สายลมฤดูร้อนกับความลับใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์
เสียงจอแจของวันที่แสงแดดแรงที่สุดปลายเทอมสองในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของจังหวัดขอนแก่นคลื่นคนเดินขวักไขว่ ใต้ร่มเงาต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่เริ่มโรยดอก หนึ่งหญิงสาวกำลังจ้องหน้าจอมือถือ สีหน้าขุ่นมัว มือขวาบีบกระเป๋าเป้แข็ง น้ำหนึ่ง นักศึกษาคณะอักษรปีสอง เจ้าของผมสีน้ำตาลอ่อนยุ่งเหยิง กระโปรงยับย่นแลโกรธขึ้งกับข้อความที่เพิ่งได้รับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บอกแล้วอย่าไปต่อปากต่อคำกับอาจารย์ น้ำ หนูจะเดือดร้อน” เสียงจากปลายสายของแม่จบลงไปแล้ว น้ำได้แต่เม้มปาก เก็บกลั้นอารมณ์ฝืนเดินหายใจร้อนๆ
ตรงข้ามกันเพียงไม่กี่เมตร ภัทร นักศึกษาวิศวะปีสาม กำลังช่วยอาจารย์จัดบอร์ดกิจกรรมวิชาการอย่างตั้งใจ แม้หน้าจะเปื้อนเหงื่อแต่ตากลับใสสด หูกางๆกับเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ เด็กหนุ่มคนนั้นหันมามองน้ำโดยบังเอิญ สบตากันเพียงชั่ววินาที น้ำเบือนหน้าหนีอย่างไม่ใส่ใจ
“อ้าว เดี๋ยวๆ รีบไปไหนเนี่ยคุณน้ำ!” โอม เพื่อนร่วมเอกตะโกนมาแต่ไกล ขณะวิ่งเข้ามาชวนคุยเรื่องสอบย่อย น้ำยกยิ้มจางให้อย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะตอบเสียงกร่อย “ไว้ค่อยคุยนะโอม หัวจะระเบิดอยู่แล้ว”
เมื่อวางกระเป๋านั่งใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ น้ำขยี้ตาตัวเองแรงๆ ถอนหายใจ พลันเสียงลูกบอลกระทบเท้าดังขึ้น ภัทรวิ่งไล่บอลเข้ามา ก่อนที่ลูกกลมๆจะกลิ้งมาหยุดใกล้ขาน้ำพอดี เขาชะงักเล็กน้อย
“เกือบโดนหัวเลย ขอโทษนะครับ” ภัทรยิ้มเครื่องหมายการค้า น้ำมองเขาอย่างห่างเหิน “อืม…ระวังหน่อย” เธอตอบสั้น พลิกตัวจะเดินหนี
“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวสิ” ภัทรเดินตามมา หยั่งเชิงสายตาของน้ำ “ช่วงนี้ดูเครียดจัง งานกลุ่มเหรอ?”
น้ำเงียบ ไม่รู้จะตอบว่ายังไง เธอกระชับกระเป๋าแน่นขึ้น “ไม่ใช่เรื่องของพี่นี่คะ”
ภัทรยิ้มเก้อ รีบเก็บลูกบอลกลับแต่ยังกลอกตาใส่เพื่อนอีกสองคน “เห็นมั้ย ก็บอกแล้ว น้ำเขาไม่คุยกับใครง่ายๆหรอก” หนึ่งในกลุ่มกระซิบกันเบาๆ
น้ำเดินกลับหอพัก เดินผ่านกลุ่มนักศึกษาจำนวนมาก เสียงหัวเราะของเพื่อนสาวระเบิดดังให้ได้ยินเป็นระยะ เธอเหม่อมองกำไลข้อเท้าที่ขาดพิรุธ เธอมักหลบมุม ราวกับเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้ลึกๆ
ค่ำวันนั้น ภัทรซ้อมดนตรีที่ตึกกิจกรรม กลุ่มเพื่อนแหย่เล่นถึงเรื่องจีบสาว “แกไม่เบื่อรึไงตามจีบน้ำ คนเขาไม่ค่อยชอบหน้าด้วยซ้ำ” ภู เพื่อนซี้ยักคิ้วล้อ
ภัทรส่ายหน้า “เปล่าจีบ…แค่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีบางอย่างน่าสนใจ”
“ก็เธอปากร้ายกับทุกคนไง” เพื่อนหัวเราะลั่น
ภัทรยิ้มน้อยๆ ไม่ตอบอะไร แววตายังวนเวียนกับเงาของหญิงสาวในหัว
อีกด้านหนึ่ง น้ำกำลังคุยโทรศัพท์กับแม่ น้ำเสียงของแม่แฝงความคาดหวัง “แม่หวังว่าปีนี้เกรดจะดีนะลูก อย่าทำให้แม่ผิดหวัง” น้ำเม้มริมฝีปาก แสร้งตอบรับทั้งที่ในใจสับสน
ค่ำวันต่อมา น้ำได้รับอีเมลเชิญเข้าร่วมกลุ่มอาสาพิเศษจัดงานมหกรรมชมพูพันธุ์ทิพย์ปีนี้ด้วยความสงสัย เธอตอบตกลง เพราะมันน่าจะพลางปัญหาที่บ้านได้บ้าง
การประชุมนัดแรก น้ำเดินเข้าห้องประชุมโต๊ะกลม มองซ้ายขวา พอพบว่าภัทรนั่งประจำกลุ่ม เธอถึงกับถอนหายใจเบาๆ
“สวัสดีค่ะคุณน้ำ สุดท้ายก็โดนลากมาด้วยกันสินะ” ภัทรยิ้ม ท่าทีสนุกสนาน น้ำวางใบหน้าเฉยเมย “งานมหกรรมแค่นี้ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ซะหน่อย”
หัวหน้ากลุ่มแจกใบงานแผนกิจกรรม มีช่วงให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น แต่ทว่า น้ำกอดอกนั่งนิ่ง ไม่แสดงความคิดเห็น จนเพื่อนในทีมอดแปลกใจไม่ได้ ภัทรสังเกตเห็น มองน้ำอย่างใคร่รู้
มื้อเย็นหลังประชุมจบ ทีมอาสาพากันไปกินข้าวแถวย่านหน้ามหาวิทยาลัย น้ำเลือกนั่งแยกไปกับเพื่อนหญิง เธอมองภัทรคุยเสียงดังกับคนอื่น รอยยิ้มของเขาดูจริงใจ ต่างจากคนอื่นในกลุ่ม แต่เธอก็ยังวางระยะห่างระหว่างเขาและตัวเอง
ช่วงเตรียมงานมหกรรมชมพูพันธุ์ทิพย์ น้ำมีหน้าที่ดูแลบูธงานศิลปะ เธอต้องติดต่อประสานงานกับภัทรซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายสถานที่ ทุกเช้าเขาจะเดินมาทักทาย แม้มักโดนตัดบทหรือโดนประชด แต่ภัทรไม่เคยโกรธ เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในใจลึกๆน้ำก็รู้สึกประหลาดกับความอดทนเขาแต่ก็ยังไม่ยอมเปิดใจ
วันหนึ่ง ฝนฤดูร้อนตกหนัก หลังเก็บของในงาน น้ำกำลังจะเดินกลับหอแทบเปียกฝน ภัทรเห็นเข้ากลับคว้าเสื้อคลุมยื่นให้ ไม่พูดอะไร แค่ส่งเสื้อกับสายตาอ่อนโยน น้ำชะงัก ใจหนึ่งอยากปฏิเสธ แต่ก็รับเอามาเงียบ ๆ
ระหว่างกำลังเดินสองคนท่ามกลางความเงียบ น้ำเขินจนไม่กล้ามองหน้า ภัทรเองก็กดมือถือ เลื่อนเพลงในเพลย์ลิสต์ “เธอฟังเพลงเกาหลีบ้างมั้ย?” ภัทรถาม น้ำส่ายหน้าเบา ๆ ตอบเสียงเบา “ไม่ค่อยอะ” แล้วต่างฝ่ายต่างเงียบเมื่อสายฝนตกกระทบพื้นดังเป็นจังหวะ
คืนนั้นน้ำส่งข้อความขอบคุณภัทร แม้ประโยคจะสั้นแต่มีอีโมจิยิ้ม ภัทรอ่านข้อความแล้วยิ้มมุมปาก
วันต่อมาในห้องเตรียมงานน้ำกับภัทรเริ่มพูดคุยเรื่องเพลง หนัง และหนังสือ ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ในความต่าง กระทั่งเกิดข้อขัดแย้งเล็ก ๆ เรื่องจัดวางงานศิลปะ น้ำยืนกรานแนวทางตัวเอง “อันนี้ควรอยู่ตรงกลาง” ขณะที่ภัทรมีไอเดียให้จัดตามแสงธรรมชาติ ทั้งสองเอ่ยเสียงดังกลางกลุ่ม เพื่อน ๆ ต่างหลบสายตาให้ทั้งคู่สรุปเอง ท้ายสุด น้ำจำใจยอมให้ตามที่ภัทรเสนอ ภายหลัง ภัทรเดินมาขอบคุณ “ขอโทษที่เสียงดังนะ แค่อยากให้ออกมาดี”
“ฉันเข้าใจ แต่อย่าคิดว่าฉันไม่มีเหตุผลนะ” น้ำตอบพลางเบือนหน้า
“บางที เรากำลังปกป้องอะไรบางอย่างด้วยวิธีที่ต่างกัน” ภัทรนิ่งครู่หนึ่งก่อนพูด
คืนวันหนึ่ง น้ำเจอข้อความในกลุ่มไลน์เพื่อนคณะบูลลี่เธอเรื่องบ้าน ครอบครัว และการที่น้ำดูเหมือนจะมีทุกอย่าง น้ำวิ่งไปนั่งร้องไห้ใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์กลางคืน เธอไม่รู้ว่าภัทรเดินผ่านมาเห็น น้ำรีบเช็ดหน้า ทำท่าไม่ยี่หระ
“เธอไม่ต้องทำเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้หรอก” น้ำเมินสายตา “มันไม่ง่ายแบบนั้น”
“การยอมรับว่าตัวเองเจ็บปวดไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ” ภัทรเสียงเบา น้ำรีบลุกเดินหนี มีเพียงใบไม้โปรยปลิวตามเบื้องหลัง
เช้าวันถัดมา น้ำเลี่ยงพบภัทรที่งาน เตรียมใจไม่ให้ใครเห็นบาดแผลที่ภายใน เธอเริ่มหลบเลี่ยงกลุ่มงานมากขึ้น ภัทรสังเกตและเริ่มเป็นห่วง สุดท้ายเดินไปเจอเธอที่ห้องสมุด
“ฉันขอโทษที่ทำอะไรไม่ถูกวันก่อน” ภัทรเปิดประเด็น น้ำนิ่ง เขาเสริม “เราทุกคนผิดพลาดกันได้…เราต่างมีอดีตที่อยากซ่อน”
“แล้วพี่มีอะไรที่อยากซ่อนรึเปล่า” น้ำสวนกลับแผ่วๆ
ภัทรเงียบไปนาน ก่อนตอบ “เคยนั่งมองพ่อแม่ทะเลาะตั้งแต่เด็กเคยกลัวว่าคงไม่มีใครอยู่ด้วยจริงๆ”
น้ำตกใจที่เขากล้าพูด น้ำมองสบตา น้ำเสียงสั่น “ฉันแค่กลัว…กลัวว่าทุกอย่างพังอีกครั้ง”
ฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน งานมหกรรมชมพูพันธุ์ทิพย์มาถึง น้ำทุ่มเทกับบูธ จนคืนนั้นคนรดน้ำในสวนทำน้ำหกใส่วงจรไฟฟ้า เกือบเกิดไฟไหม้ เธอรีบวิ่งไปช่วยปิดคัทเอาท์ มือโดนไฟดูดเล็กน้อย ภัทรวิ่งเข้ามาช่วยทัน ปลุกความกังวลในใจทั้งสอง คนรอบข้างแตกตื่น ภัทรพาน้ำไปนั่งพัก “เราน่าจะระวังให้มากกว่านี้” น้ำพึมพำ รู้สึกผิดกับตัวเอง ภัทรจับมือเธอเบา ๆ “ชีวิตมันผิดพลาดบ้างก็ได้ มันไม่ใช่ความผิดเธอคนเดียว”
หลังเหตุการณ์คืนนั้น ภัทรกลายเป็นคนที่น้ำวางใจคุยได้ เธอเปิดใจพูดถึงความกดดันจากบ้าน ความคาดหวังและความผิดพลาดในอดีตที่ไม่อยากพูดถึงก่อนหน้านี้
“แปลว่าจริง ๆ เธอก็ไม่แตกต่างจากใคร บางทีเราอาจแค่กลัวผิดหวังจนกำแพงมันสูง” ภัทรพูด น้ำหลุบตา รับรู้ความโล่งใจเล็กน้อย
แต่ทุกอย่างไม่ง่าย นักศึกษารุ่นพี่ฝ่ายกิจกรรมบางคนเริ่มแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับน้ำว่าได้ดีเพราะมีเส้นสาย จนกระทบผลงานและความเชื่อมั่น น้ำเสียใจ ค่อย ๆ ถอยห่างจากกลุ่มงาน ภัทรพยายามช่วยปกป้องแต่กลับทำให้สถานการณ์แย่ลง ในคืนฝนตกวันหนึ่ง น้ำตัดสินใจส่งข้อความขอยุติหน้าที่ในคณะ
วันถัดมา ภัทรเดินหาน้ำไปทั่วมหาวิทยาลัย สุดท้ายเจอเธอนั่งเงียบใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ เขานั่งลงข้าง ๆ ต่างฝ่ายต่างไม่พูดก่อน
“ทำไมหนีฉันล่ะ” ภัทรถามเสียงเรียบ
“ฉันไม่อยากให้พี่มาวุ่นวายอีก น้ำไม่ควรมีใคร…มันควรจบแค่นี้”
“แล้วเธอล่ะ อยากจบจริง ๆ เหรอ” ภัทรพูดด้วยเสียงฝืด น้ำมองไกลๆ ไม่มีเสียงตอบ
อาทิตย์ถัดมา น้ำลาออกจากกลุ่มกิจกรรม หลีกเลี่ยงการเจอภัทร โดยตั้งใจทุ่มเทกับการเรียนแต่กลับไม่มีความสุข กลับบ้านไปพบแม่ น้ำร้องไห้สารภาพความรู้สึกล้มเหลว “หนูเหนื่อย หนูทำไม่ได้อย่างที่แม่คาดหวัง” แม่กอดน้ำไว้แน่น “แม่ขอโทษ ที่แม่กดดันลูกมากไป แค่หนูมีความสุข แม่ก็พอแล้ว” น้ำโอบกอดแม่เป็นครั้งแรกในรอบปี
ขณะเดียวกัน ภัทรยืนซ้อมกีตาร์อยู่คนเดียว รำพึงรำพันกับท้องฟ้ายามค่ำคืน “ถ้าเธอยังไม่พร้อม ฉันจะรอ”
ฤดูร้อนใกล้สิ้นสุด เมื่อสายลมพัดผ่านใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ น้ำตัดสินใจไปเรียนโยคะที่สนามหญ้า ตรงจุดที่เธอเคยเจอภัทรครั้งแรก…โดยไม่คาดคิด เขากลับมาวันนั้นเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างยิ้มเขิน
“ยังทำงานกลุ่มอยู่ไหม?” น้ำถามเสียงเขิน
“ทุกอย่างยังเหมือนเดิม…แต่ขาดเธออยู่” ภัทรตอบเบา ๆ
“พี่กลัวอะไรมั้ย” น้ำเอ่ยถามเฉียบพลัน
“กลัวเหมือนกัน…กลัวเสียเธอ เกือบไม่ได้ขอโทษ กลัวทั้งนั้น” เขามองตา น้ำยิ้มเศร้าโศก
“น้ำก็กลัว…แต่ถ้ามีใครสักคนที่เข้าใจ บางทีมันก็พอแล้ว”
แล้วสายลมอุ่นฤดูร้อนพัดผ่าน กลีบดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ปลิวตามความหวังเล็ก ๆ น้ำเอื้อมมือแตะมือภัทรเบา ๆ ไม่มีคำพูดใดต่อจากนี้ มีเพียงรอยยิ้มแสนอุ่นที่วาดอยู่กลางดวงตาทั้งสองคน โลกอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่หัวใจที่เติบโตด้วยความซื่อสัตย์ อภัย และกล้าที่จะรัก…อาจสำคัญกว่าทุกความคาดหวัง