก็พิมพ์เพียงว่า “ไปกินข้าวมั้ย”
มิวตอบด้วยอีโมจิรูปหัวใจหงาย
ขณะเด็ก ๆ ในโรงอาหารเสียงดังเอะอะ ดนัยกับมิวแบ่งโต๊ะกันคนละมุม มิวเคี้ยวข้าวช้า ๆ เหมือนไม่เร่งรีบแต่ดูเหมือนใจลอย
“นายเคยคิดจะไปเมืองนอกมั้ย” มิวถามทันที มือหยิบผ้าเช็ดปากเช็ดแรงผิดปกติ
“เคย…แต่กลัว กลัวไปแล้วไม่มีใครรอ”
มิวแค่นหัวเราะ น้ำเสียงปะปนเสียดสีตนเอง
“คนเรายังไงก็ต้องอยู่คนเดียวสักวัน” เธอพูดเบา ๆ หลบสายตา
“แต่ถ้าเธอกลับมา ฉันก็จะรออยู่ตรงนี้แหละ” ดนัยพูดเบา รอยยิ้มจาง ๆ เธอเม้มปากเงียบ ไม่นานก็ดึงมือถือออกมาดูเพื่อนส่งข้อความมา มิวขอโทษแล้วเดินไปทันที ทิ้งเขาไว้กับกลิ่นข้าวเหนียวไก่และความทรงจำที่เริ่มเจ็บปวด
วันสอบสุดท้าย มิวแต่งชุดนิสิตเรียบร้อย ผมเธอถักเปียข้างหนึ่ง ดนัยเกือบไม่รู้จัก เขานั่งรอหน้าห้องสอบอยู่นาน มิวเดินมาช้า ๆ ใบหน้ามีรอยช้ำจาง ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นก่อนนี้
“เมื่อไรจะเลิกทะเลาะกับแม่” ดนัยถามเสียงอ่อน
“บางอย่างมันแก้ไม่ได้หรอก ฉันบอกแม่เรื่องไปญี่ปุ่นแล้ว แต่แม่ไม่เข้าใจ”
“เธอว่ายังไง”
“ฉันก็ไม่รู้…แค่รู้สึกผิดที่ต้องโกหก”
ดนัยนิ่งไปนาน เธอยิ้มแหย เขาอยากพูดขอโทษแต่พูดไม่ออก ฉากสีจาง ๆ ของมหาวิทยาลัยแผ่กรุ่นอยู่รอบตัว
ฤดูร้อนสุดท้ายก่อนจบปีสาม ดนัยตัดสินใจสมัครงานในห้องสมุด ไม่ใช่งานฝัน แต่เขาทำเพื่อมีอะไรยึดเกาะต่อการอยู่ที่นี่ ใจส่วนหนึ่งหวังให้มิวไม่ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่บ้าน ในวันที่เธอบอกลา เขาลังเลอยู่นานก่อนจะยื่นซองจดหมายเล็ก ๆ ให้
“ถ้าเธอได้ไปญี่ปุ่น…ก็เขียนกลับมาให้บ้าง” เสียงเขาเกือบกระซิบ
มิวมองจดหมายในมือ น้ำตาคลอเบ้า เธอไม่ได้รับปาก มีเพียงมือที่สั่นเบาตอนสัมผัสปลายซอง แล้วรีบเดินจากไปทันทีโดยไม่หันกลับ
ฤดูร้อนเดินทางช้า ๆ สายลมร้อนแผ่วปลาย ดนัยใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องสมุด วันหนึ่งเขาได้รับโปสการ์ดสั้น ๆ จากโตเกียว มิวเล่าเรื่องร้านข้าวหน้าเนื้อ บรรยากาศหน้าร้อนและโคมไฟริมแม่น้ำกลางค่ำคืน เมื่ออ่านจบ เขาถือโปสการ์ดไว้แน่น ใจเบาสบายขึ้นมานิดหน่อย ทว่ากลับปนความหวาดกลัวที่เธออาจเลือกอยู่ที่นั่นตลอดไป
ตลอดฤดูร้อน ดนัยส่งข้อความไปเรื่อย ๆ ส่วนมากใช้เวลานานกว่ามิวจะตอบ เธอตื่นเต้นกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีเพียงบางวันที่เธอเล่าเรื่องเคว้งคว้างในเมืองใหญ่ หรือความเหงาเวลานั่งรถไฟ ตลอดระยะทางห่างพันกิโลเมตรเขารับฟังโดยไม่ถามถึงอนาคต ไม่มีใครกล้าพูดถึงมัน
เช้าวันหนึ่ง ตอนไร่ส้มของครอบครัวมิวส่งรูปต้นไม้กำลังออกผลกลับมา เธอบอกคิดถึงสีเขียวบ้านเกิด ดนัยนิ่งเงียบ ไม่ตอบในทันที มิวส่งรูปต่อมา เป็นโต๊ะเรียนกับสำนักงานกลางที่เธอเพิ่งได้ฝึกงาน
ดนัยเริ่มเขียนอะไรมากขึ้นในจดหมาย ย้อนความรู้สึกวันที่เขาหลบอยู่มุมห้องสมุด เธอตอบกลับเป็นข้อความสั้น ๆ หลายครั้ง “เหมือนอากาศบ้านเราเลย คิดถึงนะ”
หลังซัมเมอร์ผ่านไป มิวกลับไทยพร้อมประกาศข่าวดีว่าได้รับเชิญให้ไปทำรีเสิร์ชต่อหลังจบปีสี่ เธอมีความสุขแต่มีความลังเลแฝงในแววตา ดนัยฟังอย่างเงียบ ๆ หัวใจทั้งดีใจและเสียใจไปพร้อมกัน
ช่วงเวลาต่อมาทั้งคู่ห่างกันมากขึ้น มิวต้องเตรียมเอกสาร บางวันตอบแชทช้า ดนัยแทบไม่ได้เห็นหน้าเขาเลย เธอเอาแต่ซ้อมภาษาและนอนดึกบ่อย เขาเคยคิดคุยแบบจริงจังแต่สุดท้ายก็ถอยกลับ
คืนหนึ่ง จู่ ๆ มิวโทรมาหลังเที่ยงคืน เสียงเธอสั่นผิดปกติ
“ดนัย นายหลับรึยัง”
“ยัง…”
“ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้กลับไทย นายจะโกรธมั้ย”
ดนัยเงียบ เขาสูดลมหายใจยาว ไม่รู้จะตอบอย่างไร ความเงียบยาวนานเกิดขึ้นจนต่างฝ่ายได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน
“ไม่โกรธหรอก…แต่คงเสียใจ”
“นายเคยคิดรั้งฉันไว้จริง ๆ ไหม”
“ไม่กล้า…ไม่รู้จะรั้งยังไง” เสียงเขาสะท้อนความกลัว มิวร้องไห้ในสายแบบกลั้น ๆ น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ฉันก็เหมือนกัน”
เสียงขาดหายไปหลายวินาที มิวขอโทษ เธอบอกว่าจะลองนอนดูอีกครั้งก่อนจะวางสายไป ทิ้งความอึดอัดตลอดคืนในหัวใจเขา
วันถัดมา ดนัยได้รับข้อความสั้นจากมิว “ขอโทษที่โทรไปรบกวนเมื่อคืน” แค่ข้อความธรรมดา แต่เขากลับน้ำตาคลอโดยไม่เข้าใจตัวเอง
เดือนสุดท้ายก่อนมิวเดินทางจากไทย ดนัยจัดงานเล็ก ๆ ที่ร้านกาแฟประจำ เชิญเพื่อนกลุ่มเดิม ทุกคนมารวมตัวกันพยายามพูดถึงอนาคตในโทนตลก แต่แววตาแต่ละคนเต็มไปด้วยอารมณ์ค้างคา หลังงานเลิกมิวเอ่ยปากขอเดินเล่นรอบสนามหญ้ากลางมหาวิทยาลัย เธอเงียบผิดปกติ
ระหว่างทางเดิน ดนัยหยุดเดิน สายลมอุ่นรินแรงริมฟ้า
“ถ้าเธอไม่กลับมา…ชีวิตเราก็แค่ฤดูร้อนธรรมดาอีกหนึ่งฤดู”
มิวหยุดเดิน ดวงตาวูบไหว หายใจเข้าออกแรง ๆ เธอสบตาเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
“แต่ไม่มีฤดูร้อนครั้งไหนของฉันจะเหมือนครั้งนี้อีกแล้ว” เสียงสั่นเล็กน้อย
เสี้ยววินาที ดนัยรวบรวมความกล้าเข้าไปกอดมิวหลวม ๆ เธอไม่ขัดขืน ร่างเล็ก ๆ สั่นเบาในอ้อมแขน เขาพูดเสียงสั่น ๆ ข้างใบหู
“ถ้าเธอคิดถึงกัน…ก็กลับมาได้เสมอนะ”
มิวร้องไห้เงียบ ๆ มือกุมหลังมือเขาแน่น ไหล่เธอสั่นระริก กลางสนามหญ้าบางแห่งยังมีหยดน้ำฝนค้างคืนตัดกับแสงไฟยามค่ำคืน
หลังจากวันนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนไป ดนัยใช้ชีวิตอย่างมีจุดหมายมากขึ้น บางวันเขาอาสาเป็นติวเตอร์ให้รุ่นน้อง บางวันรับงานเขียนรับจ้าง ทุกสิ่งที่เคยกลัวล้วนจางหายช้า ๆ
มิวส่งข้อความมาทุกครั้งที่เธอเหงาหรือคิดถึง กลายเป็นว่าแม้ตัวจะห่างไกลแต่ใจกลับใกล้กันขึ้นเรื่อย ๆ
ฤดูร้อนถัดมา ต้นประดู่ริมทางเดินออกดอกแดงเข้มอีกครั้ง ดนัยนั่งอ่านจดหมายที่มิวเขียนด้วยลายมือแปลก ๆ “ฉันยังไม่มีคำตอบเรื่องอนาคต แต่ฤดูร้อนต่อไปเรามานั่งคุยกันแบบนี้อีกสักทีนะ”
เขาอมยิ้ม น้ำตาคลอ ขอเพียงช่วยกันรอ เวลาธรรมดานี้จะกลายเป็นฤดูร้อนพิเศษตลอดไป