ลมหายใจบนเรือสำรวจ
เสียงโลหะกระทบคลื่นทะเลดังสะท้อนขึ้นเป็นระยะ เรือลำขาวลากฝ่าลมรุนแรงและน้ำกระเซ็นจนตัวท้องเรือสั่นไหว รอบข้างมืดครึ้มด้วยม่านหมอกหนา มายาเหยียบรองเท้าหุ้มข้อยืนแน่วอยู่บนดาดฟ้า แขนทั้งสองคอยจับกล้องแว่นขยายค้างไว้อกขณะเจ้าหน้าที่คนอื่นเริ่มเรียงอุปกรณ์สำรวจลงกล่อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สายตรวจตรงถังท้ายเรือแน่ใจว่าส่งสัญญาณแล้วใช่ไหม?” ธัช กัปตันร่างสูงเน้นเสียงถาม ลมหายใจพ่นออกเป็นไข่มุกสีขาวในอากาศเย็น มายาพยักหน้าเบา ๆ และสายตามองจ้องไปยังขวดบันทึกตัวอย่างน้ำที่เธอเพิ่งเก็บขึ้น
“ขิม ไปช่วยผูกเงื่อนตรงท้ายให้แน่นขึ้นหน่อย เดี๋ยวคลื่นชุดต่อไปเข้ามา คงได้ลงไปว่ายกับปลาฉลามแน่” ธัชตะโกนเรียก ขิมรีบลนลานเดินทวนลมไปที่เสากลาง เรียวแขนกล้ามแน่นชูสายเคเบิลขึ้นพันถี่อีกครั้ง แต่ระหว่างนั้นแววตาขิมหันมองมายาด้วยความว้าวุ่นจนเธอเริ่มสัมผัสได้ถึงบางอย่างในอากาศที่ไม่ปกติ
ปราชญ์ นักสำรวจชั้นนำยืนก้มหน้าอยู่หน้าห้องวิจัย มือกอดแฟ้มหนาแน่น สีหน้าสลับระหว่างกังวลกับมุ่งมั่น มายารำลึกถึงความกระวนกระวายของเขาตลอดเช้า “คืนนี้นอนห้องใครดีละ?” เวหา ช่างเทคนิคหนุ่มแซวเบา ๆ พลางถี่ถ้วนรัดอุปกรณ์ในเป้ตัวเอง
“จะเหลือก็ห้องที่ใกล้กับห้องเครื่อง ลมแรงเดี๋ยวไฟดับ” ปราชญ์เอ่ยเบือนตาไปอีกทาง เวหาหัวเราะฝืด ๆ แล้วถอยหลังไปช่วยตรวจแผงวงจรไฟ
พลันเสียงค้อนกระทบกับท่อดังตูมหนึ่ง ขิมสะดุ้ง ธัชหันขวับ “เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีอะไรค่ะ แค่ข้อต่อหลุดนิดนึง ฉันจะจัดการเอง” ขิมกลั้นเสียงกลัว พยายามปั้นหน้าปกติ แต่สายตาเธอหันไปสบของมายาชั่วเวลาสั้น ๆ มายารู้ได้ทันทีว่าขิมไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด
ในห้องนั่งเล่นเรือคืนนั้นอึมครึม ไฟแสงส้มสลัวเปล่งไหวจาง ๆ มายาเปิดบันทึกเสียงที่ใช้ระหว่างสำรวจแต่จู่ ๆ เสียงซ่าเบียดบังช่วงเวลาสุดท้ายในเทป ธัชเดินเข้ามาเงียบ ๆ “ชุดสำรวจเมื่อคืนมีอะไรผิดปกติไหม?” เขาถาม เห็นมายาเงียบ “ไม่มีค่ะ” เธอตอบเบา ๆ ทั้งที่ในใจคล้ายบางอย่างยังขาดหายไป
“อุปกรณ์ตรวจทะเลลึกหายไปตัวหนึ่ง” ปราชญ์แจ้งข่าวร้ายพร้อมโยนถุงมือหนาข้างตัว “หายจริงเหรอ หรือมีคนเก็บไว้ลืม?” ธัชขมวดคิ้ว
เวหาเดินเข้ามาสมทบ หน้าดูซีดผิดปกติ “เมื่อคืนเห็นใครผ่านห้องเตรียมอุปกรณ์บ้างไหม?” สีหน้าเวหากรุ่นร้อน ไหล่ยกต่ำบ่งบอกความอึดอัด “ผมไม่แน่ใจ แต่เหมือนจะเห็นขิมเดินอยู่แถวนั้น…”
เสียงคลื่นซัดกราบเรือจนตัวเรือโงนเงน ทุกคนแอบมองซึ่งกันและกันเงียบ ๆ เพียงเสียงถอนหายใจและเสียงอุปกรณ์กระทบกันคลอจังหวะ
ขิมยืนอยู่บนดาดฟ้า มือไขปลั๊กเครื่องสูบน้ำ ประตูเปิดออกกึก ๆ มายาก้าวเข้ามาช้า ๆ “คืนนี้มีอะไรอยากเล่าไหมขิม?” มายาเริ่มต้น ขิมกลืนก้อนน้ำลายแล้วหยุดนิ่ง “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงคนเดินอยู่ตรงห้องแผงวงจร…แต่พอไปดูไม่เจอใคร”
มายามองลึกในตาขิม “แล้วขิมคิดว่าใคร?” ขิมหลบตา “ไม่รู้หรอก ฉันก็แค่…กลัวว่าจะเป็นเงาของตัวเอง”
รุ่งเช้า ฟากฟ้าเริ่มสว่างโรยตัวบนขอบน้ำเงินของทะเล แสงแรกกระทบกับสายเคเบิลเปียกน้ำ และในจังหวะเดียวกัน ปราชญ์ยังคงเดินวนรอบดาดฟ้า สายตาจ้องมองไปยังกล่องเก็บตัวอย่าง ขิมออกมาเห็นพลันเดินมานั่งข้าง “คืนนี้เงียบผิดปกติ…นายคิดเหมือนฉันไหม?”
ปราชญ์ไม่ตอบแต่ขยับกอดแฟ้มแน่นขึ้นกว่าเดิม ขิมเหลือบตาลง คล้ายรับรู้ เธอส่งยิ้มเศร้า ๆ “ฉันกลัวที่สุดคือเสียงในหัวตัวเองมันจะดังกว่าคลื่นทะเล”
ในห้องวิจัย มายาหยิบเทปบันทึกเสียงขึ้นเล่นใหม่ เสียงซ่าดังขึ้นคราวนี้เธอสังเกตคำพูดแทรก “…ต้องรีบก่อนที่พวกเขาจะรู้…” ประโยคนี้ทำให้มายาขนลุกซู่ หัวใจเต้นแรง
ระหว่างช่วงบ่ายลมสงบ มายาเรียกประชุมด่วน “อุปกรณ์หาย คนบนเรือทุกคนมีสิทธิ์เข้าไปในห้องเก็บ เจ้าของบันทึกเสียงเมื่อคืนมีแค่ฉัน ขิม ปราชญ์ แต่ตอนนั้นมีเสียงคนที่สี่”
เวหาเบี่ยงออกจากฝั่งโต๊ะน้ำชา “เมื่อคืนผมนอนไม่หลับ เหมือนเรือเคลื่อนเองทั้งที่เครื่องยัน” ธัชเข้าสอดคิ้วขมวด “มีใครทำอะไรโดยพลการหรือเปล่า?”
สายลมฝาดหวิวประหลาด ทุกคนจ้องหน้ากันอีกครั้งด้วยความเคลือบแคลงใจอย่างลึกซึ้ง
ค่ำคืนต่อมา เครื่องตรวจระดับน้ำมันสัญญาณเตือนไฟแดงพรึบ มายาตื่นขึ้นพร้อมเสียงโวยวาย “ไฟดับ!” เวหารีบตรงดิ่งไปยังห้องเครื่อง ขิมวิ่งตาม ขณะที่ปราชญ์เดินช้า ๆ ถือกล่องบันทึกเสียงไว้ในมือ
สายตาธัชสบตาปราชญ์ ความเงียบระหว่างคนสองคนนี้ตรึงแน่นจนแม้แต่เสียงคลื่นยังแผ่วเหมือนไม่กล้าก่อกวน “นายมีอะไรจะพูดไหม?” ธัชถาม
ปราชญ์หยุด เดินเข้ามาหาธัชช้า ๆ “คนเรามักซ่อนบางอย่างไว้ในใจ…แม้แต่ตัวเองก็มักจะโกหกตัวเอง”
ธัชไม่ตอบแต่เฝ้ามองเขาอย่างใกล้ชิด ณ เวลานั้นขิมตะโกนขึ้นมาจากห้องเครื่อง “เศษสายไฟถูกตัด! ใครทำ?”
ความโกลาหลปะทุตามมา เวหาวิ่งกลับมา มือเต็มไปด้วยเขม่า “ผมไม่รู้ ผมมัวแต่ไล่รีเซ็ตไฟ!”
ปราชญ์หน้าซีด เสียงเคาะดังมาจากด้านหลังกล่องบันทึกเสียงในมือเขา ธัชคว้าแขน “เปิดดู!”
กล่องเปิดออก บันทึกเสียงที่หายไปอยู่ในนั้น และมีข้อความใหม่ที่ไม่มีใครได้ยินมาก่อน “อย่าเชื่อใครทั้งนั้น…”
ฟ้าผ่าซัด เสียงคำรามครืน มายาก้าวขึ้นบนดาดฟ้า สายเลือดหวาดกลัวในหัวใจแต่ดวงตาเด็ดเดี่ยว เธอหันมามองทุกคน “พวกเราต้องเผชิญความจริงแล้วล่ะ ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว”
ปราชญ์เดินเข้ามาหามายา น้ำเสียงสั่น ๆ “ที่จริง…ฉันเป็นคนตัดสายไฟ” ทุกคนตะลึง “นายทำไปทำไม?” ขิมถามเสียงดัง
ใบหน้าปราชญ์ปนรอยช้ำ “เพราะฉันกลัวว่าภารกิจนี้จะซ้ำรอยการสูญเสียพ่อของฉันตอนสำรวจครั้งก่อน…ฉันทำลายภารกิจเพราะกลัวสูญเสียเพื่อนอีก”
มายาหลับตาสงบ เสียงหัวใจเต้นแรงสะท้อนผ่านฝ่ามือที่บีบกัน “แต่แก้แค้นอดีตมันไม่เคยช่วยอะไร” เธอกล่าวเสียงนิ่ง “แต่ฉันเข้าใจความกลัวของนาย… ฉันเองก็เคยสูญเสียและกลัวเหมือนกัน”
สายลมโหมกระหน่ำ พายุเริ่มถาโถม ขิมตะโกนสั่งมอบพลัง “ทุกคนต้องรวมกำลังกัน ไม่งั้นไม่มีใครรอด!” เวหาทรุดตัวกับราวเหล็ก “ผมจะกลับไปช่วยไฟฟ้า ขอให้เชื่อใจผมได้ไหม” ธัชพยักหน้า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสงสัยคนนอกจากตัวเอง”
ฝ่ามรสุม ลูกเรือทั้งสี่ร่วมมือกันแก้สถานการณ์ ยามคลื่นสุดท้ายโถมเข้า มายาเป็นคนตัดสินใจเสี่ยงปีนไปล็อกหม้อแปลง ทั้งที่กลัวสุดขีดแต่เพื่อทุกคนขิมตามมาช่วย ทั้งหมดประสานมือฝ่าฟันจนในที่สุดไฟฟ้าบนเรือกลับมา เครื่องยนต์ดังสนั่น
ดวงอาทิตย์แสงแรกหลังพายุสาดเมฆขาวในขอบน้ำเงิน ทุกคนยืนงันบนดาดฟ้า ขิมสวมกอดมายาครั้งหนึ่ง และปราชญ์เดินเข้ามายื่นกล่องบันทึกเสียง “ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้”
มายาสบตาปราชญ์แล้วพูดเสียงมั่นใจ “ตั้งแต่วันนี้เราจะไม่ปล่อยให้ความกลัวมาควบคุมเราอีก” ทุกคนยิ้ม หัวใจอบอุ่นคืนกลับ แม้บาดแผลจะยังคงอยู่แต่พวกเขาเลือกที่จะให้อภัยตัวเองและกันและกัน
เรือตัดคลื่นกลับสู่ฝั่ง แสงทองอุ่นสาดบนผืนทะเลกว้าง เด็กสาวนักวิทยาศาสตร์ยิ้มบนใบหน้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี พร้อมเริ่มต้นใหม่ ทั้งในโลกแห่งความจริง…และในหัวใจตัวเอง