เข็มทิศที่ริมผา
ประตูบ้านไม้เปิดออกด้วยเสียงครืดครางที่พลอยฟ้าจำได้ดี เสียงนั้นคงคล้ายกับสบถเงียบของบ้านที่ถูกทิ้งไว้หลายปี เธอตั้งเท้าไว้บนเฉลียง กระพังเท้าสัมผัสไม้เก่าที่ลื่นด้วยเกลือและทราย ป้ายชื่อป้าใบตรงป้อมเสาห้อยเอียงจนตัวอักษรจาง แต่กลิ่นอะไรบางอย่างยังคงของที่นี่ไว้—กลิ่นน้ำทะเลผสมดอกลำพูที่แห้งแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงฤดูบ่ายตัดเฉียงเข้ามาทางหน้าต่าง พลอยฟ้าหยิบกุญแจที่ป้าทิ้งไว้กับธนาคารมากับมือสั่น ๆ แต่ไม่ใช่เพราะกลัว เธอมาถึงด้วยเรื่องเป็นเรื่อง—มรดกที่ไม่มีใครคาดหวัง การตัดสินใจจากอีกฟากชีวิตที่เธอทำไว้เมื่อสิบปีก่อนคืออีกชีวิตหนึ่ง
ในห้องนั่งเล่น เฟอร์นิเจอร์ห่อผ้าขาวไว้เหมือนร่างที่หลับตา พลอยฟ้าปล่อยกระเป๋า เสียงมันกระทบพื้นไม้ทำให้ฝุ่นลอยขึ้นเป็นเมฆเล็ก ๆ เธาเดินไปรอบบ้านอย่างคนที่กลับเข้ามาเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ เศษของบัตรคำขอบคุณ ทะเบียนเรือเก่า และภาพถ่ายในกรอบที่ปลายขอบกรอบเป็นสีหม่นอยู่ในชั้นหนังสือ
“ไม่คิดว่าจะได้เจอใครที่ยังอยากอยู่ที่นี่” เสียงห้วน ๆ ดังมาจากประตูหลัง พลอยฟ้าหันไปพบชายคนหนึ่งยืนจับขอบเสื้อแห้ง ยังพอลืมตาเห็นหน้าคุ้น ธาวิน หัวหน้าช่างที่เลิกเรียนกับเธอสมัยเด็ก กำลังยืนยิ้มไม่สมบูรณ์
“ธาวิน…” พลอยฟ้าพูดชื่อเขาราวห้อยไว้บนลิ้น คนที่เคยกระโดดเล่นบนหาดด้วยกัน ตอนนี้ตัวสูงขึ้น ใบหน้ารับเอาแสงแดดเหมือนกระดานไม้ที่ถูกขัด แต่ดวงตายังมีบางอย่างที่คมคาย
“ป้าเสียแล้วใช่ไหม” เขาเอ่ย ไม่รีรอจะถามเรื่องที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้กันดี พลอยฟ้าย่นหน้าผากแต่พยักหน้า
“ฉันมารับของแล้วก็จะไป” เธอพูดสั้น ๆ แต่เสียงมีขอบที่หรี่ลง ธาวินไม่ยอมปล่อยคำได้ง่ายนัก เขาวางกล่องเครื่องมือไว้กับพื้นแล้วเดินเข้ามาในบ้าน เลื่อนผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ให้หลุดไปจนเห็นรูปเก่ากรอบหนึ่ง
“รูปนี้…ป้าถ่ายกับเรือเล็กของเธอ” ธาวินหยิบกรอบขึ้น พลอยฟ้าตามมอง ภาพขาวดำมีรอยยิ้มและหมวกฟางสองใบแต่ขอบภาพมีรอยขาดตรงมุมหนึ่ง
“นั่นเป็นของเก่า ป้าบอกว่ามันสำคัญ” พลอยฟ้าตอบ แล้วนิ้วเธอก็เลื่อนหาจดหมายที่วางอยู่ใต้กรอบ หมึกจางจนแทบจะหายไป แต่ชื่อที่ลงท้ายชัดเจนจนเธอกลั้นลมหายใจไว้
หลังจากนั้นหลายวัน บ้านรวมผู้คนเข้ามาไม่หยุด เพื่อนบ้านมองมาด้วยสายตาวิชาการและใจดี ป้าของพลอยฟ้าเป็นเสมือนศูนย์รวมงานเล็ก ๆ ของชุมชน เธอไปตลาด ซื้อปลาจากเรือเล็ก และส่งของที่เหลือให้เด็ก ๆ ที่บ้านผู้เฒ่า เรื่องของเจ้าของบ้านมีมากกว่าที่กล่องหนึ่งกล่องจะบรรจุ
พลอยฟ้านั่งลงที่โต๊ะไม้ เก็บจดหมายลงกระเป๋าเธออย่างไม่ตั้งใจ จดหมายฉีกขาดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่คำข้างในชวนให้คิดต่อเสมอ เธอรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้วัดด้วยน้ำหนักที่ต่างไปจากที่คิดเอาไว้
“แกคิดจะขายจริง ๆ เหรอ” เสียงธาวินถามในค่ำคืนหนึ่ง เมื่อต่างคนต่างนั่งในห้องรับแขกที่แสงไฟสาดจากหลอดเดียว ธาวินวางมือบนเข็มทิศไม้ที่วางอยู่กลางโต๊ะ เข็มทิศนั้นมีรอยแกะสลักรูปคลื่นและตัวอักษรเล็ก ๆ พลอยฟ้าเก็บมันไว้ตั้งแต่คืนที่เธอเปิดห้องใต้หลังคา
“ฉันมีหนี้สินในเมือง” พลอยฟ้าตอบ จริงของประโยคนั้นยังถูกยืดออกไป เพราะเธอไม่อยากพูดถึงคืนที่เมืองใหญ่เผาเวลาของเธอจนบางสิ่งแตกสลาย
ธาวินถอนหายใจ เขาเลื่อนมือไปตามขอบโต๊ะแล้วพูดช้าลง “บ้านนี้ไม่ได้มีค่าแค่เงิน มันมีเรื่องที่คนอื่นยังจำไม่ได้หรือไม่ยอมจำ”
“และนั่นก็เป็นเหตุผลให้ฉันอยากขาย” พลอยฟ้าตอบ คำพูดออกมาแข็ง แต่มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อจรดริมฝีปาก
คืนแรกที่เธอนอนไม่หลับ เสียงคลื่นจากระยะไกลพัดเข้ามาในความคิด ผ่านผ้าม่านที่ไม่ปิดสนิท พลอยฟ้าลุกขึ้น เดินไปที่ห้องใต้หลังคาอีกครั้ง คราวนี้เธอเปิดลังไม้ เก็บภาพถ่ายเก่า ๆ และของเล่นที่เด็ก ๆ เคยทิ้งไว้ เข็มทิศและจดหมายถูกเก็บรวมเป็นก้อน ความผิดพลาดในอดีตของคนหนึ่งคนสามารถกลายเป็นน้ำหนักที่คนทั้งหมู่บ้านแบกไว้
เมื่อพลอยฟ้าที่จริงจังกับสิ่งที่เธอทำเข้ามาสืบค้น เบาะแสแรกนำเธอไปยังท่าเรือ ชายชราคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยกัปตันเรือเล่าอย่างเศร้าสร้อยว่าคืนนั้นท้องทะเลไม่เงียบ เสียงจักรและคำตะโกนยังดังอยู่ในหูของเขา พลอยฟ้าฟังโดยไม่ขัดจังหวะ เธอจดใจจดใจจ่อกับจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้ภาพคืนนั้นเปลี่ยนรูป
“มีคนบอกว่าเรือถูกลากออกไปกลางทะเล แต่ใครลากมันก็ไม่มีใครรู้” ชายชรายังคงพูด พลอยฟ้าจิบน้ำชาเงียบ ๆ เขาเล่าถึงเสียงคุยลับที่ได้ยิน มีคนเดินเข้าไปในท่าในคืนนั้นโดยไม่อยากให้ใครเห็น
การตามหาคำตอบทำให้พลอยฟ้าเจอความไม่พอใจที่ค้างคาในคนบางคน ธาวินพาเธอไปร้านซ่อมเรือ เขาพูดน้อยลงแต่ทุกคำที่ออกมามีน้ำหนัก ชาวบ้านมองพลอยฟ้าเหมือนคนที่ควรจะเป็นตัวแทนของอะไรสักอย่าง—ทั้งความผิดและการให้อภัย
“แกจำได้ไหมว่าตอนเด็กเราเคยปีนลงไปดูโขดหินตรงนั้น” ธาวินถามในตอนที่สองคนนั่งซ่อมแผงไม้เก่า “ฉันยังจำได้ตอนที่แกกล้าหาญที่สุดแล้วก็ทำเป็นไม่กลัว”
พลอยฟ้าหัวเราะเบา ๆ “ฉันกล้าบ้าไม่ใช่กล้าจริง” เสียงของเธออ่อนลง ชั่วขณะเธอปล่อยให้ความทรงจำสะท้อนกลับมาบ้าง การกลับมาไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะง่ายขึ้น
วันต่อมาเธอเปิดจดหมายสำคัญ ข้อความในนั้นพูดถึงการนัดหมาย เวลา และลายเซ็นที่ถูกซ่อนอย่างชัดเจน พลอยฟ้าและธาวินยืนมองบันทึกพร้อมกัน ความเงียบยืดออกจนเหมือนเส้นเหล็ก
“นี่อาจเปลี่ยนมุมมองของคนที่คิดว่าเขารู้เรื่องแล้ว” ธาวินพูดขึ้น พลอยฟ้าพยักหน้า แต่ดวงตาของเขาแสดงว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่เขาไม่พูด—ความกลัวว่าการค้นหาจะทำให้แผลเก่านั้นถูกฉีกให้กว้างขึ้น
การค้นหาทำให้มีคนที่ไม่พอใจตามมา จดหมายสำคัญหายไปในคืนหนึ่ง จากโต๊ะไม้กลางห้องรับแขก พลอยฟ้าพบว่าบั้นปลายของบ้านมีรอยเท้าเล็ก ๆ ติดอยู่บนโคลน เธอพาเท้าตัวเองไปตรงหน้าต่าง คิดถึงใบหน้าที่มองเธอจากฟิล์มเก่าของภาพถ่าย
“ใครเอาจดหมายไป?” เธอถามธาวินคืนนั้น เขาลอบมองไปรอบ ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ “ไม่รู้ แต่มีใครสักคนไม่อยากให้ความจริงออกมา”
คำตอบนั้นทำให้พลอยฟ้าตัดสินใจสิ่งหนึ่ง เธอจะไม่ยอมให้คนอื่นจัดการชะตากรรมของบ้านโดยปราศจากเธอ เธอเริ่มเปิดกล่องข้อมูลเก่า โทรคมนาคมจากเมือง และบันทึกความทรงจำของผู้ที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งหาคำตอบที่ทำให้ชาวบ้านบางคนปากคอสั่น
“ฉันจำได้ว่าคืนก่อนเหตุ มีเงาคนยืนอยู่ที่ปลายท่า” หญิงคนนึงเล่าว่า เธอไม่แน่ใจ แต่คำพูดของเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนร้อนในหมู่บ้าน พลอยฟ้าตามรอยคืนนั้นไปยังท่าเรือข้างเกาะ เธอพบชิ้นไม้ชิ้นหนึ่งที่มีรอยสีแดงอ่อน ๆ คล้ายรอยตะปูเก่า ธาวินช่วยเธอค้นตรวจกันโดยไม่บอกชาวบ้านอื่น
เวลาเก็บรายละเอียดมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างพลอยฟ้าและธาวินเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มพูดคุยลึกขึ้นจนความทรงจำที่เคยเก็บไว้ในกรอบเล็ก ๆ เปิดออกมา ธาวินบอกเรื่องพ่อของเขาที่หายจากหมู่บ้านหลังเหตุ พ่อเขาเคยเป็นคนขับเรือ ลมของอดีตพัดความเจ็บปวดเข้ามาใกล้
“ฉันไม่อยากให้แกเป็นเป้าสายตา แต่ฉันก็ไม่อยากให้คนผิดหนีไป” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เปราะบาง พลอยฟ้าจ้องหน้าเขา นานจนสักครู่หนึ่งเธอวางมือบนมือเขาเอง
การพบหลักฐานชิ้นสำคัญเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เข็มทิศไม้ที่ป้าเก็บไว้มีช่องเล็ก ๆ พลอยฟ้าดึงแง้มออกและพบเศษกระดาษม้วนเล็ก ๆ มีชื่อและตัวเลขที่อ่านยาก แต่ธาวินอ่านออก เขาสั่นหน้าอย่างหนักแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่ว “นี่อาจเป็นหลักฐานว่าไม่ใช่แค่ความบังเอิญ”
เมื่อยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการหมู่บ้าน การถกเถียงเกิดขึ้นรุนแรง ผู้คนยกเอาความทรงจำเก่า ๆ มาต่อเติมจนภาพทั้งหมู่บ้านสั่นคลอน พลอยฟ้าทรุดตัวลงกับเก้าอี้ เธอไม่ต้องการให้ใครลุกขึ้นจากความจริงเพียงเพื่อเอาตัวรอด
“แกอยากให้เราเชื่ออะไรล่ะ” คนหนึ่งตะโกน ใบหน้าของเขาแดงด้วยความโกรธและความกลัว พลอยฟ้าหยิบกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ขึ้นมา ยกให้ทุกคนดู และปล่อยให้ความเงียบลงมาเหมือนฝนที่ไม่เปียก
บางคนยอมรับ แต่บางคนปฏิเสธอย่างแรง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้มิตรภาพเก่า ๆ สั่นคลอน พ่อค้าในตลาดไม่คุยกับคนข้างบ้านอีกต่อไป เด็ก ๆ เริ่มถามคำถามที่ผู้ใหญ่ไม่อยากตอบ พลอยฟ้าเห็นผลของการทำสิ่งที่เธอคิดว่าถูกต้อง แต่ก็ทำให้บางคนต้องเจ็บปวด
ค่ำคืนหนึ่งหลังการประชุม พลอยฟ้านั่งอยู่บนหาดกับธาวิน คลื่นสาดหินเป็นจังหวะ ธาวินทำกาแฟร้อนใส่กระป๋องให้เธอ พลอยฟ้าหลับตา แล้วถอนหายใจลึก ๆ
“ฉันไม่อยากทำร้ายใคร” เธอบอกเสียงแผ่ว ธาวินวางมือไว้บนไหล่ของเธอเบา ๆ “แต่ความจริงก็ไม่ควรถูกเก็บไว้เพื่อปกป้องความคุ้นชิน” เขาตอบ แล้วหันมองเส้นขอบฟ้า
พอรุ่งขึ้น มีคนเข้ามาขอโทษ พลอยฟ้ารับคำขอโทษด้วยความเงียบ เธอรู้ว่าการให้อภัยต้องใช้เวลา คนบางคนเลือกจะเดินจากไป วันหนึ่งเด็กผู้หญิงคนนึงจากโรงเรียนยกกล่องขนมมาวางไว้หน้าบ้าน เธอพูดไม่ชัดนักแต่ดวงตากลับชัดเจนว่าเป็นการให้กำลังใจ
ณ จุดที่ความทรงจำเริ่มเยียวยา พลอยฟ้าต้องตัดสินใจอีกครั้ง ว่าจะขายหรือรักษาบ้าน เธอยืนอยู่บนระเบียง มองเข็มทิศในมือ มันเคยเป็นเพียงของเก่าแต่ตอนนี้กลายเป็นเหตุผล เธอเห็นหน้าป้าในภาพยิ้ม แต่ไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่อยากให้บ้านหายไป
“ฉันคิดว่าฉันจะอยู่” พลอยฟ้าพูดกับธาวินโดยไม่ลังเลนัก เขายืนนิ่งก่อนจะยิ้มออกมาแบบคนที่เพิ่งได้ของคืนกลับมา
งานซ่อมบ้านเริ่มขึ้น ชาวบ้านมาร่วมด้วยทั้งแรงกายและแรงใจ บางคนเอาไม้เก่ามา บางคนสอนวิธีติดหลังคาที่ไม่ให้รั่ว บรรยากาศกลับมาคึกคัก มื้อเย็นของทุกคืนกลายเป็นเรื่องราวที่คนเอาของมานั่งกินด้วยกัน พลอยฟ้าทำอาหารให้เพื่อนบ้านบ่อยกว่าเดิม และธาวินคอยช่วยเธอเลือกสีทาไม้
แต่ความสงบไม่อยู่ยาว ข่าวจากเมืองใหญ่คนหนึ่งต้องการซื้อที่ดินแถบนี้เพื่อสร้างรีสอร์ต พลอยฟ้ารับโทรศัพท์นั้นอย่างไม่ตื่นเต้น แต่คนในหมู่บ้านกลับวิตก ธาวินยืนฟังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ “เราต้องปกป้องที่นี่”
พลอยฟ้าคิดถึงคำถามที่เธอเคยคิดว่าเงินแก้ได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้คำถามนั้นถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอื่น ความรักเล็ก ๆ ต่อสถานที่นี้ทำให้เธอเข้าใจว่าบางสิ่งไม่ควรถูกขายเพราะราคาของมันไม่ใช่ตัวเงิน
การต่อสู้กับนักพัฒนาเป็นเรื่องยาก แต่พลอยฟ้าไม่ยอมถอย เธอรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จัดกิจกรรมเพื่อเชิญชวนคนจากเมืองให้มาเห็นความงามที่แท้จริงของหมู่บ้าน และในที่สุดการประมูลถูกเลื่อนออกไปเพราะเสียงคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมให้บ้านถูกพราก
เมื่อฤดูเปลี่ยนแปลง ช่วงเย็นที่พลอยฟ้ากับธาวินเดินตามทางเดินริมผา เข็มทิศถูกวางไว้บนขอบหินแผ่นหนึ่ง สลับกับการจุ่มเท้าในน้ำและการหัวเราะแบบเด็ก ๆ ธาวินหยุดเดิน พลอยฟ้าหันมอง เขาคุกเข่าลงคว้าหัวเข็มทิศขึ้นมา มองมันอย่างคนที่เห็นสิ่งสำคัญ
“ฉันอยากให้แกรู้ว่า ถ้าจะอยู่ที่นี่ ฉันจะช่วย” เขาพูดมั่นคง เสียงคลื่นกลบคำพูดอื่น ๆ แต่สิ่งที่เขาพูดตรงและไม่มีแต่งเติม
พลอยฟ้ามองหน้าธาวิน นานจนดวงตาทั้งสองอ่อนลง เธอยิ้มเหมือนผู้ที่ยอมรับข้อเสนอของชะตา “ฉันก็อยากให้แกช่วย”
ปีต่อมา บ้านผ่านการบูรณะอย่างช้า ๆ แต่ชัดเจน ชั้นใต้ดินกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต มีป้ายเล็ก ๆ เขียนชื่อคนที่หายไปและเรื่องราวที่ได้รวบรวมไว้ ผู้มาเยือนจากเมืองเดินทางมาดู ไม่ใช่เพื่อทำรีสอร์ต แต่เพื่อเรียนรู้และเข้าใจ
ตอนค่ำ พลอยฟ้าออกมายืนที่ริมผาอีกครั้ง เข็มทิศวางอยู่ในมือของเธอ แสงอาทิตย์ตกเป็นแถบสีทองยาวไปตามผืนน้ำ เธอเงยหน้าแล้วยิ้มเสี้ยวให้กับโลกและกับตัวเอง ความตัดสินใจของเธอไม่ได้ลบทุกความเจ็บปวด แต่ทำให้บางรอยแผลมีโอกาสจะหายไป
ธาวินยืนข้าง ๆ เงียบ ๆ เขาไม่พูดมาก แต่มือของเขาสัมผัสนิ้วของพลอยฟ้าแนบแน่น ทั้งสองคนยืนดูคลื่นพัดเข้ามาแล้วกระทบโขดหิน ราวกับโลกกำลังล้างบางสิ่งให้บริสุทธิ์ ทั้งคู่รู้ดีว่าสิ่งที่ทำไปไม่ได้ย้อนกลับ แต่ก็มีบางอย่างที่งดงามเกิดขึ้นในรอยต่อของอดีตกับอนาคต
เข็มทิศในมือพลอยฟ้าสะท้อนแสงสุดท้าย ก่อนที่เธอจะวางมันไว้บนขอบผา เธอมองทะเลและคิดถึงวันที่เธอจะมองมาจากฝั่งตรงข้าม เมื่อเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ก้องขึ้นจากระยะไกล เธอรู้ว่าบ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่ของคนหลายคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
ในคืนที่เงียบสงบ พลอยฟ้านอนบนเตียงที่เธอซ่อมเอง เสียงคลื่นเป็นเพลงกล่อม เธอไม่ได้นับแต่ความสำเร็จหรือความล้มเหลว แต่กลับนับคนที่ยังเหลืออยู่ข้าง ๆ เธอ เพราะท้ายที่สุด การเลือกอยู่ไม่ใช่การยึดติด แต่มันคือการรับผิดชอบ
เมื่อฤดูใบไม้ผลิกลับมา กลิ่นเกลือผสมกับดอกไม้ ตอนสาย ๆ พลอยฟ้าพาเด็ก ๆ จากโรงเรียนมาช่วยปลูกต้นไม้ริมผา เด็กบางคนร้องเสียงดัง บางคนเก็บเปลือกหอยแบ่งกัน ทั้งหมดเติมเต็มภาพชีวิตที่พลอยฟ้าเคยเฝ้าฝันแต่ไม่กล้าทำ
หลายปีผ่านไป บ้านไม้กลายเป็นศูนย์เล็ก ๆ ของความทรงจำและการต่อสู้ พลอยฟ้ามองธาวินขณะที่เขาซ่อมเก้าอี้อยู่หน้าบ้าน ใบหน้าของเขาอ่อนลงกว่าตอนแรกแต่สายตายังคงมั่นคง เธอเดินไปวางมือบนไหล่เขาอย่างประดิษฐ์ สิ่งที่พวกเขาสร้างไม่ได้ใหญ่โต แต่เป็นสิ่งที่ทั้งสองรู้สึกว่ามีคุณค่า
คืนหนึ่งเมื่อพลอยฟ้าวางเข็มทิศไว้ในกล่องไม้ที่ทำใหม่ ใบหน้าของเธอเบิกบานกว่าที่เคยเป็น มันไม่ใช่การเก็บของอีกต่อไป แต่เป็นการปกป้องความทรงจำ เธอปิดฝา กล่องไม่หนักอย่างที่คิด และเธอก็ยิ้มออกมาด้วยความสงบ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น แสงอ่อน ๆ สาดเข้ามาทางหน้าต่าง พลอยฟ้าหยิบกล่องเข็มทิศแล้วมองทะเลอีกครั้ง พักหนึ่งเธอเดินออกไปบนเฉลียง วางกล่องไว้กับขอบ เสียงคลื่นและเสียงคนค่อย ๆ ผสมกันจนเป็นท่วงทำนองหนึ่งที่เธอไม่เคยรู้สึกว่าต้องการเปลี่ยน
ภาพสุดท้ายคือเข็มทิศวางอยู่บนผิวหน้าผา แสงอาทิตย์สาดลงมาแล้วสะท้อนออกไปเป็นเส้นทางเล็ก ๆ ในทะเล และพลอยฟ้ากับธาวินยืนอยู่ข้างกัน มองไปยังแนวขอบฟ้าที่ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไร แต่ทั้งสองรู้ว่าพวกเขาพร้อมเดินไปด้วยกัน