ตำนานชามเงียบแห่งทะเลทรายลิร
ในกาลก่อนที่นกยังไม่รู้จักท้องฟ้า และลมยังต้องคลานไปตามพื้นดิน มีทะเลทรายแห่งหนึ่งชื่อว่าลิร ทะเลทรายนั้นมิได้เงียบเหมือนทะเลทรายอื่น หากร้องเพลงอยู่ตลอดเวลา ยามเช้าเนินทรายจะฮัมเป็นเสียงต่ำคล้ายหม้อดินเดือด ยามบ่ายเม็ดทรายจะดีดกันเป็นประกายเสียงแหลมเหมือนฝนทองตกลงบนหลังคา และยามค่ำคืน เนินทรายทั้งผืนจะร้องเพลงยาวจนดวงดาวสั่นไหว ผู้คนที่เกิดริมลิรจึงไม่ถามกันว่าอากาศวันนี้ร้อนหรือหนาว แต่ถามว่า “วันนี้ทรายร้องด้วยใจแบบไหน” เพราะในโลกนั้น เสียงมิใช่สิ่งที่หายไปหลังจากเปล่งออกมา เสียงทุกเสียงจะตกลงบนพื้น กลายเป็นฝุ่นละเอียด แล้วรอวันถูกลมพาไปเล่าใหม่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมืองเดียวที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายลิรชื่อว่าอิรามู เป็นเมืองเตี้ย ๆ ทำจากดินเผาสีแดงคล้ำ ไม่มีหอสูง ไม่มีบัลลังก์ ไม่มีประตูทอง เพราะคนอิรามูเชื่อว่าความสูงเกินไปทำให้เสียงหลงทาง บ้านทุกหลังจึงมีหูดินเผายื่นออกมาจากผนังเพื่อรับฟังเพลงของทราย พวกเขามีธรรมเนียมประหลาดหลายอย่าง เด็กแรกเกิดจะไม่ได้รับชื่อจนกว่าจะหัวเราะครั้งแรก คนตายจะถูกฝังพร้อมถ้วยเปล่าเพื่อให้โลกดื่มเสียงลมหายใจสุดท้าย และทุกคนห้ามร้องเพลงขณะโกรธ เพราะความโกรธที่มีทำนองจะฝังตัวลึกกว่าหนามกระบองเพชร ในคืนสุดท้ายของเดือนแห้ง ผู้คนจะนำเสียงที่ตนเก็บไว้ตลอดปีใส่ไหเล็ก ๆ แล้วนำไปเทคืนแก่เนินทราย เพื่อให้ลิรร้องเพลงต่อไปได้อย่างอ่อนโยน
เด็กหนุ่มชื่อ ลุมไร เกิดในตรอกช่างปั้นไหใกล้บ่อเสียงกลางเมือง แม่ของเขาเคยเป็นผู้ฟังทราย ผู้มีหน้าที่นอนแนบหูบนพื้นตอนรุ่งสางเพื่อแปลทำนองของทะเลทรายให้ชาวเมืองฟัง แต่แม่จากไปในพายุเสียงเมื่อเขายังเล็ก เหลือไว้เพียงผ้าคลุมสีเทาที่มีกลิ่นฝนซึ่งอิรามูแทบไม่เคยเห็น ลุมไรจึงโตมากับความกลัวสองอย่าง กลัวความเงียบ เพราะความเงียบทำให้เขานึกถึงวันที่ไม่มีเสียงแม่ และกลัวการถูกลืม เพราะเขาเห็นว่าชื่อของคนจำนวนมากถูกลมพัดจนบางลงทุกปี เขาฝันจะปั้นไหใบหนึ่งที่เก็บเสียงฝนแรกของโลกได้ หากทำสำเร็จ ทุกคนจะจำชื่อเขาได้ ไม่ใช่ในฐานะลูกของผู้หญิงที่หายไป แต่เป็นช่างปั้นผู้ทำให้เมืองแห้งแล้งได้ยินฝน
ลุมไรมีมือที่ดีมาก ดินที่คนอื่นนวดแล้วแข็งเหมือนกระดูก เมื่ออยู่ในมือเขาจะอ่อนราวกับลมหายใจ แต่เขามีนิสัยเร่งรีบและชอบให้คนมอง เขาไม่ชอบพิธีฟังทรายซึ่งต้องนั่งนิ่งนานหลายชั่วโมง เขามักพูดว่า “ถ้าทรายมีเรื่องจะบอก ก็ควรพูดให้ชัด ไม่ใช่ครางอ้อม ๆ เหมือนคนกลัวคอแห้ง” ป้าเธม ผู้เลี้ยงดูเขาหลังแม่หายไป มักตอบด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “โลกไม่ได้พูดช้าเพราะโง่ ลุมไร บางทีคนต่างหากที่รีบจนได้ยินไม่ครบ” แต่ลุมไรมักยิ้ม กลบเกลื่อน แล้วกลับไปแต่งปากไหของตนให้สวยกว่าเดิม เขาเชื่อว่าความงามดังพอจะทำให้ผู้คนหยุดฟัง
ในปีที่เรื่องทั้งหมดเริ่มต้น ทะเลทรายลิรร้องเพลงผิดทำนองตั้งแต่วันแรกของฤดูแห้ง เสียงยามเช้ากลายเป็นเสียงครวญเหมือนเชือกชื้นถูกบิด ยามบ่ายทรายดีดตัวเป็นจังหวะสะดุดเหมือนหัวใจคนโกหก และยามค่ำคืนบางบ้านตื่นขึ้นมาพบว่าตนลืมเสียงหัวเราะของคนในครอบครัวไปแล้ว เด็กหญิงคนหนึ่งร้องไห้เพราะจำไม่ได้ว่าพ่อของตนเคยเรียกชื่อเธออย่างไร คนขายเกลือลืมเพลงที่ใช้ไล่แมลงออกจากถุงสินค้า จนแมลงใสกินเงาเกลือไปครึ่งตลาด สภาผู้ฟังทรายจึงประกาศว่าจะมีพิธีคืนเสียงใหญ่กว่าทุกปี ทุกครอบครัวต้องนำเสียงล้ำค่าที่สุดของตนมาเทให้ทะเลทราย เพื่อปรับทำนองลิรให้กลับสู่สมดุล
ลุมไรฟังประกาศแล้วใจหด เขามีเสียงล้ำค่าเพียงเสียงเดียว คือเสียงแม่ร้องเพลงสั้น ๆ ก่อนนอนซึ่งเขาเก็บไว้ในไหเล็กใต้เตียงมาตั้งแต่เด็ก เสียงนั้นเบาและพร่า แต่เมื่อเขาเอาหูแนบไห เขาจะได้ยินแม่ฮัมเหมือนเมฆกำลังปัดฝุ่นออกจากตัวเอง เขาไม่อยากคืนมันให้ทะเลทราย เขาคิดว่าคนทั้งเมืองมีเสียงตั้งมากมาย เหตุใดต้องเอาเสียงเดียวที่ทำให้เขายังไม่ลืมแม่ไปด้วย ในความไม่พอใจนั้นเอง เขานึกถึงตำนานหนึ่งที่ช่างปั้นรุ่นเก่าพูดกันเบา ๆ ว่าใต้บ่อเสียงกลางเมืองมีเศษทำนองแรกของลิรซ่อนอยู่ ถ้าใครนำไปผสมดินเผา จะปั้นภาชนะที่เก็บเสียงได้ชั่วอายุของภูเขา
กลางคืนก่อนพิธี ลุมไรเอาเชือกป่าน ผ้าคลุมของแม่ และมีดขูดดินเล่มเล็กไปที่บ่อเสียง บ่อนั้นไม่มีน้ำ มีแต่ความมืดที่สั่นเป็นวง ๆ เมื่อใครพูดลงไป คำพูดจะตกถึงก้นบ่อแล้วกลับขึ้นมาในรูปเสียงที่แก่กว่าเดิม เด็ก ๆ ถูกสอนว่าอย่าโยนคำล้อเล่นลงบ่อ เพราะมันอาจกลับขึ้นมาเป็นคำสาป ลุมไรรู้กฎนั้นดี แต่ความฝันของเขาดังกว่าความกลัว เขาผูกเชือกกับเสาดิน เผยอฝาปิดบ่อ แล้วไต่ลงไป กลิ่นดินเย็น กลิ่นเสียงเก่า และกลิ่นฝนที่ไม่เคยตกผสมกันจนเขาเวียนหัว ที่ก้นบ่อ เขาพบก้อนดินสีเงินขนาดเท่าหัวแม่มือ มันเต้นเบา ๆ เหมือนมีแมลงนอนหลับอยู่ข้างใน
“ขอยืมหน่อยนะ” ลุมไรกระซิบ ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ “ข้าจะทำให้ทุกคนได้ยินฝน แล้วข้าจะคืนเจ้า”
ทันทีที่เขาหยิบก้อนดินสีเงินขึ้นมา บ่อเสียงก็หยุดสั่น เมืองทั้งเมืองเงียบลงชั่วอึดใจ เหมือนมีมือใหญ่ปิดปากโลก ลุมไรตกใจจนเกือบปล่อยของในมือ แต่แล้วเสียงของลิรก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ดังและแตกพร่าราวกับคนหลายพันคนพูดพร้อมกันจากใต้ทราย เขารีบปีนขึ้นและวิ่งกลับบ้านโดยไม่หันหลัง ด้านหลังเขา บ่อเสียงมีรอยร้าวเส้นหนึ่งเลื้อยขึ้นมาตามขอบบ่ออย่างช้า ๆ ราวกับรากไม้สีดำ
ลุมไรใช้ก้อนดินสีเงินผสมกับดินแดงของตน ปั้นไหใบใหญ่ที่คอแคบและท้องกลม เขาตั้งชื่อมันในใจว่า ไหฝนจำ เขาเผามันทั้งคืนโดยร้องเพลงที่จำได้จากแม่ แต่เพลงออกจากปากเขาไม่หมด เพราะส่วนหนึ่งของหัวใจรู้ว่าตนขโมยมา เมื่อรุ่งเช้า ไหสุกเป็นสีเทาอมฟ้า ผิวของมันมีลายคลื่นเหมือนท้องฟ้าถูกพับไว้ในดิน ลุมไรเอาหูแนบ ได้ยินเสียงหยดน้ำตกไกล ๆ เขาดีใจจนลืมความกลัว เขายกไหไปยังลานพิธี หวังให้ทุกคนตะลึงก่อนที่พิธีคืนเสียงจะเริ่ม
แต่เมื่อสภาผู้ฟังเทเสียงจากไหของชาวเมืองลงสู่เนินทราย เสียงเหล่านั้นไม่ซึมลงไปเหมือนทุกปี มันกระเด้งกลับขึ้นมาเป็นเส้นแสงคม ๆ บาดหูคนฟัง ชายชราล้มลงเพราะได้ยินคำขอโทษที่ตนไม่เคยพูดเมื่อห้าสิบปีก่อน เด็ก ๆ ปิดหูเมื่อเสียงทะเลาะของพ่อแม่ในอดีตบินวนเหนือหัวเหมือนฝูงแมลง ฝุ่นทรายหมุนขึ้นเป็นเสาสูงกลางลาน แล้วคำพูดมากมายก็หลั่งออกมาจากพื้นดิน ทั้งคำรัก คำโกหก คำสัญญา คำสาป คำหัวเราะ และคำตาย ปะปนกันจนไม่มีใครเข้าใจอะไรเลย ป้าเธมหันมามองไหในมือลุมไร ดวงตาของนางไม่โกรธก่อน แต่เจ็บก่อน “เจ้าเอาอะไรออกมาจากบ่อ” นางถามเสียงต่ำ
ลุมไรอ้าปากจะปฏิเสธ แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพบว่าคำโกหกบางคำมีน้ำหนักจนยกไม่ขึ้น เขามองคนทั้งลานที่กำลังทรุดลงเพราะเสียงเก่าทับร่าง มองบ่อเสียงที่แตกร้าวจนมีความมืดไหลออกมาเป็นควัน แล้วสารภาพว่า “ข้าเอาก้อนดินสีเงิน ข้าคิดว่ามันเป็นแค่ทำนอง ข้าอยากทำไหที่ทุกคนจำได้” ป้าเธมหลับตาสั้น ๆ เหมือนกลืนทราย นางบอกว่า “นั่นไม่ใช่ทำนอง นั่นคือปมเงียบที่ปิดปากสิ่งใต้ลิรไว้ตั้งแต่ก่อนเมืองนี้มีชื่อ”
ในวันนั้นเอง คำสาปโบราณตื่นขึ้น ผู้คนไม่ได้กลายเป็นหินหรือหลับใหล แต่เริ่มลืมการฟัง คนหนึ่งพูดทับอีกคนโดยไม่รู้ตัว แม่ไม่ได้ยินเสียงลูกร้อง ช่างซ่อมหลังคาไม่ได้ยินเสียงกระเบื้องแตกใต้เท้า แม้แต่สัตว์ก็สับสน อูฐคอผ้าใบซึ่งปกติเดินตามจังหวะระฆังทรายกลับพุ่งชนกำแพง เพราะไม่ได้ยินเสียงเท้าตนเอง เมืองอิรามูจะอยู่ได้ด้วยการฟัง หากฟังไม่ได้ บ่อเก็บเสียงจะล้น เนินทรายจะร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ จนความทรงจำทุกอย่างป่นเป็นฝุ่น ไม่มีใครลงโทษลุมไรในคืนนั้น เพราะไม่มีใครเหลือแรงโกรธ สภาเพียงสั่งให้เขาไปนำปมเงียบกลับสู่ที่เดิมก่อนพระจันทร์บางลงเจ็ดคืน มิฉะนั้นเมืองจะลืมชื่อตนเอง
ผู้ที่จะนำทางเขาคือ มูเซน ชายชราหลังค่อมผู้ทำแผนที่ด้วยปลายนิ้ว มูเซนไม่ได้ยินเสียงคนมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาฟังแรงสั่นของดินได้ดีกว่าผู้ฟังทรายทุกคน เขาพูดน้อยและไม่เคยมองปากคน เพราะเขาเชื่อว่าปากมักวิ่งเร็วกว่าความจริง เมื่อป้าเธมพาลุมไรไปพบ มูเซนกำลังลูบพื้นดินแล้วโรยผงถ่านเป็นเส้นแผนที่ “เจ้าขโมยสิ่งที่ไม่รู้จักเพราะอยากให้คนจำ” ชายชราพูดโดยไม่เงยหน้า “คนอยากถูกจำมักทำโลกเสียงดังเกินจำเป็น” ลุมไรหน้าแดง “ถ้าท่านจะด่า ก็รีบเถอะ เราต้องเดินทาง” มูเซนยิ้มมุมปาก “ข้าด่าเสร็จแล้ว ที่เหลือต้องให้ทะเลทรายด่าเอง”
พวกเขาออกจากเมืองเมื่อฟ้ายังเป็นสีครามไหม้ ลุมไรสะพายไหฝนจำไว้บนหลัง ภายในไหมีปมเงียบสีเงินสั่นเหมือนหัวใจที่ไม่ยอมไว้ใจใคร มูเซนถือไม้เท้าที่ปลายผูกกระดิ่งไร้เสียง กระดิ่งนั้นไม่ดัง แต่เมื่อใกล้รอยแยกของความทรงจำ มันจะเย็นจนเกิดน้ำค้าง ทั้งสองเดินผ่านทุ่งกระดูกเพลง ที่ซึ่งทำนองเก่าแข็งตัวเป็นซี่โครงโปร่งใสโผล่จากทราย ลมพัดผ่านทีไร ซี่โครงเหล่านั้นจะครางเป็นชื่อคนที่เคยหลงทาง ลุมไรรีบเดินเร็วขึ้น แต่ชายชราดึงแขนเขาไว้ “อย่าเดินหนีชื่อของคนตาย” มูเซนว่า “ถ้าเจ้าไม่ฟังเขา เจ้าจะเหยียบซ้ำบนความกลัวของตัวเอง”
คืนแรก พวกเขาพักใกล้กอไม้เสียงต่ำ ต้นไม้ชนิดนี้ไม่มีใบ มีแต่สายเส้นนุ่ม ๆ ห้อยลงมาเหมือนผมของคนแก่ มันกินคำพูดที่มนุษย์ไม่กล้าพูดและออกผลเป็นลูกกลมสีดำ เมื่อใครกัดผลนั้นจะได้ยินประโยคที่ตนหลบเลี่ยงมานาน มูเซนยื่นผลหนึ่งให้ลุมไร “กินเสีย จะได้เบาท้อง” ลุมไรส่ายหน้า “ข้าไม่หิว” ชายชราหัวเราะแห้ง ๆ “ไม่มีใครหิวความจริงหรอก” ลุมไรลังเลแล้วกัดเข้าไป รสขมและหวานกระจายเต็มปาก เสียงของตนเองดังขึ้นในหัวว่า ข้ากลัวว่าแม่จะหายไปจากโลกถ้าข้าปล่อยเพลงของนาง ลุมไรน้ำตาซึม เขากำผลไม้แน่นจนเปลือกแตก มูเซนไม่ปลอบ เพียงนั่งข้าง ๆ และเคาะพื้นเป็นจังหวะช้า ๆ เพื่อบอกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
เช้าวันต่อมา พวกเขาพบสิ่งมีชีวิตที่คนอิรามูเรียกว่า พรวนลม มันมีลำตัวยาวเท่าหมาป่าแต่บางเหมือนผ้าตาก ร่างของมันประกอบจากซี่กกโปร่งใสและขนละอองทราย เมื่อมันหายใจ ลมเล็ก ๆ จะพัดผ่านซี่กกเกิดเป็นเสียงเหมือนคนถอนใจ พรวนลมกินคำขอโทษที่ยังไม่ถูกเอ่ย มันจึงมักตามหลังผู้เดินทางที่มีเรื่องค้างใจ ฝูงหนึ่งเดินตามลุมไรมาตั้งแต่ตะวันขึ้น ยิ่งเขาหงุดหงิด มันยิ่งผอมและหิว มูเซนบอกว่า “ถ้าไม่อยากให้มันตาม ก็พูดสิ่งที่ติดคอเจ้า” ลุมไรหันไปมองสัตว์ตาใสเหล่านั้นแล้วพูดเบา ๆ “ข้าขอโทษที่ทำให้เมืองเจ็บ เพราะข้าอยากให้เมืองมองข้า” พรวนลมตัวหนึ่งดูดคำพูดนั้นเข้าไป ร่างของมันอวบขึ้นเล็กน้อย แล้วมันคายลมเย็นออกมาให้ทั้งสองเดินสบายขึ้น
แต่คำขอโทษเพียงคำเดียวไม่พอ เมื่อถึงยามบ่าย พายุเสียงลูกแรกตามทัน มันมิใช่พายุทรายธรรมดา แต่เป็นกำแพงคำพูดที่หมุนด้วยความเร็วสูง เสียงของคนทั้งเมืองปะทะกันจนท้องฟ้าเป็นรอยแตก มูเซนรีบขุดหลุมตื้น ๆ แล้วให้ลุมไรคว่ำไหฝนจำครอบปากหลุม ทั้งสองมุดเข้าไปใต้เงาไห เสียงพายุเคาะผิวไหจนเกิดภาพวูบวาบ ลุมไรเห็นอดีตของเมืองเป็นเงาสั้น ๆ เห็นคนกลุ่มแรกเดินมาถึงลิรพร้อมปากแห้งแตก เห็นพวกเขาวางหูแนบทรายและยิ้มเมื่อทรายร้องเพลงต้อนรับ เห็นพิธีเฉลิมฉลองที่ยาวนานหลายวันหลายคืน และเห็นเงาหนึ่งใต้พื้นดินยื่นมือขึ้นมาเหมือนขอให้หยุด แต่ไม่มีใครมอง
หลังพายุผ่าน ลุมไรถามมูเซนว่า “สิ่งใต้ลิรคืออะไร” ชายชราปัดทรายออกจากเครา “ข้าไม่รู้ทั้งหมด แผนที่ของข้าสิ้นสุดที่หุบปากทราย ที่นั่นมีผู้ที่ไม่มีชื่อในเมืองของเราอาศัยอยู่ในเรื่องเล่า” “ผีหรือ” ลุมไรถาม มูเซนส่ายหน้า “อย่าเรียกสิ่งที่เราไม่เข้าใจว่าผีเพื่อให้ตนเองสบายใจ คนเฒ่าเล่าว่า ก่อนอิรามูจะตั้งเมือง มีชนเผ่าหนึ่งอยู่กับความเงียบ พวกเขาเชื่อว่าความเงียบเป็นสัตว์แรกเกิดของโลก ต้องให้นอนพักระหว่างบทเพลง แต่บรรพชนของเราอยากให้ทะเลทรายร้องตลอดเวลา จึงปั้นปมเงียบขึ้นมาปิดทางหายใจของพวกเขา เรื่องเล่านี้ถูกเล่าด้วยเสียงเบาเกินไป จนคนรุ่นหลังนึกว่าเป็นแค่นิทานขู่เด็ก”
คำพูดนั้นทำให้ลุมไรรู้สึกเหมือนไหบนหลังหนักขึ้นเท่าภูเขา เขาเคยคิดว่าคำสาปคือสิ่งมืดร้ายที่รอทำลายคนบริสุทธิ์ แต่ถ้าคำสาปคือหนี้ที่เมืองของเขาไม่ยอมฟังเล่า ถ้าเสียงเพลงที่เขารักตั้งแต่เกิดสร้างขึ้นจากการปิดปากใครบางคน ความผิดของเขาก็ไม่ใช่การปลุกปีศาจ หากเป็นการทำให้บาดแผลเก่าเปิดออกโดยไม่รู้จักมัน เขาถามเสียงแห้ง “แล้วเราต้องทำอย่างไร แค่เอาปมเงียบไปอุดกลับหรือ” มูเซนมองเขานาน “ถ้าเจ้าเอาหินไปอุดแผลที่เน่า แผลจะเงียบ แต่ไม่หาย เราเดินทางไปหาความจริง ไม่ใช่ไปปิดปากมันอีกครั้ง”
ในคืนที่สาม พวกเขาถึงทุ่งปลาควันจำ ซึ่งเป็นที่ราบโล่งที่อากาศหนาเหมือนน้ำ หลังตะวันตก สิ่งมีชีวิตคล้ายปลาตัวยาวเท่าแขนว่ายออกจากเงาทราย ลำตัวของมันทำจากควันสีม่วงและเกล็ดเล็ก ๆ แต่ละเกล็ดสะท้อนใบหน้าคนที่เคยถูกลืม ปลาควันจำไม่ชอบเสียงโลหะ ไม่กินเนื้อ ไม่กินพืช มันกินความทรงจำที่ถูกทิ้งโดยไม่กล่าวลา ลุมไรเห็นเกล็ดของตัวหนึ่งสะท้อนใบหน้าแม่ เขาเผลอวิ่งตาม มูเซนตะโกนเรียกแต่เสียงถูกอากาศหนากลืน ลุมไรตามปลาเข้าไปในม่านควันจนหลงจากทาง เขาเห็นแม่ยืนอยู่ไม่ไกล หันหลังให้เหมือนกำลังฟังทราย
“แม่” เขาเรียก เสียงออกมาเล็กเหมือนเม็ดทราย “ข้าทำผิด ข้าไม่อยากเสียเพลงของแม่ไป” เงานั้นไม่หันมา แต่เสียงที่ตอบกลับไม่ใช่เสียงแม่ เป็นเสียงของลุมไรตอนเด็กซึ่งร้องไห้อยู่ในคืนพายุ “ถ้าไม่มีเสียงนาง ข้าจะยังเป็นลูกของใคร” ลุมไรทรุดลง ความจริงที่เขาหลบมาตลอดมิใช่แค่กลัวลืมแม่ แต่กลัวว่าถ้าไม่มีความทรงจำไว้กำแน่น เขาจะกลายเป็นคนไม่มีที่มา ปลาควันจำว่ายวนรอบเขา เกล็ดของมันสะท้อนภาพแม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทุกภาพต่างกัน บางภาพนางหัวเราะ บางภาพนางเหนื่อย บางภาพนางโกรธ บางภาพนางเงียบ ลุมไรเพิ่งเข้าใจว่าเขาเก็บแม่ไว้เป็นเพลงเดียว ทั้งที่นางเคยเป็นมนุษย์ทั้งคน
มูเซนพบเขาตอนฟ้าใกล้สาง ชายชราไม่ดุ เพียงยื่นถุงน้ำให้ “เจ้าเห็นสิ่งที่อยากเห็น หรือสิ่งที่กลัวเห็น” ลุมไรเช็ดหน้า “ทั้งสองอย่าง ข้าคิดว่าถ้าจำเสียงแม่ได้ ข้าจะไม่เสียแม่ แต่ข้าจำแค่ส่วนที่ปลอบข้า ข้าไม่เคยถามเลยว่านางแบกเสียงของเมืองหนักแค่ไหน” มูเซนพยักหน้า “การจำไม่ใช่การจับสิ่งหนึ่งไว้ไม่ให้เปลี่ยน การจำคือการยอมให้สิ่งนั้นมีความจริงมากกว่าความต้องการของเรา” ลุมไรไม่ได้ตอบ แต่ตั้งแต่นั้นเขาเดินช้าลง และเมื่อทรายร้อง เขาพยายามฟังว่ามีอะไรอยู่ใต้ทำนอง
ก่อนถึงหุบปากทราย พวกเขาต้องข้ามลานนาฬิกากระดูกหอย สถานที่ซึ่งเวลาไม่เดินเป็นเส้น แต่หมุนกลับเมื่อใครพูดคำเดิมซ้ำ ๆ อย่างไม่จริงใจ พื้นเต็มไปด้วยเปลือกหอยทะเลเก่า ทั้งที่ไม่มีทะเลอยู่ใกล้หลายพันวันเดิน เมื่อเหยียบ เปลือกหอยจะกระซิบช่วงเวลาที่ผู้เหยียบอยากแก้ไข ลุมไรได้ยินเสียงตนเองบอกป้าเธมว่า “ข้าจะคืนมัน” ทั้งที่ตอนนั้นยังคิดจะโกหก เขาสะดุ้งจนเกือบเหยียบเปลือกหอยซ้ำ มูเซนเตือนว่า “อย่าพูดประโยคเดิมถ้ายังไม่เข้าใจมัน ลานนี้ชอบขังคนไว้ในคำพูดของตัวเอง” พวกเขาจึงข้ามไปด้วยความเงียบ แต่ไม่ใช่ความเงียบแบบหนี เป็นความเงียบที่ช่วยให้เท้าเลือกทาง
ยามเย็นวันที่ห้า พวกเขาไปถึงหุบปากทราย หุบเขานั้นเหมือนริมฝีปากยักษ์สองข้างทำจากหินสีขาวซีด ประกบกันอยู่กลางทะเลทราย ไม่มีเพลงใดเล็ดลอดออกมา แต่หัวใจของลุมไรเต้นแรงจนเจ็บ ไหฝนจำบนหลังเริ่มสั่น ปากไหมีหยดน้ำเกาะ ทั้งที่อากาศแห้ง มูเซนวางมือบนหินแล้วหน้าซีด “ข้างในมีเสียงที่ถูกบังคับให้เป็นความเงียบมานานเกินไป” เขาพูด “เมื่อเปิด มันอาจไม่รู้จักความอ่อนโยน” ลุมไรกลืนน้ำลาย “ถ้าไม่เปิด เมืองก็พัง” ชายชรามองเขา “ถ้าเปิดเพื่อให้เมืองของเจ้ารอดเท่านั้น เจ้าจะทำผิดแบบเดิม เปิดเพราะสิ่งข้างในสมควรได้หายใจ ไม่ว่าเมืองเจ้าจะกลัวแค่ไหน”
ลุมไรยืนอยู่หน้าหุบเขานาน เขาคิดถึงอิรามู บ้านดินแดง บ่อเสียง ป้าเธม เด็ก ๆ ที่ลืมเสียงหัวเราะ เขาคิดถึงชนเผ่าไร้ชื่อใต้ทรายที่ถูกเล่าจนเกือบหาย เขาคิดถึงแม่ ผู้ฟังทรายซึ่งอาจรู้ความจริงบางส่วนและอาจถูกพายุเสียงพาไปเพราะพยายามฟังสิ่งที่คนอื่นไม่อยากได้ยิน แล้วเขาวางไหฝนจำลงหน้าหุบ เปิดฝา และหยิบปมเงียบสีเงินออกมา มันไม่เหมือนก้อนดินอีกต่อไป แต่เหมือนเมล็ดหูเล็ก ๆ มีเส้นเลือดแสงเต้นอยู่รอบ ๆ เขากระซิบว่า “ข้าเอาเจ้าไปเพราะอยากดัง ข้าจะไม่ขอให้เจ้าช่วยข้า ข้าขอให้เจ้าบอกว่าต้องการอะไร”
ปมเงียบสั่น แล้วหุบปากทรายเปิดออกช้า ๆ ลมหายใจเย็นจัดพุ่งออกมาจนทรายรอบข้างกลายเป็นกระจกขุ่น ภายในหุบมิได้มีอสูรหรือสมบัติ มีโพรงกว้างใต้ดินที่เต็มไปด้วยผู้คนโปร่งแสงนั่งล้อมวงกัน พวกเขามีตาใหญ่เหมือนคนอยู่ในความมืดนานเกินไป และไม่มีปาก เส้นด้ายสีเงินเย็บปิดใบหน้าส่วนล่างไว้ แต่จากอกของพวกเขามีแสงจาง ๆ เต้นเป็นจังหวะ ลุมไรเข้าใจโดยไม่ต้องมีใครบอกว่านี่คือชาวเงียบ คนที่เคยดูแลความพักของโลก ผู้ถูกบรรพชนอิรามูปิดปากเพื่อให้ทะเลทรายร้องไม่หยุด เพลงทั้งเมืองสร้างขึ้นบนลมหายใจที่ถูกยึดไป
หนึ่งในชาวเงียบลุกขึ้น นางสูงผอม ผิวเหมือนดินหลังฝนตก ดวงตาของนางมีสีเดียวกับผ้าคลุมของแม่ลุมไร นางยกมือแตะอกตนเอง แล้วภาพหนึ่งไหลเข้าสู่ใจเขา เขาเห็นยุคแรกเริ่ม ลิรไม่ได้ร้องตลอดเวลา มันร้องตอนตะวันขึ้นและเงียบตอนตะวันตก เพื่อให้เม็ดทรายพักและความทรงจำตกตะกอน ชาวอิรามูกลุ่มแรกหลงรักเพลงของลิรจนกลัวความเงียบ พวกเขาอ้อนวอนให้ชาวเงียบสอนวิธีให้ทะเลทรายร้องนานขึ้น ชาวเงียบบอกว่าทุกเสียงต้องมีที่นอน แต่มนุษย์ไม่ฟัง พวกเขาปั้นปมเงียบจากดินใต้บ่อเสียงและเย็บปากชาวเงียบด้วยสัญญาที่ตนไม่ยอมจำ ตั้งแต่นั้นลิรร้องทั้งวันทั้งคืน ความงามของเพลงจึงกลายเป็นกรง
ลุมไรคุกเข่าลง ความละอายไม่ได้ฟาดเขาเหมือนพายุ แต่กดช้า ๆ จนเขาหายใจยาก “ข้าขอโทษ” เขาพูด แล้วรู้ทันทีว่าคำนี้เล็กเกินไปสำหรับเวลาหลายชั่วอายุคน ชาวเงียบไม่ยิ้ม ไม่โกรธ พวกเขามองเขาราวกับถามว่าเจ้าจะทำอะไรกับคำขอโทษของเจ้า มูเซนเดินเข้ามาอย่างระวัง วางไม้เท้าลง และใช้มีดหินตัดฝ่ามือตัวเองให้เลือดหยดบนพื้น “เสียงของคนรุ่นข้าอยู่ในหนี้นี้ด้วย” เขาพูดช้า ๆ แม้ไม่ได้ยินเสียงตัวเอง “ข้ายอมมอบความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าพ่อ เพื่อเปิดตะเข็บแรก” ลุมไรตกใจ “ท่านไม่ต้อง…” มูเซนส่ายหน้า “อย่าแย่งสิทธิ์ในการชดใช้ของคนอื่นเหมือนที่บรรพชนแย่งความเงียบ”
เมื่อเลือดของมูเซนแตะพื้น เส้นด้ายสีเงินบนปากชาวเงียบคนหนึ่งคลายออกเล็กน้อย แต่ไม่ขาดทั้งหมด ลุมไรเข้าใจแล้วว่าปมเงียบไม่ใช่กุญแจที่ไขปัญหาได้เอง มันเป็นเพียงหูแรกของโลก สิ่งที่ได้ยินบาดแผลและบอกว่าบาดแผลต้องการค่าแลกเปลี่ยน เวทมนตร์ของลิรมีกฎหนึ่งซึ่งไม่มีใครหลบได้ เสียงที่ถูกขโมยต้องชดใช้ด้วยความทรงจำที่ยอมปล่อย ไม่ใช่ความทรงจำที่ถูกพราก และความเงียบที่แท้ต้องเกิดจากการยินยอมร่วมกัน ไม่ใช่การบังคับให้ใครหยุดพูด ลุมไรมองไหฝนจำของตน มองลายฟ้าที่เขาภูมิใจ แล้วรู้ว่ามันเป็นภาชนะของความกลัวมากกว่าความฝัน
เขาเปิดไหเล็กที่เก็บเพลงแม่ออกจากถุงผ้า ปล่อยเสียงฮัมเบา ๆ ให้ลอยในโพรงใต้ดิน เสียงนั้นสั่นไหวเหมือนหิ่งห้อยหลงฤดู ลุมไรน้ำตาไหล แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้กำมันไว้ “แม่ ข้าไม่รู้ว่าท่านอยากให้ข้าเก็บเพลงนี้หรือคืนมัน ข้าไม่รู้ว่าท่านรู้ความจริงมากแค่ไหน แต่ข้ารู้ว่าข้าใช้เสียงของท่านเป็นกำแพงกันโลก ข้าขอปล่อยให้ท่านเป็นมากกว่าเพลงของข้า” เขาวางไหเล็กลงแล้วทุบด้วยหิน เสียงฮัมแตกออกเป็นละอองสีเทา ลอยไปแตะเส้นด้ายบนปากชาวเงียบหลายคน ด้ายคลายตัวเพิ่ม แต่ยังไม่พอ
ทันใดนั้น พายุเสียงลูกใหญ่ที่สุดก็ตามมาถึงหุบปากทราย เสียงจากอิรามูทั้งเมืองไหลทะลักเข้ามาเหมือนน้ำท่วมที่ทำจากคำพูด ผู้คนในเมืองซึ่งสูญเสียการฟังเริ่มตะโกนแข่งกันโดยไม่รู้ตัว เสียงโกรธ เสียงกลัว เสียงสั่ง เสียงอ้อนวอน รวมกันเป็นมวลมืดเหนือหุบ ถ้ามันตกลงมา ชาวเงียบจะถูกฝังซ้ำ และอิรามูจะลืมตัวเองจนไม่มีใครเหลือพอจะขอโทษ ลุมไรเห็นความหายนะกำลังมา เขาอาจคว่ำไหฝนจำเพื่อปิดหุบเหมือนเดิม เมืองอาจเงียบลงชั่วคราว และทุกคนอาจเรียกเขาว่าผู้ช่วยเหลือ แต่เขารู้แล้วว่านั่นคือความกลัวสวมหน้ากากความกล้า
ลุมไรจึงยกไหฝนจำขึ้นสูง แล้วฟาดลงกับหินขาว ไหที่เขาอยากให้โลกจดจำแตกเป็นชิ้น ๆ เสียงฝนที่ถูกกักไว้ระเบิดออกมา ไม่ได้กลายเป็นฝนจริง ไม่ได้ดับพายุโดยปาฏิหาริย์ แต่มันทำสิ่งที่ภาชนะดินทำได้ มันแตกตัวเป็นชามตื้นนับพันชิ้น แต่ละชิ้นมีขอบโค้งรับเสียงได้ ลุมไรตะโกนออกไปหาพายุ แม้รู้ว่าเสียงตนเล็กมาก “อิรามู ถ้ายังมีใครได้ยิน ข้าไม่ขอให้พวกเจ้าร้องเพลง ข้าขอให้พวกเจ้าหยุดสักลมหายใจ แล้วฟังสิ่งที่อยู่ใต้เรา” มูเซนเคาะพื้นด้วยไม้เท้าเป็นจังหวะหนัก ชิ้นไหทั้งหมดสั่น ส่งแรงสะเทือนกลับไปตามทรายถึงเมือง
ที่อิรามู ป้าเธมกำลังประคองเด็กที่ร้องไห้โดยไม่ได้ยินเสียงตนเอง นางรู้สึกพื้นสั่นเป็นจังหวะที่ไม่ใช่เพลง แต่เป็นคำขอให้หยุด นางวางมือบนพื้นแล้วเข้าใจ เด็ก ๆ หยุดก่อน เพราะพวกเขาเหนื่อยเกินกว่าจะตะโกน ผู้ใหญ่หยุดตามทีละคน ไม่ใช่เพราะถูกเวทมนตร์บังคับ แต่เพราะในจังหวะสั่นนั้นมีความอ่อนล้าของลุมไร ความเสียใจของมูเซน และลมหายใจของสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก ป้าเธมลุกขึ้นพูดกับคนรอบลานว่า “เราจะคืนเสียงไม่ได้ ถ้าเราไม่คืนที่นอนให้เสียงก่อน” แล้วนางหยิบไหเสียงของตนขึ้นมา เปิดฝา ปล่อยความทรงจำวันที่นางเคยโกรธแม่ของลุมไรแต่ไม่เคยขอโทษให้ไหลลงทราย
คนหนึ่งทำตาม สองคนทำตาม แล้วทั้งเมืองก็ค่อย ๆ วางความทรงจำที่ตนพร้อมปล่อยลงบนพื้น ไม่ใช่ทุกความทรงจำ ไม่ใช่เพื่อทำตัวสูงส่ง แต่เป็นสิ่งที่แต่ละคนรู้ว่าตนกักไว้จนกลายเป็นหนาม ชายขายเกลือปล่อยความภูมิใจวันที่เขาเคยกล่าวหาน้องผิด เด็กหญิงปล่อยความอายที่เคยล้อเพื่อนเสียงแตก ช่างหลังคาปล่อยภาพบ้านที่เขาซ่อมลวก ๆ แล้วโกหกว่าแน่นหนา ความทรงจำเหล่านั้นไหลผ่านทรายเป็นแสงอุ่น ส่งไปยังหุบปากทราย ชาวเงียบยกมือแตะแสงทีละเส้น เส้นด้ายที่เย็บปากพวกเขาเริ่มละลาย ไม่ใช่เพราะถูกใครช่วยจากเบื้องบน แต่เพราะผู้คนยอมให้ความจริงมีที่ยืน
ในโพรงใต้ดิน ชาวเงียบคนแรกอ้าปาก เสียงแรกของนางไม่ใช่คำ แต่เป็นลมหายใจยาว โลกทั้งใบเหมือนเพิ่งจำได้ว่าตนเหนื่อยเป็น พายุเสียงเหนือหุบแตกออกเป็นฝุ่นนุ่ม ๆ แล้วตกลงมาเหมือนหิมะอุ่น เม็ดทรายทุกเม็ดหยุดร้องพร้อมกัน ชั่วขณะหนึ่ง ทะเลทรายลิรเงียบสนิท ลุมไรเคยกลัวความเงียบนี้มากกว่าสิ่งใด แต่เมื่อมันมาถึง เขาพบว่ามันไม่ใช่หลุมว่าง ไม่ใช่การหายไปของแม่ ไม่ใช่การถูกลืม มันเป็นอ้อมแขนกว้างที่ให้ทุกเสียงนอนพัก เขาร้องไห้โดยไม่ต้องมีใครได้ยิน และนั่นทำให้การร้องไห้จริงขึ้นกว่าเดิม
เมื่อความเงียบผ่านไป ชาวเงียบเริ่มพูด ภาษาของพวกเขาไม่เหมือนภาษาอิรามู มันเป็นเสียงสั้นยาวคล้ายเม็ดฝนตกบนผิวดิน แต่ปมเงียบหรือเมล็ดหูแรกที่ลอยอยู่กลางโพรงแปลความหมายให้ทุกใจฟัง พวกเขาไม่ได้ขอให้เมืองล่มสลาย ไม่ได้ขอให้เพลงถูกห้ามตลอดไป พวกเขาขอเวลาพักให้ทะเลทรายทุกวัน ขอให้มีผู้ฟังทั้งเสียงและความเงียบ ขอให้ชื่อของพวกเขาถูกจารึกไม่ใช่บนหินสูง แต่ในธรรมเนียมการใช้ชีวิต และขอให้บ่อเสียงถูกเปิดเป็นสองปาก ปากหนึ่งสำหรับคืนเพลง ปากหนึ่งสำหรับคืนสิ่งที่ไม่ควรพูดซ้ำ ลุมไรก้มศีรษะ “ข้าจะบอกเมือง” เขาว่า แล้วแก้ไขตนเอง “ไม่ ข้าจะฟังกับเมือง”
การเดินทางกลับไม่ยิ่งใหญ่เหมือนการออกไป ไม่มีพายุไล่หลัง ไม่มีสัตว์ประหลาดขวางทาง มีเพียงทะเลทรายที่พักเป็นช่วง ๆ และร้องเป็นช่วง ๆ เหมือนคนเริ่มหายป่วย พรวนลมเดินตามพวกเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้อิ่มจนซี่กกพองกลม มันคายลมเย็นเป็นจังหวะเล่น ๆ ปลาควันจำว่ายเหนือหัวตอนพลบค่ำ เกล็ดของมันยังมีใบหน้าแม่ลุมไรอยู่ แต่ภาพนั้นไม่แทงใจเหมือนเดิม เขายกมือทัก แล้วปล่อยให้มันว่ายต่อไป มูเซนเดินช้ากว่าเดิมเพราะความทรงจำใบหน้าพ่อเลือนหายไปจากเขา ลุมไรถามอย่างเกรงใจว่า “ท่านเสียใจไหม” ชายชรานิ่งคิด แล้วตอบว่า “เสียใจ แต่ความเสียใจที่เลือกเองมีรสต่างจากความเสียใจที่ถูกขโมย ข้ายังจำมือของพ่อได้ มือก็พอจะพาข้ากลับบ้าน”
เมื่อทั้งสองกลับถึงอิรามู เมืองไม่เหมือนเดิม ผนังบ้านที่มีหูดินเผาหลายแห่งแตกร้าว บ่อเสียงกลางลานกลายเป็นหลุมกว้างที่เห็นชั้นทรายสีเงินใต้ดิน ผู้คนมารวมกันโดยไม่เบียด ไม่ตะโกน ป้าเธมเดินมาหาลุมไร นางมองมือเปื้อนแผลของเขา มองถุงผ้าที่ไม่มีไหเพลงแม่แล้ว และดึงเขาเข้าไปกอด ลุมไรเกือบพูดแก้ตัวตามนิสัย แต่หยุด เขาฟังลมหายใจของป้า ฟังเสียงหัวใจตนเอง แล้วพูดเพียง “ข้าขอโทษ ข้าอยากให้ท่านภูมิใจจนลืมถามว่าท่านเจ็บอะไรอยู่” ป้าเธมกอดแน่นขึ้น “ข้ายังโกรธ” นางตอบตรง ๆ “แต่ข้าฟังเจ้าอยู่” สำหรับลุมไร ประโยคนั้นมีค่ากว่าการให้อภัยที่พูดเร็วเกินจริง
หลังจากนั้น อิรามูสร้างธรรมเนียมใหม่ ไม่มีสภาผู้ฟังทรายเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป ทุกบ้านต้องมีวันฝึกฟัง เด็ก ๆ เรียนรู้ว่าเสียงมีร่างกายและความเงียบมีศักดิ์ศรี ในแต่ละวัน เมื่อตะวันแตะขอบทราย เมืองทั้งเมืองจะหยุดพูดหนึ่งช่วงลมหายใจยาว เพื่อให้ลิรนอนพัก ชาวเงียบบางคนขึ้นมาอยู่ร่วมกับคนอิรามู พวกเขาไม่ถูกเรียกว่าเงียบอีกต่อไป แต่เรียกตนเองว่า ชาวร่มลมหายใจ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นความว่าง หากเป็นร่มที่ให้เสียงหลบแดด ภาษาใหม่ค่อย ๆ เกิดจากการแลกเปลี่ยน มีคำบางคำต้องพูดด้วยปาก บางคำต้องพูดด้วยมือ และบางคำต้องมอบเป็นพื้นที่ว่างระหว่างคนสองคน
ลุมไรไม่ได้เป็นช่างปั้นผู้ยิ่งใหญ่ตามฝันเดิมของเขา ไม่มีไหฝนจำตั้งอยู่กลางลานให้ใครชี้ชม เพราะเขาทุบมันเอง แต่เศษไหถูกเก็บมาทำเป็นชามเงียบหลายร้อยใบ วางไว้ตามบ้าน โรงเรียน ตลาด และทางออกเมือง ชามเหล่านั้นไม่เก็บเสียง ไม่เสกฝน ไม่รักษาโรค มันทำได้เพียงเตือนผู้คนว่าเมื่อคำพูดล้น ให้เทบางส่วนลงชามแล้วนั่งเงียบจนได้ยินสิ่งที่อยู่ใต้คำพูด ลุมไรเป็นคนซ่อมชามเหล่านั้นเมื่อมันร้าว งานของเขาจึงไม่ทำให้ชื่อดังไกล แต่ทำให้มือของเขารู้จักความอดทน ทุกครั้งที่เขาปั้นดิน เขาจะถามดินก่อนว่าต้องการเป็นภาชนะชนิดใด และบางครั้งดินก็ไม่ตอบ เขาก็รอ
หลายปีต่อมา ฝนตกที่อิรามูเป็นครั้งแรกในความทรงจำของคนรุ่นนั้น มันไม่ได้ตกเพราะไหวิเศษหรือคำสัญญาของฟ้า แต่เพราะทะเลทรายที่ได้พักเริ่มคืนไอเย็นให้เมฆ เม็ดฝนตกลงบนหลังคาดินเผา บนหูของบ้าน บนชามเงียบ และบนบ่อเสียงสองปาก ผู้คนอยากร้องตะโกนด้วยความดีใจ แต่พวกเขามองหน้ากันแล้วหัวเราะเบา ๆ แทน ลุมไรยืนกลางลาน ปล่อยให้ฝนไหลผ่านเส้นผม เขานึกถึงเพลงของแม่ แต่ไม่ได้ยินมันชัดเหมือนก่อน ความทรงจำบางส่วนละลายไปแล้ว ทว่าในเสียงฝนซึ่งไม่เหมือนเพลงใด เขารู้สึกว่าแม่ไม่ได้หายไป นางกระจายอยู่ในสิ่งที่เขายอมปล่อยให้โลกถือร่วมกับเขา
ตั้งแต่นั้นมา นักเดินทางที่ผ่านทะเลทรายลิรจะเล่าว่า ที่นั่นมีเพลงงามที่สุดในยามเช้า และความเงียบลึกที่สุดในยามเย็น หากใครพูดโกหกใกล้เนินทราย เม็ดทรายจะไม่ลงโทษ เพียงร้องผิดคีย์จนคนโกหกอายเอง หากใครเอ่ยคำขอโทษจริงใจ พรวนลมอ้วนกลมจะเดินมานอนใกล้เท้า และถ้าใครนั่งเงียบนานพอ อาจเห็นปลาควันจำว่ายผ่านพร้อมใบหน้าของคนที่ตนคิดว่าลืมไปแล้ว ส่วนเมืองอิรามูไม่ถามแขกว่ามาจากไหนเป็นคำแรกอีกต่อไป พวกเขาจะยื่นชามเงียบให้ แล้วถามว่า “เจ้าพาเสียงใดมา และเสียงใดต้องการที่พัก”
ส่วนลุมไร เมื่อแก่ลง ผมหงอกเหมือนฝุ่นเงินใต้บ่อเสียง เขากลายเป็นผู้สอนเด็กปั้นดินที่ดุที่สุดและใจดีที่สุดในเวลาเดียวกัน ถ้าเด็กคนใดอวดว่าตนจะปั้นภาชนะให้โลกจำชื่อ เขาจะหัวเราะจนไหล่สั่น แล้วพาเด็กคนนั้นไปนั่งหน้าชามเงียบ “อย่ารีบให้โลกจำเจ้า” เขามักพูด “ลองจำโลกให้ครบก่อน” เด็ก ๆ ชอบถามว่าเขาเสียใจไหมที่ทุบผลงานงามที่สุดของตน ลุมไรจะมองออกไปยังเนินทรายที่กำลังพัก แล้วตอบว่า “ข้าเสียใจ และข้าดีใจ ความจริงหลายอย่างต้องอยู่ในชามเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเราจะเผามันไม่สุก”
เมื่อเขาตาย คนอิรามูไม่ได้ฝังเขาพร้อมถ้วยเปล่าอย่างธรรมเนียมเดิม พวกเขาฝังเขาพร้อมเศษชามเงียบชิ้นเล็ก ๆ ที่ไม่มีลวดลาย และเว้นที่ว่างหนึ่งฝ่ามือเหนือหลุมศพโดยไม่กลบดินอยู่หนึ่งคืน เพื่อให้ลมหายใจสุดท้ายของเขาเลือกเองว่าจะเป็นเสียงหรือความเงียบ เช้าวันถัดมา เนินทรายใกล้หลุมร้องเพลงใหม่ เป็นทำนองสั้น ๆ ไม่โอ่อ่า ไม่เศร้าเกินไป และมีช่วงพักยาวระหว่างวรรค ผู้คนฟังแล้วไม่มีใครพูดว่ามันคือเพลงของลุมไร เพราะพวกเขารู้ว่าไม่มีเสียงใดเป็นของคนเดียวอีกต่อไป พวกเขาเพียงนั่งลงรอบหลุมและฟังจนตะวันสูง
จนทุกวันนี้ หากเล่าตำนานนี้ให้เด็กในอิรามูฟัง เด็กมักถามว่าปมเงียบยังอยู่ที่ไหน ผู้เฒ่าจะชี้ไปยังบ่อเสียงสองปาก ซึ่งมีเมล็ดหูแรกฝังอยู่ระหว่างทางน้ำเสียงกับทางพักเสียง มันไม่ได้ส่องแสงให้เห็น ไม่ได้พูดกับทุกคน และไม่ยอมให้ใครยืมไปปั้นความยิ่งใหญ่ แต่ว่ากันว่าเมื่อทั้งเมืองหยุดพูดพร้อมกันในยามเย็น เมล็ดนั้นจะเต้นเบา ๆ เหมือนหัวใจของโลก และทะเลทรายลิรจะยิ้มโดยไม่มีเสียง ภาพสุดท้ายที่ผู้เดินทางจำได้จึงไม่ใช่เมืองดินแดง ไม่ใช่ฝนหายาก ไม่ใช่เพลงวิเศษ แต่เป็นเนินทรายกว้างใต้ดวงดาว ที่ครึ่งหนึ่งกำลังร้องเพลง และอีกครึ่งหนึ่งกำลังหลับอย่างเป็นสุข