ใต้แสงสีสุดท้ายของฤดูฝน
เสียงฝนตกกระทบหลังคาตึกคณะอย่างต่อเนื่องทว่าไม่รุนแรง เช้าของวันเปิดเทอมปีสุดท้าย ศิรินเร่งฝีเท้าเข้าอาคาร สำหรับเธอ วันพิเศษเช่นนี้เต็มไปด้วยเป้าหมายใหม่ ศิรินจับสายสะพายทีมงานงานรับน้อง สีเหลืองสด เหงื่อซึมเล็กน้อย เธอตวัดสายตามองหาว่ามีใครเข้าร่วมกิจกรรมสายบ้าง ก่อนจะหันไปเห็นพัท แบกกระเป๋าเป้ผ้าเปียกน้ำเดินตรงผ่านข้างตึกโดยไม่แยแสสายตาใครเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เธอมาทำอะไรตรงนี้ ใกล้เปิดกิจกรรมแล้วนะ” ศิรินถามพลางยืนกางร่มบังศีรษะให้พัท แม้ทั้งคู่จะเรียนคณะเดียวกัน แต่แทบไม่เคยคุยกันเลย พัทเงยหน้ามอง งงเล็กน้อย
“เดินผ่าน… ผมไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม” เสียงเขานิ่ง ราบเรียบ
“แต่ปีสี่พี่ควรเป็นตัวอย่างน้องนะ” ศิรินย้ำ พยายามยิ้มกลบเกลื่อนความเก้อ
“ผมมีเรียนเช้า” พัทตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงกลับลานกว้าง ศิรินมองแผ่นหลังเขาตากฝน หญิงสาวกับอารมณ์ปะทะแรกของเช้าวันเปิดเทอม
ช่วงบ่าย เสียงหัวเราะจากมุมคาเฟ่ในคณะ ศิรินยืนถกปัญหาเตรียมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ พลันได้ยินเสียงคนลากเก้าอี้ใกล้โต๊ะ พัทนั่งแยกตัวอยู่ที่ริมหน้าต่าง บนโต๊ะแผ่กระดาษวาดรูป กระดาษเปื้อนสีเปียกแทบจะพร่าไปตามเหงื่อและไอน้ำฝน เขาเอาแต่ก้มหน้าวาด ไม่สบตาใคร
“เขาเป็นแบบนี้ประจำเลยเหรอ” เพื่อนสาวของศิรินกระซิบถาม
“เมื่อก่อนก็ไม่เห็นแปลกใจอะไร แต่ปีนี้ยิ่งเงียบขึ้นอีกนะ” ศิรินตอบเบา ๆ แล้วเหลือบมองพัทพลางสงสัยว่าอะไรซ่อนไว้ใต้ความนิ่งขรึมแบบนั้น
เย็นวันเดียวกัน พัทเดินเข้าห้องสมุด หลีกผู้คน สอดแทรกเข้าไปในโซนเงียบที่สุด หยิบสมุดร่างแบบหนาเล่มเล็ก เขามีรายการรูปที่ต้องฝึกวาดเพื่อสมัครทุนปริญญาโทต่างประเทศ พัทหยุดร่างเพียงชั่วขณะ เมื่อสายตาสะดุดกับรอยเปียกน้ำฝนบนขอบกระดาษพลางถอนหายใจเบา ๆ
ขณะที่ศิรินยุ่งวุ่นอยู่กับทีมงาน เสียงฝนพรำอยู่ข้างนอก ผู้อำนวยการกิจกรรมเดินมากระซิบกับเธอ
“ไม่ต้องเครียดเรื่องยอดนักศึกษาหรอก งานรับน้องปีนี้ก็ตั้งใจดีอยู่แล้ว ผ่อนคลายบ้างเถอะนะศิริน”
ศิรินฝืนยิ้ม อดใจไม่พูดอะไรออกมา สายตาเธอเบนออกไปนอกหน้าต่าง พบท้องฟ้าที่หม่นมัวและความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้กำลังคืบคลานเข้ามา
ไม่กี่วันต่อมา แผ่นกระดาษโฆษณารับสมัครงานวาดภาพประกอบซ้อนอยู่บนบอร์ดหน้าคณะ พัทหยุดดูเงียบ ๆ ศิรินเดินออกมาตรงเจอพอดี เมื่อรู้ว่าเขาสนใจ เธอจึงยื่นชวนทั้งที่คิดว่าเขาคงจะปฏิเสธ
“สนใจไหม ไม่ต้องออกงานหน้าเวที แค่วาดประกอบกิจกรรมก็พอ”
พัทลังเล ก่อนจะตอบเบา ๆ “ถ้าไม่ต้องพูดบนเวที… ผมลองก็ได้”
ศิรินอมยิ้มตอนที่เห็นแววตาตั้งใจแวบหนึ่งในดวงตาเงียบ ๆ ของเขา
ต่อมา… ศิรินกับพัททำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น ศิรินนั่งจัดรายการงานข้าง ๆ ขณะที่พัทนั่งร่างภาพประกอบ เขาวาดรูปจริงจัง แต่แอบสังเกตศิรินซึ่งเอาแต่คุยโทรศัพท์คุยเรื่องอุดมการณ์ ฝนยังคงโปรยลงตามกระจกหน้าต่าง
“ยุ่งขนาดนี้ยังจะมาช่วย วาดไหวเหรอ” ศิรินหันมาหาเสียงเอือมแฝงความห่วงใย
“วาดรูปไม่ต้องใช้เวลาเท่าทำกิจกรรมของเธอหรอก” พัทเงยมามอง เงียบ ๆ
บรรยากาศอึดอัดแต่ไม่ถึงกับขัดแย้ง ศิรินรับความนิ่งของเขาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ฝนตกอีกครั้งหลังเลิกเรียน ศิรินเผลอลืมร่มไว้ที่อาคารกิจกรรม พัทเดินนำออกจากอาคาร เห็นเธอยืนลังเลหน้าประตู หญิงสาวกัดปากแน่นสายตาไล่ระหว่างฟ้ากับทางเดินเปียกฝนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
พัทชะงัก ก่อนยื่นร่มเก่า ๆ ที่เขาพกมาให้ เขาไม่ได้พูดอะไร สายตาก็เหมือนจะหันไปทางอื่น
ศิรินรับร่มยิ้มจาง ๆ “ขอบใจ…เอ้อ พรุ่งนี้จะวาดรูปกลางแจ้ง ไปด้วยกันไหม”
พัทพยักหน้าอย่างกลั้นยิ้ม ไม่ตอบอะไร ศิรินรู้สึกเหมือนวันนี้ดีขึ้นมากกว่าทุกวัน
เช้าวันเสาร์ ถนนเปียกจากฝนเมื่อคืน พัทกับศิรินนั่งมองวิวเมืองเก่าริมแม่น้ำ พัทเอารูปพิมพ์เล็ก ๆ มาโชว์ให้ศิรินดู สีในรูปค่อนข้างหม่นแต่แฝงชีวิต
“ไม่เคยบอกใครเลยเหรอว่าชอบศิลปะขนาดนี้” ศิรินชวนคุยแบบจริงจังครั้งแรก
พัทหยุดคิดนาน “เมื่อก่อน…เคยคิดว่าบอกไปก็ไม่มีใครเข้าใจ สุดท้ายก็เลยเก็บไว้ดีกว่า”
ศิรินพยักหน้า ทั้งคู่เงียบ เสียงฝนริมหูตลอดเวลา
ในวันนั้นเอง ศิรินแบ่งปันว่าเธอเคยโดนเพื่อนร่วมทีมด่าว่าทำงานเกินตัว บ้างก็เหนื่อยจนเกือบถอดใจ เส้นทางความฝันของทั้งคู่จึงเผยออกทีละน้อย ใกล้เคียงแต่สวนทางกัน
ฤดูฝนยังไม่จาง ศิรินกับพัทมักกลับบ้านด้วยกัน ศิรินคอยชวนคุยเรื่องชีวิต พัทเริ่มเล่าความฝันและอดีตที่เจ็บปวดให้ศิรินฟังมากขึ้น พวกเขาหัวเราะกับเรื่องเล็กน้อย ล้อเล่นเสียดสีทุกครั้งที่พูดถึงอนาคต แล้วเงียบขรึมเมื่อพูดถึงครอบครัว
“พ่อแม่ฉันอยากให้เป็นนักกฎหมาย” ศิรินพูดเสียงเนือย พัทไม่ได้หันมอง ริมฝีปากเขากระตุกราวกับจะพูดสิ่งหนึ่งแต่เปลี่ยนใจ
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะยังเลือกทางนี้ไหม” พัทถามกระซิบข้างสายฝน ศิรินนิ่งนาน
“ถ้าไม่เป็นแบบนี้…ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองเข้มแข็งขนาดนี้เหมือนกัน”
ทั้งสองยิ้มเจื่อน เงียบสงัดยามค่ำคืนเช่นนี้ นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เริ่มผูกแน่นขึ้นอย่างช้า ๆ
แต่ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวเมื่อศิรินติดประชุมกับเครือข่ายกิจกรรมต่างมหาวิทยาลัย บ่อยครั้งที่พัทรอนานเกินไป เขาไม่พูดอะไรตอนอยู่ด้วยกัน แต่เงียบลงเรื่อย ๆ ศิรินเองเริ่มรู้สึกผิดในใจ
เย็นวันหนึ่งหลังประชุมล่าช้า ศิรินเดินกลับมาที่คณะ พบว่าพัทกำลังรออยู่ตรงบันได เขานั่งวาดรูปในสมุด แต่เมื่อเห็นศิริน เขาเก็บของเงียบ ๆ กำลังจะลุกไป
“ขอโทษที่ให้รอ…มันเลิกนานกว่าที่คิด” ศิรินเสียงแผ่ว
พัทพยักหน้าช้า ๆ สบตาเธอสั้น ๆ รอยเสียดสีจาง ๆ หลุดออกมาจากรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร ฉันก็ได้วาดรูปไปเรื่อย”
“แต่อย่าโกรธเลยนะ”
เขาพยักหน้าเหมือนเดิม แต่ความเงียบระหว่างพวกเขาหนาแน่นขึ้น
อีกวันศิรินยืนต่อแถวซื้อกาแฟโดยมีพัทอยู่ข้าง ๆ เธอพูดพลางหลบตา “เราจะรักษาคำพูดกับใครสักคนไว้ได้จริง ๆ ไหมนะ ถึงแม้ต้องเสียบางอย่าง”
พัทชะงัก มือที่กำลังหยิบเงินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตอบ “แต่บางที…ก็เสียมากกว่าที่คิดไว้” เสียงเขาขุ่น แต่รีบกลบเกลื่อน
เดือนใหม่ ฝนซาเล็กน้อย ศิรินได้รับโอกาสจากอาจารย์ที่ปรึกษาให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนกับเครือข่าย NGO ต่างจังหวัด 3 เดือน พัททราบข่าวนี้จากเพื่อนร่วมคณะ เงียบไปอึดใจหนึ่ง
ตอนเย็น ศิรินเดินเข้ามาหาพัทที่โต๊ะเดิมในคาเฟ่ เธอหยุดนิ่ง ซึมเศร้าแต่ฝืนยิ้ม
“ฉันจะไปต่างจังหวัด…ไม่กี่เดือนหรอก”
พัทสบตานิ่งนาน “ก็ดี…ฉันว่ามันจะทำให้เธอเข้าใจตัวเองมากขึ้น”
ศิรินโกรธนิด ๆ ที่ดูเหมือนไม่แยแส “เธอไม่รู้หรอกว่าคนที่ต้องเลือกอะไรบางอย่างมันยากขนาดไหน”
พัทไม่ตอบ ดวงตาเขาแฝงความเศร้า เขาลุกเดินออกจากร้านไปอย่างช้า ๆ ศิรินก้มหน้าลง น้ำตาซึม…
ระยะเวลาที่ศิรินไปต่างจังหวัด เหมือนทั้งสองคนหลบเลี่ยงการติดต่อ พัทใช้เวลาวาดรูปมากกว่าเดิม เริ่มซ้อมผลงานส่งทุนต่างประเทศ แต่งานที่เคยวาดร่วมกับศิรินไม่มีชิ้นใดเสร็จ ความเงียบกินใจทั้งสองฝ่าย
จนกระทั่ง…ศิรินโทรหาพัทกลางดึกด้วยเสียงสั่น “เรากำลังจะไม่ได้กลับไปคณะ…เราคิดถึง”
“วาดรูปอะไรอยู่” เสียงเธอสั่น พัทตอบรับแผ่วเบาว่าไม่ได้วาดอะไรเลย เขารู้สึกว่างเปล่า ในความเงียบ ทั้งสองฟังเสียงฝนตกที่ที่ต่าง พูดคุยกันสั้น ๆ แล้ววางสายไป
เวลาผ่านไป ศิรินกลับขึ้นกรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอม พบคณะที่คึกคักและโลกที่เปลี่ยนแปลง พัทก็ได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ แต่เขาไม่พูดถึงกับใคร ศิรินรู้ผ่านเพื่อนร่วมรุ่นเท่านั้น
เธอเดินเข้าไปหาพัทที่ห้องศิลปะ เขานั่งลังเล สมุดวาดเปิดค้างไว้ ศิรินเอ่ยเสียงแผ่ว “ทำไมไม่บอกเราเรื่องทุน”
พัทเม้มปาก “ฉันยังไม่แน่ใจว่าจะไป…”
“เธออยากไปหรือเปล่า” ศิรินจ้องหน้า
พัทหลบตา “กลัวว่าทุกอย่างจะหายไปอีก”
“เธอเคยเสียอะไรมากที่สุดในชีวิตไหม” ศิรินถามแผ่ว ๆ
พัทเงียบ ก่อนพูดช้า ๆ “เคย…เสียเพื่อนไป เพราะไม่กล้ายืนหยัดกับความฝันตัวเอง”
ศิรินนั่งลงข้าง ๆ “เราก็เรยกลัว…กลัวเสียคนที่เข้าใจที่สุดเหมือนกัน”
สองคนจ้องตากันน้ำตาคลอ ต่างลังเลจะพูดความจริงในใจ กระทั่งเสียงโทรศัพท์ของศิรินดังเข้า เรียกประชุมด่วน
“เราไม่รั้งเธอหรอกนะ” พัทบอกเบา ๆ เมื่อหญิงสาวรีบลุกไป
ฤดูฝนกำลังจะสิ้นสุด เมฆเทาหายไปแสงอ่อนของเช้าแรกแห่งฤดูหนาวเยือนคณะ ศิรินกับพัทเดินชนกันหน้าตึกอีกครั้ง ทว่าวันนี้ไม่มีร่ม ไม่มีฝน มีเพียงพวกเขาและความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
“ฉันจะไปเรียนต่อ” พัทพูดขึ้นเบา ๆ
ศิรินยิ้มรับแม้น้ำตาคลอ “ฉันก็จะไปต่อเหมือนกัน ฝันของเราอาจไม่เหมือนกันแต่ฉันดีใจที่ได้เดินด้วยกันถึงตรงนี้”
พัทหัวเราะนิด ๆ “งั้นขอวาดรูปเธอหน่อย จะได้พกไปต่างแดน”
ศิรินแกล้งแย่งสมุดวาดของเขา “รอดูตอนเจอกันอีกทีก็พอ”
เสียงหัวเราะกลบความเศร้า ทั้งสองเดินจากกันช้า ๆ ในแสงอาทิตย์อ่อน ๆ วันสุดท้ายของฤดูฝน ความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่เติมเต็มหัวใจ ให้สองคนเติบโต ด้วยการเรียนรู้ที่จะเดินต่อไป ในเส้นทางของตัวเอง…