ขอบฟ้าสุดท้ายของพรุ่งนี้
เสียงหัวเราะปะปนเสียงลมเย็นที่ปะทะยอดไม้ใหญ่ของหมู่บ้านผาเงย เสียงเท้าย่ำหิมะดังชัดขณะรินเดินดุ่มตัดดงสนเข้าหมู่บ้าน รินในชุดนักเรียนมัธยมปลายสะพายกระเป๋าเก่า เดินก้มหน้างับริมฝีปาก ผมสีน้ำตาลเข้มหลุดรุ่ยออกจากผ้าพันคอขาว เธอหยุดเมื่อเห็นแม่กำลังตากผ้าอยู่หน้าบ้านไม้ รินเม้มปาก พยายามหลีกสายตาแม่แล้ววิ่งโผขึ้นบ้านไปอย่างรีบร้อน เสียงแม่ตะโกนถามเรื่องโรงเรียนแว่วตามหลังแต่รินไม่ขานตอบ เธอกระแทกประตู ปล่อยกระเป๋าทิ้ง ขอบตาแดงเล็กน้อย แต่เงียบและดึงม่านหน้าต่างให้มืดสนิท
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงมือถือสั่นดังเบา ๆ บนโต๊ะไม้เก่า รินหยิบมากดดู กลุ่มแชท “ขอบฟ้า” เด้งข้อความจากวิภา “วันนี้มีใครไป” รินพิมพ์ตอบว่าไม่เห็นอยากไปเลย แล้วลบข้อความ เหลือแต่เคอร์เซอร์กระพริบ เธอถอนใจ นิ่วหน้า กำมือแน่น ก่อนจะเขียนใหม่ “ไปก็ได้ เจอกันตรงสะพานไม้หกโมง”
เย็นวันเดียวกัน วิภานั่งเตะขาอยู่บนราวสะพานไม้ร้าวที่ทอดเข้าสู่หมอกหนาทึบ เธอจ้องมองขอบฟ้าที่หิมะโปรยลงคลุมหมู่บ้านลอยเกลื่อน รินตามมาทีหลัง ยืนกอดอก เงียบอยู่อีกด้านไม่มีใครเอ่ยทัก วิภาเอียงคอขยับยิ้มเจื่อน “อืม…บรรยากาศมันตลกเนอะ” เสียงเงียบกดทับ รินพยักหน้ารับวิภาเอียงหน้าส่องหิมะ รินสังเกตเห็นรอยช้ำใต้ตาเพื่อนแต่ไม่พูดอะไร
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ใต้สะพานดังขึ้น เด็กหญิงอีกคน ซิน สวมเสื้อกันหนาวหลวมโพรกเดินมากอดสมุดแน่น ซินมองทั้งสองคนปนลังเล รินหลุบตา “มากันครบแล้วใช่มั้ย” ใครบางคนเอ่ยขึ้นแบบกล้ำกลืน “แล้วจะเข้าไปมั้ย เดี๋ยวก็ค่ำ” วิภาเหลือบมองยอดเขาหิมะฝั่งเหนือ “ได้ข่าวว่ามี…อะไรซ่อนอยู่ บนยอด” น้ำเสียงประหลาด
ซินเม้มปากอย่างอึดอัดก่อนเปรย “คืนนี้เราควรรู้…เรื่องนั้นให้จบซะที” รินกัดริมฝีปากแต่พยักหน้า ทุกคนก้าวเข้าแนวป่าสน นาฬิกาเรือนทองในข้อมือรินกระตุกคล้ายเตือนอะไรสักอย่าง ลมหิมะอัดแรงขึ้นทุกขณะ
ซินเงยหน้ามองยอดเขาขาวโพลน “ถ้า…พวกเราไม่กลับมาก่อนเที่ยงคืน?” รินจ้องตาซิน มุมปากกระตุก “ก็จะไม่มีใครรู้ความจริง…ว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น” วิภาพลิกลิ้น “พวกเธอยังไม่พร้อมจะเจอ…นั่นเหรอ” คำถามแขวนค้างในอากาศ ทุกคนเดินแทรกเข้าเงาไม้
หมอกยิ่งหนา บรรยากาศกระอักกระอ่วน ต่างคนต่างเดินได้ยินแค่เสียงลมหายใจ “ซินทำไมต้องเขียนทุกอย่างในสมุดนั่น” วิภาสะกิดถามเบา ๆ ซินยิ้มช้า ๆ “มันช่วยจำ…เรื่องที่ฉันกลัว” คำตอบแผ่วเงียบ รินไม่พูดอะไร กำกระเป๋าสะพายแน่น
เดินลึกขึ้น หิมะเริ่มสูงจนข้อเท้า ซินเงยหน้ามองริน “ถ้าคืนนี้เราเห็น ‘เงา’ อีก…พวกเธอจะทำยังไง” วิภาผลักหิมะออกจากรองเท้าบูท “ก็แค่เงา คนหลอนกันเองมากกว่า” รินเงียบอยู่ วิภาเสริม “เรามาที่นี่เพราะต้องรู้ความจริงกันสักทีนะ พอทีเถอะกับการหนี”
เมื่อพวกเขาเดินถึงเนินหิมะริมหน้าผา ท้องฟ้าเริ่มกลืนแสง สายลมกระโชกผิวหน้าจนชา รินยืนนิ่ง มีร่องรอยต่ำต้อยของโรยเกลือลงบนรอยเลือดแห้งที่พื้น วิภาสะอึกไปก้าวถอย ซินคว้ามือรินไว้แน่น “เราตัดสินใจเรื่องนั้นเอง…มันไม่ใช่ความผิดแค่คนเดียว”
แสงจันทร์แรกเริ่มชะโลมหิมะเหนือเขา รินจุ่มมือในหิมะสัมผัสของเย็นจัดแสบผิว “ฉัน…กลัวจะเจออะไรที่รับไม่ไหว” เสียงเธอสั่น ซินค่อย ๆ ลดตัวลงนั่งข้าง ๆ เปิดสมุด โชว์ภาพวาดลายเส้นหยาบ “นี่…คืนที่เรามาเมื่อต้นปี…” ภาพเด็กหญิงสามคนยืนบนเขาอยู่ท่ามกลางเงา ลายเส้นหนึ่งขาดหาย
วิภานิ่งอึ้ง คำถามพรั่งพรูในสีหน้าแต่ปากไม่ขยับ ซินเงยหน้าซ่อนน้ำตา “วันนี้แค่ยอมรับ…ว่าค่ำคืนนั้นเปลี่ยนเราไปยังไง” หิมะร่วงตกเงียบงัน บรรยากาศข้นคลั่กด้วยความรู้สึกโทษตัวเองที่ไม่มีใครพูดถึงตรง ๆ
รินจ้องมือซินที่วาดเส้นพลาดจนรอยขาด รีบหลบตา “แล้วถ้ามันกลายเป็นแค่…ความทรงจำที่ทำร้ายเราไปเรื่อย ๆ ล่ะ” วิภาพูดเบา “แล้วถ้าเรากล้าทำบางอย่างเพื่อให้อภัยตัวเอง” เธอหยุดนิ่ง คำพูดคลุมเครือ “บางที…นั่นอาจคือการโต”
เสียงลมคร่ำครวญเหมือนมีบางอย่างอยู่นอกรัศมีแสงไฟฉาย รินหยิบไฟฉายส่องไปรอบตัว แสงพุ่งตัดผ่านหมอก พบเพียงริ้วหิมะส่องระยิบ ทุกคนนิ่งงัน อารมณ์ผสมความสับสนและกลัวอย่างบอกไม่ถูก ก่อนรินถอนใจ “เราไปต่อเถอะ”
พวกเขาขึ้นไปถึงซากเพิงไม้เก่ากลางดงต้นสน มันคือที่พักร้างซึ่งมีข่าวลือเป็นที่ซ่อนของเงาปริศนา รินเดินเจาะหิมะไปใกล้ ลมหายใจขาดห้วง เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดเคล้าความเงียบ “ใครกล้าเข้าไปก่อน” วิภาเปรยเสียงแผ่ว ใครก็ไม่ขยับ ซินวางสมุดกอดอก “กลัวเรื่องจริง…กลัวจะไม่เหมือนที่คิด”
ท้ายสุดรินสูดลมหายใจ ค่อย ๆ ดึงบานประตูเปิดเสียงแหลม ส่องไฟฉายทั่วห้อง ไร้ร่องรอยเหนือธรรมชาติ มีแต่เศษผ้า ตะเกียงแตก และรูปถ่ายเก่า ๆ ติดฝาไม้ รินหยิบภาพหนึ่งขึ้นมา เผยเด็กหญิงสี่คนในภาพ วิภาถาม “ใครเป็นคนที่สี่” ซินกลั้นใจรับ “น้องสาวฉัน เธอหายไปคืนนั้น” น้ำเสียงปนแรงสะเทือนใจ
เงียบกริบไปพักใหญ่ ทุกคนหันหากัน รินกลืนน้ำลายหนัก ๆ “แล้ว…เธอค้างคาใจเรื่องอะไร” ซินเสียงสั่น “ว่ามันคือความผิดฉัน…ฉันปล่อยมือเธอเอง”
วิภาพยายามปลอบแต่พูดไม่ออก รินวางรูปลง วงแขนสั่น ๆ สัมผัสบ่าเพื่อน “เราต่างมีอะไรแบกไว้…ทุกคนล้วนผิดพลาด” เสียงแหบแผ่วกลับนิ่งแนบแน่น วิภาซบมือลงเข่า “ฉันก็เคยตัดสินใจผิด…วันนั้นฉันเรียกน้องเธอไปเอง” ความเงียบแน่นขนัดคล้ายจะกลืนทุกอย่าง
ข้างนอกหิมะตกแรงขึ้น ลมพัดตะเกียงเก่ากระแทกผนังแหลก ซินร้องเสียงแผ่ว “เคยมีคนบอก…ต้องกล้าเผชิญสิ่งที่อยู่ในนั้นถึงจะผ่านไปได้”
รินเดินวนสำรวจจนถึงผนังมุมหนึ่ง เจอรอยขีดเป็นสัญลักษณ์ประหลาด รูปคล้ายประตู รินใช้นิ้วสัมผัส ลมหายใจสะดุด “เห็นรอยนี้ป่ะ” วิภาเดินตามมา ส่องไฟฉาย “มันคือ…ประตู?”
ซินยิ้มจาง “แม่ฉันเคยเล่าตำนานว่าที่นี่เป็นประตูไปยัง…ความทรงจำที่แท้จริง” รินเสียงสั่นขณะมองแสงไฟสั่นสะท้อนกำแพง “ถ้าอย่างนั้น ฉันอยากลืม” วิภาสวนทันควัน “ฉันอยากให้อภัย” ซินเพิ่มเบา ๆ “ฉัน…แค่อยากให้เธอกลับมา”
ลมหายใจของทุกคนต่างแผ่วเบา ไฟฉายกระพริบลางเลือน ซินคลายอ้อมกอดสมุด คลี่หน้าสุดท้ายที่วาดหนักหน่วง “คืนนี้เราจะบอกความจริงทั้งหมด ไม่นิ่งเงียบอีก”
เสียงบางอย่างสะท้อนจากข้างใน เพิงไม้สั่นไหวคล้ายเงาดำวูบผ่าน รินหันขวับ วิภาขอสัญญา “ถ้าออกไปได้…ต่อไปนี้เราจะไม่โกหกกันอีก” ซินนิ่ง ก้มหน้าน้ำตารื้น รินกำมือแข็ง “ฉันจะพยายาม”
จู่ ๆ แสงไฟดับพรึ่บ ทุกอย่างดำสนิท กลิ่นไม้เก่าแรงขึ้น ทุกคนจมอยู่กับเสียงหัวใจและเสียงหอบหายใจตัวเอง ซินกอดสมุดแน่นขึ้น “อยู่ด้วยกันนะ” เสียงเธอสั่น เหมือนเงาดำตวัดผ่านหน้าต่าง แต่เมื่อรินเปิดไฟฉายอีกครั้ง ภายในก็ว่างเปล่า
บรรยากาศแปลกคล้ายความเย็นยะเยือกคลุมศีรษะ แต่ละคนค่อย ๆ ยอมรับว่าคำตอบอาจอยู่ที่การให้อภัยตัวเองมากกว่าหมู่บ้านหรือขอบเขานี้ วิภาฟุบหน้ากับเข่า รินดึงตัววิภาเข้ามาใกล้ “เรา…จะเดินหน้าต่อไปด้วยกัน” ซินกล่าวช้า ๆ “ถึงแม้เขาจะไม่อยู่ แต่เรายังเป็นเรา”
หิมะด้านนอกตกหนัก เทียนเล่มหนึ่งที่เหลือจุดติดซินหยิบมาวางกลางวง ความอบอุ่นของเปลวเทียนไล่รอยกลัวในใจ ทุกคนนิ่งงันราวกับโลกหยุดเดิน เวลาผ่านไปใต้เปลวเทียนจนฟ้าสาง พวกเธอมองหน้า คำพูดค้างคอ วิภาเอื้อมมือจับมือเพื่อนทั้งสอง
เสียงเช้าวันใหม่กรุ่นมากับลม พวกเขาออกจากเพิงไม้ รินกล้าก้าวนำหน้า ซินเดินตาม ยิ้มจาง ๆ วิภาเดินเคียงข้าง ต่างก้มหน้าฝ่าหิมะขึ้นเนิน เขาร่วมเผชิญกับบาดแผลและอดีตที่ไม่มีใครลบได้แต่เลือกโอบรับและให้อภัยกันและกัน
หมู่บ้านบนเขาปรากฏให้เห็นอีกครั้งกับแสงทองแรกของวัน บนขอบฟ้าขาวโพลน วิภาเงยหน้าสูดกลิ่นอากาศ รินยิ้มบาง ๆ ซินหยุดเพื่อเขียนอะไรลงสมุด ภาพสุดท้ายคือแผ่นหลังทั้งสามคนเดินเรียงกันกลางหมอกหิมะ สู่ขอบฟ้าที่เปิดกว้างรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า