ตำนานแห่งวาเรย์ลา : เกาะที่เคลื่อนที่ได้และสายรุ้งโพยมาร
เหนือมหาสมุทรไร้ขอบเขต ฟากฟ้ากว้างใหญ่ดุจผืนผ้าไหมสะท้อนเงาแสงรุ้ง สายหมอกละมุนล้อมรอบเกาะวาเรย์ลาซึ่งลอยเคลื่อนไปเรื่อยในความสูงเหนือพื้นโลก หลายผู้คนกล่าวว่านี่คือเกาะที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง วันหนึ่งจะลอยเหนือพายุสีเงิน อีกวันจะอ้อยอิ่งข้างดวงจันทร์ที่สามของฤดูวารีภิรมย์ เรื่องเล่านั้นเริ่มต้นในเช้าของฤดูแล้ง เมื่อเด็กหนุ่มชื่อโซรัม แห่งหมู่บ้านขอบรุ้ง เพิ่งตื่นขึ้นพร้อมเสียงลมเย็นปะทะหน้าต่างไม้สลักรูปคลื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โซรัมมีแววตาเข้มดั่งฟ้าหลังฝน เขาออกไปยังลานกลางหมู่บ้าน ท่ามกลางกลุ่มเด็กน้อยที่กำลังเล่นคว้าก้อนเมฆปลอม ซึ่งชาวหมู่บ้านสร้างขึ้นด้วยเครือเถาบิดเป็นรูป เมฆของพวกเขาไม่เบาหวิวดังของจริง แต่หัวเราะเบาหวิวพอจะลอยไปถึงยอดงิ้วไฟที่ต้นสูงสุดในหมู่บ้าน
เสียงร้องเรียกดังขึ้น “โซรัม ช่วยปีนเอารังนกแม่งิวให้ที!” โซรัมลังเล เหงื่อไหลซึมข้างขมับ เขากลัวความสูงมาตั้งแต่จำความได้ หัวใจเต้นรัวติดขัดเหมือนเกียร์ล้อแตก เด็กน้อยสองคนยื่นมือเข้ามา “นายปีนเก่งนะ ต้องปีนได้อยู่แล้ว” สายตาของเด็กๆ ทำให้โซรัมเลือกเงยหน้าขึ้น เขากัดฟันจับต้นไม้ ปีนอย่างทุลักทุเล ต้นงิ้วน้อยโยกคลอนบางจังหวะเหมือนหัวใจของเขา เมื่อล้มลงสู่พื้นพร้อมเสียงเอะอะ โซรัมกลับหัวเราะตาม ก่อนจะพบว่านกน้อยในรังบินหนีไปแล้ว
แม่ของโซรัม ใบหน้าสงบราวผืนผ้าไหม ลูบหัวลูกชาย “ลูกไม่ต้องรีบพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น รุ้งฟ้ายังฉายแสงได้แม้อยู่นอกสายตาทุกคน” ประโยคนั้นทิ้งไว้กลางใจ แต่อีกครู่หนึ่งเสียงหวีดแปลบแหลมผ่านอากาศ ทุกคนหันไปณจุดเหนือยอดงิ้วไฟ สิ่งหนึ่งกำลังโบยบิน มันคล้ายสิ่งมีชีวิตแต่โปร่งใสราวม่านน้ำสีรุ้ง — เวินราส สัตว์วิเศษแห่งสายลม
เวินราสตัวนั้นลอยโฉบต่ำ โฉบวาดเงารอบเกาะ รูปร่างมันยืดยาวแผ่วเบา ประกายวาวแฝงในเนื้อเยื่อ คล้ายงูผสมปลาขนาดใหญ่ กลางลำตัวมีเกล็ดฝังเหลือบส่อง หางของมันเหมือนสายไหมโปร่ง มันบินสูงลิ่วไปราวเต้นรำแล้วเลือนกลับสู่ม่านเมฆ เพียงเหลือรอยรุ้งวาวในตาวัยเยาว์ทั้งหมู่บ้าน
โซรัมเผลอยื่นมือขึ้น “มันมาอีกแล้ว…” เสียงหนึ่งดังข้างหู “ใครไม่กลัวเวินราสกันบ้าง?” เพื่อนชื่อวารีขยิบตา “เขาเล่าว่ามันสามารถเอาดวงวิญญาณคนขี้ขลาดไปซ่อนในสายรุ้งได้” โซรัมได้แต่ฝืนหัวเราะ ในใจเต็มไปด้วยคำถาม เวินราสเป็นเพียงตำนาน หรือผู้พิทักษ์สมดุลแห่งเกาะนี้กันแน่
เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เสียงลมพัดพาเรื่องเล่าเก่าแก่กลับคืน “ครั้งใดที่เกาะเคลื่อนไปไกล ย่อมเกิดรอยแตกร้าวบนท้องฟ้า ต้องมีผู้กล้าเดินทางหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเรียกว่าสายรุ้งโพยมาร” ผู้เฒ่าชาวบ้านว่าขณะที่นั่งผิงไฟ ร่างสูงงอเหมือนกิ่งไม้ตากแห้ง โซรัมฟังนิ่ง คนในหมู่บ้านต่างกลัวการออกเดินทางนอกขอบเกาะ แต่วงไฟในคืนนั้นเหมือนเปิดขอบฟ้าให้ไกลกว่าที่เคย
เช้าวันถัดมา ลมกรรโชกแรงเต็มท้องฟ้า เกาะทั้งเกาะสั่นไหวราวจะหล่นลงมาบนผืนน้ำ ทุกครัวเรือนต่างเร่งเย็บซ่อมใบเรือประจำบ้านกันอลหม่าน ผู้ใหญ่โผล่หน้าต่างชี้ไปทางปลายฟากฟ้า “รอยร้าวแห่งท้องฟ้ากำลังเปิด หากไม่หาสายรุ้งโพยมารมา รอยแยกจะกลืนเกาะทั้งเกาะ!” เสียงตื่นตกใจดังไปทั่วทุกหลัง
“ทำไมต้องเป็นเรา…” โซรัมพึมพำกับตัวเอง เขาเดินสวนกับสายลมไปทางอ่าวตะวันออก สะพายกระเป๋าผ้าใบเดียวแน่นเสียง ฝีเท้าหนักอึ้ง วารีรีบวิ่งตามเขามา “นายไม่ต้องไปคนเดียว ยังไงฉันก็ไม่ปล่อยให้นายหลงทาง” รอยยิ้มของวารีคลายความกลัวลงบ้าง
เด็กสองคนเดินไปยังหุบเหวฟ้าร่วง ที่ซึ่งมีตำนานเล่าว่าเป็นที่พักของเวินราสตอนฟ้าปิด ผืนหญ้าสีเงินส่งเสียงกรูกราวล้อกับสายลม ต้นไม้สีกายายื่นกิ่งก้านขวางทางเป็นอุปสรรคแรกของการเดินทาง “ดูดีๆ นะ กิ่งไม้พวกนี้ถ้าถูกต้องจังหวะจะพาเราข้ามเหวได้” วารีหัวเราะ โซรัมลองก้าวเท้า กิ่งไม้ขยับตามแรงลมอย่างมหัศจรรย์ เด็กทั้งสองจึงไต่กิ่งไม้ข้ามเหวทีละคน จนได้ยินเสียงลมหวีดราวมีชีวิต เวินราสว่ายโฉบข้ามหัวสองคน ทิ้งละอองรุ้งลงบนมือโซรัม
ละอองสีรุ้งนั้นร้อนวาบ โซรัมบีบมือแน่น เกิดภาพในหัว รอยแยกท้องฟ้า สายรุ้งลึกลับ ทาร์รา — ผู้พิทักษ์สายรุ้งโพยมาร แม่เฒ่าเงากับคำทำนาย: ต้องพิสูจน์ว่าคู่ควรจึงจะขอความช่วยเหลือจากทาร์ราได้ สายรุ้งโพยมารที่ไม่มีวันที่ใครทอดสายตาได้ครบทุกเฉด ยกเว้นผู้กล้าหาญเป็นที่สุด
ตกเย็น เขาและวารีพักบนเนินหญ้าปลิว มองเห็นหอคอยคริสตัลโปร่งใสไกลลิบ พวกเขาถกเถียงกันถึงตำนาน กล่าวกันว่าต้องแลกบางอย่างจึงได้สายรุ้งโพยมาร วารีถาม “นายพร้อมเสียสละความกลัวไหม?” โซรัมตอบเสียงแผ่ว “ถ้ามันช่วยหมู่บ้าน…ก็คงต้องพร้อม” แต่แววตาเขายังมีเงาเหมือนเมื่อครั้งนั้นในรังนก
กลางคืน วันถัดมา พวกเขาบังเอิญเจอเวินราสแปลงร่างจำแลงเป็นหญิงสาวผมยาวลอยโปร่ง ที่เปลือกตาแต้มละอองรุ้ง หญิงนั้นเอื้อมมือสัมผัสไหล่โซรัม หลังน้ำตาเธอหล่นเป็นหยดแก้ววาว “ข้ามีชื่อว่าตารี” เธอเอ่ย “เจ้าทั้งสองกลัวฟ้าหรือกลัวหัวใจตนเอง” วารีดูงุนงง แต่โซรัมคิดนานก่อนเอื้อนเอ่ย “เรากลัวสิ่งที่ตามองไม่เห็น…กลัวว่าทุกอย่างที่ทำจะสูญเปล่า”
ตารีพาย้อนกลับไปยังท้องน้ำเหนือหมอก เผยให้เห็นประตูโปร่งแสงทอดสู่เกาะเลื่อนไหลแห่งเวินราส ทั้งสามเดินข้ามสะพานรุ้งเย็นเฉียบ ภายในเกาะมีสัตว์น้อยใหญ่วิเศษมากมาย ทั้งฟ้าแรกราตรี—aura แห่งความหวัง ตัวเล็กเร็วปราด บินวนเป็นวง และอุมิส — อีกัวเน่กลุ่มเมฆที่ปรับสีตัวตามอารมณ์รอบข้าง โซรัมตื่นตาตื่นใจ แต่หัวใจยังหนักอึ้ง ต่อเมื่อเวินราสทั้งฝูงโบยบินท่ามกลางสายฟ้า การเต้นรำแห่งรุ่งอรุณจึงเริ่มขึ้น
ตารีเฉลยภารกิจก่อนเข้าสู่ใจกลางหมู่อัญมณี: “ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตนกลัว ต้องเสียสละบางอย่างแทนการขอพร” เธอเผยดวงแก้วสีรุ้งในฝ่ามือ “ข้าสามารถพาเจ้าไปถึงสายรุ้งโพยมารได้ แต่ว่า…เจ้าต้องตอบคำถามเดียว” โซรัมลังเลขณะสะท้อนเงาใจตัวเอง “ถ้าหมู่บ้านปลอดภัย แต่เจ้ากลัวไปจนตาย เจ้าจะเลือกช่วยสินะ?”
โซรัมสูดหายใจลึก เสียงสายลมกรูเกรี้ยวและเสียงหัวใจแทรกกันในอก “ข้ากลัว…แต่จะไม่เป็นไรถ้าเพื่อนและทุกคนยังอยู่ ถ้าไม่กลัวเลยเราก็อยู่คนเดียว สุดท้ายข้าอยากกลัวแล้วเดินไปด้วยกันมากกว่ายอมแพ้ต่อเงาในใจ”
ละอองรุ้งแตกกลายเป็นทางเดินส่องแสง เวินราสฝูงทั้งหลายแหวกขบวนพร้อมตะโกนร้องเสียงลม เปล่งเสียงในคืนฟ้าเปิด ตารีมอบสายรุ้งโพยมารให้เหยียบย่าง โซรัมและวารีจับมือข้ามสะพานจนถึงยอดฟ้าเหนือเส้นขอบเกาะ
เมื่อเดินครบทุกเฉดของสายรุ้ง โซรัมล้อกับเงาในใจตนเอง ละทิ้งความกลัว — ไม่ใช่เพราะกลายเป็นผู้ปราศจากความกลัว หากแต่เรียนรู้จะยอมรับมัน รอยแยกท้องฟ้าปิดสนิท คลื่นเกาะวาเรย์ลาเคลื่อนสู่ความสงบ เงาเวินราสเผยร่างจริงไปร่ายรำเล่นกับหมู่เมฆอย่างเสรี
เมื่อกลับมายังหมู่บ้าน ทุกคนร่วมเฉลิมฉลอง โซรัมไม่เปลี่ยนเป็นวีรบุรุษผู้ไร้ที่ติ หัวใจเขาเต็มไปด้วยริ้วคลื่นขลาดอย่างเป็นธรรมชาติ วารีำปามือแปะไหล่เขา “นายกลัวได้ แต่อย่าหยุดเดินเพราะมัน”
วันคืนล่วงเลย เกาะเคลื่อนไหลดังเดิม ชาวเมืองเชื่อในคำเล่าใหม่ “ตราบใดที่ยังกลัว ความกล้าหาญจะไม่สูญสิ้น” และเวินราสจะเฝ้าสมดุลสายรุ้งโพยมารต่อไป เหนือฟากฟ้าที่มีทั้งแสงและเงาต่อเนื่องไม่สิ้นสุด