คืนวันไร้หน้า
เสียงไม้กระดานแห้งๆ ดังลั่นใต้เท้าทันทีที่อิงค์ก้าวเข้าไปในคฤหาสน์ร้างแห่งนั้น เธอหยุดหายใจชั่วครู่ กลิ่นฝุ่นและราขึ้นกลบกลิ่นอากาศกลางคืนจนแทบหายใจไม่ออก เงามืดสีดำสนิทปกคลุมทั่วโถงกลาง อิงค์สอดส่องไฟฉายไปรอบๆ มือของเธอสั่นเล็กน้อย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมพวกเราต้องมาดึกขนาดนี้วะ” เสียงของปาล์มลอยมาตามหลัง น้ำเสียงแฝงความขุ่นเคืองและวิตกจริต
บีมเดินรั้งท้ายสุด เขาลูบหลังคอ เหงื่อซึมทั้งที่อากาศเย็นเยียบ “แค่รีบเข้าไปดูรูปแล้วก็กลับกันเถอะ กูไม่ชอบที่นี่เลย”
ตูนยักไหล่ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเล “ก็ไม่มีใครกล้ามากลางวัน คนเฝ้าบ้านจะเห็น เขาจะไม่ให้เข้า”
แสงไฟฉายของอิงค์จับยังผนังที่มีรอยมือเด็กเปรอะเปื้อนเป็นทางยาว เธอกลืนน้ำลาย ก่อนเดินลึกเข้าไปในบ้าน ทุกคนเงียบกริบ ราวกับกลัวว่าการพูดจะปลุกบางสิ่งในความมืด
ปาล์มพยายามหักนิ้วให้มีเสียง ทุกครั้งที่เสียงก๊อกแก๊กดังขึ้น กลับดูเหมือนจะเพิ่มความเงียบงันในบ้านร้างเข้าไปอีก
“พวกแก…ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม” บีมกระซิบเบาๆ
อิงค์ส่ายหน้าเบาๆ แสงไฟฉายสั่นไหว “กลิ่นเหม็นอับ…กับกลิ่นธูปไหม้ๆ”
ตูนมองขึ้นเพดาน เห็นเงาบางอย่างเคลื่อนไหวเร็วจนแทบจับภาพไม่ได้ “อย่าเพิ่งแยกกัน เดินไปพร้อมกัน”
ทุกคนพยักหน้ากระชับ พวกเขาก้าวช้าๆ ผ่านห้องโถงกว้างไปยังบันไดไม้เก่า เสียงฝีเท้าดังสะท้อนกับผนังลอกล่อน เหมือนบ้านทั้งหลังหายใจอยู่บนจังหวะก้าวของพวกเขา
อิงค์หยุดที่เชิงบันได เธอเห็นกรอบรูปเก่าบนผนัง กระจกแตกร้าว แต่ภาพด้านในเหมือนถูกลบหน้าคนจนเกลี้ยง เหลือเพียงเส้นร่างจางๆ เธอเงยหน้ามองเพื่อนๆ “ภาพนี้…เหมือนมีแต่คนที่ไม่มีหน้า…”
บีมหัวเราะแห้งๆ “อย่าคิดมาก มันคงเก่าแล้วคนลบรูปเล่น”
ตูนจ้องกรอบรูปอยู่นาน “หรือมันจะเกี่ยวกับเรื่องที่คนเคยหายตัวไปที่นี่?”
อิงค์เม้มปาก หัวใจเต้นแรง พวกเขาเดินต่อขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงไม้ลั่นดังขึ้นเหมือนใครสักคนกำลังกระซิบข้างหู
ทันทีที่ขึ้นถึงชั้นสอง ลมเย็นเฉียบก็พัดวูบผ่านประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้ เงาในห้องดูขยับเคลื่อนไหวเหมือนเฝ้ารออะไรบางอย่าง
ปาล์มเดินนำไปหยุดหน้าห้อง “เข้าไปดูไหม?” เสียงเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ไม่มีใครตอบ ทุกคนเงียบก่อนที่อิงค์จะค่อยๆ ดันประตูเข้าไป ไฟฉายส่องไปบนผนังสีเหลืองอ่อนที่มีคราบน้ำตาไหลราวกับมีใครร้องไห้ซ้ำๆ อยู่ในนี้
บนโต๊ะเครื่องแป้งมีกระจกเงาแตก แสงไฟฉายสะท้อนเงาผิดรูปของทุกคนจนรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนยืนอยู่ข้างหลัง อิงค์หันกลับไปแต่ไม่มีใคร
บีมเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง มองออกไปเห็นสวนรกๆ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูง “พวกมึงคิดว่าผู้หญิงคนนั้น…ยังอยู่ที่นี่ไหม”
เสียงของตูนสั่น “อย่าพูดสิ เดี๋ยว… เดี๋ยวมันได้ยิน”
ทันใดนั้น เสียงกุกกักของอะไรหนักๆ ดังในห้องข้างๆ ทุกคนหยุดนิ่ง เงี่ยหูฟัง เสียงนั้นเหมือนลากอะไรบางอย่างไปกับพื้นและหยุดลงกะทันหัน
อิงค์ถอนหายใจแรง เธอพยายามไม่สบตาเงาตัวเองในกระจก “เราไปดูห้องถัดไปดีกว่า”
พวกเขาเดินออกมาอย่างเงียบเชียบ ห้องถัดไปเป็นห้องเด็ก มีผนังสีฟ้าแตกร้าว ตุ๊กตาผ้าโดนแขวนคอไว้เรียงกันโดยไม่มีหัว
ปาล์มหน้าเสีย “ใคร…ใครทำแบบนี้?” เขากลืนน้ำลาย มองเพื่อนๆ อย่างกลัวๆ
บีมพยายามจะหัวเราะ แต่เสียงออกมาแหบพร่า “มันคงพังเองแหละ…
อิงค์เดินไปดูใกล้ๆ เธอสังเกตเห็นรอยเปื้อนเหมือนคราบเลือดเก่าแต่แห้งมากจนกลายเป็นสีดำใต้หน้าต่าง
ตูนก้มลงมองพื้น “ดูนี่สิ…” เขาหยิบกล่องดนตรีเก่าๆ ขึ้นมา หมุนกลไก เสียงเพลงกุกกักดังขึ้นเหมือนเสียงร้องไห้ของเด็กเล็ก
พลันไฟฉายของอิงค์กระพริบแปลกๆ เงาผิดรูปฉายอยู่บนผนัง เธอเห็นร่างบางร่างหนึ่งไร้ใบหน้า ยืนมองพวกเขาอยู่ในมุมห้อง แต่เมื่อหันไปมองกลับว่างเปล่า
ทุกคนเงียบกริบ อิงค์กำมือแน่น “กลับกันเถอะ…”
แต่ปาล์มส่ายหน้า “เรายังไม่ได้เห็นห้องใต้ดิน…คนนั้นเขาหายไปในห้องใต้ดินนี่”
บีมลังเล “แต่…ถ้าเจออะไรขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?”
ตูนเอามือปิดหน้าตัวเอง ถอนหายใจ “กูไม่อยากกลับไปแล้วโดยที่ไม่ได้รู้ความจริง”
อิงค์มองเพื่อนทีละคน เธอไม่อยากกลับมือเปล่าเช่นกัน ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เธอมีความกลัวในใจ แต่ความอยากรู้มากกว่า
เสียงกุกกักดังขึ้นอีกครั้ง รอบนี้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม มาจากชั้นล่าง ทุกคนมองหน้ากันอย่างระแวง
ทั้งสี่คนค่อยๆ เดินย้อนกลับลงบันไดไปยังโถงกลาง บ้านทั้งหลังเหมือนหายใจแรงขึ้น เงาในความมืดดูยาวขึ้นผิดปกติ
ปาล์มเป็นคนเปิดประตูไปยังห้องเก็บของใต้บันได เขาใช้แสงไฟฉายส่องเข้าไป เห็นบันไดไม้ชันๆ ลงสู่ห้องใต้ดินที่มืดสนิท
บีมถอยหลังหนึ่งก้าว “ถ้ามีอะไรอยู่ข้างล่างจริงๆ…”
ตูนพูดเร็ว “ข้างล่างมีหีบใหญ่ เขาว่าคนที่หายไป…ถูกซ่อนไว้ในนั้น”
อิงค์สูดลมหายใจลึก “ไปด้วยกัน อย่าแยกกันเด็ดขาด”
ทั้งสี่คนค่อยๆ เดินลงบันได เสียงไม้กรอบแกรบใต้เท้า เงาไฟฉายแกว่งไกวบนผนังห้องใต้ดินที่ว่างเปล่า แต่กลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งรออยู่ในความมืด
หีบไม้เก่าๆ ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง บนฝาหีบมีรอยนิ้วมือหลายรอยเหมือนมีคนพยายามเปิดแต่ไม่สำเร็จ
“เปิดไหม?” ปาล์มถามเสียงแผ่ว มือเขาสั่นจนนิ้วขาวซีด
บีมกับตูนพยักหน้า อิงค์ลังเลแต่ตัดสินใจช่วยปาล์มยกฝากหีบขึ้น เสียงบานพับเก่าครางดังลั่นในห้อง
ข้างในหีบว่างเปล่า มีเพียงเศษผ้ามอมแมมกับกระดาษแผ่นหนึ่งพับไว้อย่างดี อิงค์หยิบขึ้นมา เปิดดู มีเพียงประโยคเดียวเขียนด้วยลายมือบรรจง “คนไม่มีหน้าต้องอยู่ในความมืด”
ทันใดนั้น แสงไฟฉายดับวูบ ความมืดเข้าปกคลุม ทุกคนเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจและเสียงครางเบาๆ เหมือนมีใครร้องไห้
บีมกระซิบ “มึงได้ยินเสียงอะไรไหม”
ปาล์มพยายามเปิดไฟฉาย มือสั่นจนควบคุมไม่ได้ เสียงหอบหายใจดังขึ้นรอบตัว
ตูนเคาะกำแพง “ใครอยู่ในนี้!”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเงาผิดรูปกระพริบบนผนัง ทุกคนตาเบิกกว้าง เงานั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด เงาไร้ใบหน้า ยืนจ้องมองพวกเขาโดยไม่มีเสียง
อิงค์ร้องไห้ เธอสั่นไปทั้งตัว “ขอโทษ…ขอโทษ…”
แสงไฟฉายติดขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่มีร่างของเงานั้นแล้ว มีเพียงความว่างเปล่าและความรู้สึกเย็นเยียบเกาะกินหัวใจ
ปาล์มหอบหายใจ “เราต้องออกไปจากที่นี่…”
บีมพยักหน้าทั้งน้ำตา “ใช่ ออกไปกันเดี๋ยวนี้เลย”
ตูนยังจ้องไปที่มุมห้อง “แต่…มันยังอยู่ที่นี่ มันไม่ให้เราออกไปง่ายๆ หรอก”
พวกเขาก้าวขึ้นบันได เสียงฝีเท้าดังเหมือนมีใครตามหลังมาไม่ห่าง ทุกคนแย่งกันเปิดประตูโถงกลางออกมา ทันใดนั้น ประตูปิดกระแทกเสียงดังลั่นเหมือนมีแรงกระชากจากอีกด้าน
อิงค์เอาหัวโขกกำแพง น้ำตาไหลพราก “ทำไมเราต้องมาเจอแบบนี้!”
ปาล์มหันไปมองบีม “แกเป็นคนชวน! แกบอกว่าต้องพิสูจน์ว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่จริงหรือเปล่า!”
บีมเสียงสั่น “แล้วแกไม่อยากรู้หรือไงว่าเรื่องมันเป็นยังไง!”
ตูนตบบ่าอิงค์เบาๆ “ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก พวกเราทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง”
เสียงกุกกักดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนเสียงลากของหนักผ่านพื้นข้างบน ทุกคนเงียบกริบ หายใจแทบไม่ออก
เงาไร้ใบหน้าปรากฏบนกระจกหน้าประตู เงานั้นเคลื่อนผ่านช้าๆ ร่างสูงโปร่งไร้รายละเอียดบนใบหน้า ราวกับกำลังจ้องทุกคนอยู่
อิงค์ร้องไห้จนตัวสั่น “อย่ามอง อย่ามองมัน!”
ไฟในบ้านดับสนิท ทุกอย่างเงียบงัน จนเสียงหัวใจของแต่ละคนดังอยู่ในความมืด
ทันใดนั้น ประตูเปิดเองอย่างช้าๆ ลมเย็นจัดพัดเข้ามา ท้องฟ้าข้างนอกดำสนิท ไม่มีแสงจันทร์หรือดาว มีแต่เสียงหอนของลมและกลิ่นธูปเก่า
ทั้งสี่คนรีบวิ่งออกไปนอกบ้าน ทุกคนต่างหอบหายใจแรง แต่เมื่อหยุดมองย้อนกลับไป เงาไร้ใบหน้ายืนอยู่ในกรอบหน้าต่างชั้นสอง จ้องมองลงมาราวกับเฝ้ารอให้ใครกลับเข้าไปอีกครั้ง
บีมทรุดลงกับพื้น “เรารอดแล้วใช่ไหม…”
ตูนส่ายหน้า “แต่เรายังไม่รู้อะไรเลย…ว่าทำไมถึงไม่มีหน้า ว่าเขา…เป็นใครกันแน่”
อิงค์มองหน้ากระดาษในมือ คำว่า “คนไม่มีหน้าต้องอยู่ในความมืด” ยังเลอะด้วยคราบน้ำตาของเธอเอง ราวกับความลับของบ้านหลังนี้ไม่มีวันถูกเปิดเผย
เสียงกุกกักดังจากบ้านร้างอีกครั้ง ครั้งนี้เหมือนเสียงหัวเราะของใครบางคนในความมืด ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น รู้ดีว่าบางสิ่งในบ้านหลังนั้น…ยังคงรอพวกเขากลับไป