น้ำตาบนนภาใต้
เสียงลมหวิวทะลุหน้าต่างกระจกหนา เมือง ‘อีเทอร์ร่า’ ลอยนิ่งเหนือกลุ่มเมฆ ฝนตกกระหน่ำตลอดทั้งคืน ราวกับโลกกำลังร้องไห้ ไอลินยืนจ้องเม็ดฝนที่ไหลเคลื่อนผ่านผิวกระจก มือข้างหนึ่งยังกำขอบผ้าห่มแน่น ความเงียบในห้องเล็ก ๆ ซ้อนเสียงสะอื้นในอกเธอที่พ่อกับแม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ พบจดหมายฉบับเก่าของแม่ เขียนขอโทษเรื่องที่ต้องจากไป “ชีวิตคือการเดินทางผ่านหมอก… อย่าให้ใครกำหนดเส้นทางแทนเรา” ไอลินอ่านจบบรรทัดสุดท้าย เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังก้องนอกประตู กระตุกจิตสำนึกเธอกลับมา
“หลับรึยัง?” เสียงป้าเรียกเบา ๆ ไอลินหลบตาไปทางหน้าต่าง “ยังค่ะ” เสียงตอบเย็นชาแต่แฝงอารมณ์ที่อธิบายไม่ถูก แววตาป้าปรากฏความกังวล “อย่าลืมกินข้าวเช้าด้วยนะ พรุ่งนี้ต้องเข้าศูนย์เยียวยาอีก” ไอลินพยักหน้าเบา ๆ เมื่อประตูปิดลง เธอเอนตัวลงบนเตียง ดวงใจหนักอึ้งเกินเด็กอายุสิบห้า
รุ่งเช้า เมืองสว่างไสวด้วยแสงฟ้าสาย ฝูงโดรนครึ่งมนุษย์บินผ่านเหนือระเบียง อีเทอร์ร่าคือศูนย์กลางเทคโนโลยี ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์แต่ไร้รอยยิ้ม ไอลินเดินฝ่าฝูงชนในชุดเสื้อกันฝนสีซีด ชายตอนไปหยุดที่มุมตึกสูง ป้าย ‘ศูนย์เยียวยาและพัฒนามนุษย์’ ทอแสงสีฟ้ากระพริบอยู่
“มึงจะเข้าไปจริง ๆ เหรอ?” เสียงเด็กผู้ชายดังขึ้นข้างหลัง เธอหันไปเห็นเด็กชายร่างผอม ผมหยักศก ใบหน้ามีรอยแผลเป็นตรงคิ้ว “อะไรของนาย” ไอลินเอ่ยพลางจ้องสายตาคมขวาง “มันไม่ช่วยอะไรหรอกนะ พวกคนโตเขาไม่สนใจชีวิตเราหรอก”
ไอลินลังเล “แต่ป้าบอกต้องเข้าโปรแกรมฟื้นฟู…” ชายหนุ่มหันหลังสะบัดผม “งั้นก็ตามใจ ยินดีต้อนรับสู่โลกของคนที่ต้องใช้ยาตลอดชีวิต” เขายักไหล่ ไอลินเงียบไป ชื่อเขาคือ ‘โคเรียส’ เด็กกำพร้าในละแวกนี้ ผู้มีเสียงหัวเราะเยาะเสียดแทงความจริง
ภายในศูนย์เยียวยา แสงไฟขาวสะท้อนผิวโลหะ เสียงเครื่องจักรกลหึ่ง ๆ นักบำบัดกดไอแพดเช็คข้อมูล “ไอลิน ตั้งใจฟังนะ คุณจะต้องรับยาปรับคลื่นความรู้สึกวันละสองครั้ง” หญิงสาวพยักหน้าแต่เหลือบตาไปรอบห้อง ชายสูงวัยข้าง ๆ มองเธอพลางยิ้มบาง ๆ
“คิดอะไรอยู่?” นักบำบัดถาม “ถ้าไม่มีวันอยากมีความรู้สึกอีกล่ะคะ?” ไอลินถามเสียงนิ่ง ตาของเขาเจือแววเห็นใจ “ความรู้สึกคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ สูญเสียมันไป เท่ากับเราไม่เหลืออะไรให้ต่อสู้”
เมื่อกลับถึงบ้าน แสงไฟส้มอ่อนทอเงาว่างเปล่า ป้านั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์ กำลังค้นประวัติพ่อของไอลิน เธอเห็นภาพเก่าแล้วสะดุด แววตาป้าเคร่งเครียด
“หนูเห็นไฟล์นี้ไหม?” ป้าหันจอมาให้ดู รูปถ่ายพ่อกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่อีเทอร์ร่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน ไอลินซูมภาพ เห็นป้ายสัญลักษณ์สถาบันวิทยาศาสตร์ลับ
คืนนั้น ไอลินนอนหลับฝันถึงเมืองที่พังทลาย เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ วิ่งหลบระเบิดในตรอกมืด เสียงแม่ร้องเรียก เธอสะดุ้งตื่น เหงื่อซึมและเสียงหัวใจเต้นแรง ริมหน้าต่างยังมีเม็ดฝนโรย
วันต่อมาไอลินออกไปพบโคเรียสที่ทางเดินริมตึก “เมื่อคืนฝันร้ายเหรอ?” เขาทัก “ก็…ใช่ ทำไมนายรู้” ไอลินขมวดคิ้ว โคเรียสหัวเราะ “เห็นเธอเดินเหม่อลอยจนเกือบตกบันได”
ทั้งคู่เดินไปถึงใจกลางเมือง ลานกิจกรรมสาธารณะ โดรนสีขาวบินวนส่งเสียงแจ้งเตือน “ทำไมถึงอยู่ที่นี่ล่ะ” ไอลินถาม “ไม่มีบ้าน กลับไปก็แค่กล่องโลหะเย็น ๆ” โคเรียสมองออกไปขอบเมฆ
เสียงไซเรนแว่วมา สองเด็กรีบหลบไปหลังร้านกาแฟร้าง “มีเรื่องอีกแล้ว” โคเรียสขมวดคิ้ว “อะไร?” “เมื่อคืนนายพลของเมืองหายตัว”
ไอลินสนใจ “เกี่ยวอะไรกับพ่อฉันไหม?” โคเรียสก้มหน้า “เมืองนี้มีแต่เรื่องปิดบัง ไม่มีใครรู้อะไรจริงหรอก” ไอลินกำมือ “ฉันจะหาคำตอบให้ได้”
คืนหนึ่งไอลินแอบออกจากบ้าน นำจดหมายของแม่กับภาพจากคอมป้าติดตัว วิ่งเข้าเขตหวงห้ามฝั่งตะวันออก โคเรียสปรากฏตัว “ไม่กลัวโดนจับเหรอ?” “ต้องหาความจริง”
พวกเขาคลานผ่านช่องแคบใต้ตึก ไปถึงอาคารเก่ารกร้าง ทว่าไฟฉุกเฉินสีแดงยังทำงาน เสียงระบบอัตโนมัติกระซิบเบา ๆ ใต้พื้น ไอลินจุดไฟฉาย “สัญลักษณ์ในภาพนี่ใช่ที่นี่ไหม?”
โคเรียสพยักหน้า “ฉันเคยได้ยินเรื่องการทดลอง คนที่เข้าร่วม…ไม่มีใครกลับมาเหมือนเดิม” เขากลืนน้ำลาย ไอลินมองเข้าไปในเงามืด “นายกลัวไหม?”
เงียบไปอึดใจ โคเรียสบอก “กลัว แต่ถ้าเราไม่เจอความจริง ต่อไปเราก็จะเป็นแค่เครื่องมือของคนอื่น”
เสียงประตูเหล็กกราวดัง พวกเขารีบหลบหลังเครื่องจักรเก่า เจ้าหน้าที่ในชุดดำลาดตระเวน ไปที่ลิฟต์ลับ “ตามมาเร็ว” โคเรียสกระซิบ
ทั้งสองลอบขึ้นลิฟต์ ไปถึงชั้นบนสุด พบห้องทดลองหลักโต “ที่นี่แหละ” ไอลินส่องดูเอกสาร โต๊ะเต็มไปด้วยขวดเหลวแปลก ๆ กับโน้ตโบราณ
“นี่มัน…” ไอลินหยิบแฟ้มดู ชื่อพ่อเธอปรากฏบนแฟ้มนั้น ‘โครงการฟื้นคืนคลื่นรากฐานมนุษย์’ เธอมองตาโคเรียส “นี่คือเหตุผลที่เขาหายตัวไป?”
โคเรียสมองกระดาษ เก็บความลังเลในแววตา “ถ้าบาปของคนรุ่นก่อนเป็นต้นเหตุ เราจะเดินทางออกจากเงามืดนี้ยังไงดี?”
จังหวะนั้นสัญญาณเตือนภัยดังลั่น ไอลินรีบซ่อนเอกสาร โคเรียสดึงแขนเธอ “ไปเถอะ!” พวกเขาวิ่งวนในตึก ฝันร้ายและความจริงเริ่มประสานเป็นเรื่องเดียว
เมื่อปลอดภัย โคเรียสบอกว่า “ถ้าเราหนีไปข้างล่าง…จากเมืองลอยฟ้า นี้จะผิดไหม?” ไอลินนิ่ง “ถ้าอยู่ต่อไป เราก็ไม่เป็นตัวเอง นายพร้อมไหม?”
เขาเว้นวรรคยาว นานกว่าจะตอบ “พร้อมถ้าเธอไปด้วย”
ทั้งสองเตรียมหนีจนกระชั้น ปรากฏป้ามาหาไอลินที่ขอบระเบียงเมือง “ฉันรู้ว่าเธอกำลังหาอะไร” ป้ามีแววเศร้า “แต่บางทีความจริงอาจทำร้ายเรายิ่งกว่าความลวง”
ไอลินน้ำตาคลอเบ้า “ถ้าหนูหนี…หนูจะเสียทั้งป้าและบ้านนี้มั้ย” ป้ากุมมือไว้ “บ้านคือคนที่เลือกจะยืนข้างเรา ไม่ใช่ที่ใด”
กลางดึก ไอลินตัดสินใจครั้งสุดท้าย ก้าวไปที่ประตูเมืองในพายุฝน โคเรียสรออยู่ “ใจเต้นแรงมากไหม?” “สำหรับฉัน…มันคืออิสรภาพ” ไอลินตอบ พลางคว้าจดหมายกับแฟ้มแนบอก
ทั้งสองเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่ คำถามและสายตาที่ขวางกันอยู่ในความมืด “ที่นี่ไม่มีที่สำหรับคนหนีอดีต” เจ้าหน้าที่ขู่ ไอลินขยับฝีเท้า “ที่นี่ไม่มีที่สำหรับผู้ลบประวัติศาสตร์”
เสียงปืนยิงขึ้นฟ้า วินาทีนั้นโคเรียสใช้ลูกโม่ที่ขโมยมาปากกระบอกเล็งลงข้างล่าง “เลือกเอา จะฆ่าเราหรือปล่อยให้เราหายไปจากเรื่องราวของคุณ”
เจ้าหน้าที่ชะงัก ก่อนถอยหลัง ทิ้งให้สองเด็กเร่งเข้าเขตลิฟต์หลบฉุกเฉิน ประตูสั่นสะเทือน แสงไฟกระพริบ ไอลินหันมาจูงมือโคเรียส “ไม่เหลือใครแล้วในโลกนี้ นอกจากเรา”
พวกเขากระโดดลงลิฟต์ฉุกเฉิน สู่ชั้นเมฆเบื้องล่าง เมืองค่อย ๆ เล็กจิ๋วบนปลายนิ้ว ทั้งสองหอบหายใจแรง น้ำตากับฝนไหลปะปนกัน
“เราจะเริ่มต้นใหม่…ตรงไหนก็ได้ใช่ไหม?” ไอลินถามเสียงสั่น “ตรงที่ไม่มีอดีตคอยหลอกหลอน” โคเรียสมองฟ้าสีเทา เสียงหัวใจสองวัยรุ่นรวมเป็นหนึ่งเดียวโลกที่ไม่รู้จัก
แดนข้างล่างยังไม่มีอะไรรองรับ นอกจากความหวังและคำสัญญา ไอลินก้าวออกไปก่อน โคเรียสวิ่งตาม ด้านหลังเมืองลอยฟ้ายังคงมีเงาอดีตไล่ล่า แต่พวกเขากลับมีอิสรภาพในมือ น้ำตาบนนภาใต้…ที่กลั่นวิญญาณวัยเยาว์จนเติบโตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป