เพลงสุดท้ายของฤดูร้อน
เสียงเปียโนจากห้องซ้อมเล็ดลอดออกมาตามทางเดินยาวของคณะศิลปกรรมขณะเย็นย่ำ ปิ่นนั่งอยู่หน้าเปียโน จ้องโน้ตเพลงที่เปลี่ยนบ่อยครั้ง เธอกดคอร์ดอีกครั้ง—ผิดอย่างเดิม ถอนหายใจเบา ๆ ตบมือกับหน้าผากตัวเองเบา ๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอหยิบมาดู ข้อความจากแม่ปรากฏอยู่: ‘อย่าลืมเพลงนั้น พ่อเขาถามมาว่าสอบผ่านไหม’ ปิ่นไม่ตอบ กดปิดไป รสฝืดในปากทำให้เธอลุกเดินไปเปิดหน้าต่าง สูดอากาศชื้นของฤดูฝนที่เริ่มคลายตัว ปล่อยเปียโนไว้ในห้องเหงา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พลันเสียงกีต้าร์อะคูสติกดังมาจากลานใต้อาคาร คน ๆ หนึ่งนั่งอยู่บนขอบฟุตบาท ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่จริงใจ กลุ่มเพื่อนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ แต่เขาเหมือนไม่แคร์สักนิด ปิ่นยืนมองอยู่บนชั้นสอง ตากับคนข้างล่างสบกันชั่วครู่ แล้วหลบสายตาทันที
วันต่อมา ปิ่นเดินเข้าห้องซ้อมแล้วพบชายแปลกหน้านั่งอยู่ที่เปียโน ตะวันหันมายิ้มแหย เขาวางสมุดเพลงลง ‘พี่เป็นเจ้าของห้องนี้หรือครับ’ ปิ่นนิ่งไปเล็กน้อย ‘เปล่า แค่ใช้ซ้อมบ่อย พอดีต้องสอบจบ’ ตะวันโน้มตัวไปหยิบกีต้าร์ ‘ขอโทษครับ พอดีห้องอื่นเต็มหมด ผมแค่จะเขียนเพลงใหม่’ ปิ่นยังยืนลังเล ‘ถ้างั้นแบ่งเวลาไหม’ ตะวันยื่นมือไปวางบนเปียโนเหมือนย้ำว่าเขาก็อยากอยู่ตรงนี้เหมือนกัน
เสียงเปียโนกับเสียงกีต้าร์ดังแข่งกันในห้องเล็ก ๆ บ้างก็แทรกกัน บ้างก็ขัดจังหวะกัน ตะวันเริ่มร้องเพลงเบา ๆ ขณะปิ่นกดคอร์ด ฝ่ายหนึ่งต้องหยุด ฟังอีกคน ฝืนยิ้มให้กัน ตะวันพูดขึ้น ‘เสียงเปียโนพี่เท่มาก’ ปิ่นพยักหน้ารับแบบไม่แสดงอารมณ์อะไร ตะวันยิ้มจาง ๆ ขยับกีต้าร์กลับไปหาโน้ตเพลงของตัวเอง
เวลาผ่านไปสองสามวัน ทั้งคู่อาศัยเวลาร่วมกันในห้องซ้อมมากขึ้น แม้บทสนทนายังติดขัด ปิ่นยังคงไม่พูดมากนัก ตะวันกลับขี้เล่น ชอบหยอกเล็ก ๆ น้อย ๆ ฝ่ายหนึ่งเงียบ ฝ่ายหนึ่งตลกขับไล่ความเก้อเขิน ตะวันเอื้อยเอื้อนเล่าว่าตัวเองเล่นดนตรีข้างถนนบ่อย ๆ หาเงินซื้อเอฟเฟกต์กีต้าร์เอง หน้ามุ่ยเมื่อพูดถึงแม่ที่ไม่ค่อยสนับสนุน ปิ่นคล้ายจะเข้าใจ แต่ไม่ปริปากใด ๆ
คืนหนึ่ง ขณะเปียโนกับกีต้าร์กำลังแข่งกันตามเดิม ไฟฟ้าดับกลางอากาศ ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท ตะวันหัวเราะ ‘กลัวผีไหมพี่?’ ปิ่นนิ่งเงียบ ซักครู่จึงตอบเบา ๆ ‘กลัวเงียบ ๆ แบบนี้มากกว่า’ ตะวันนั่งเอากีต้าร์กอดไว้กลางอก โน้มเข้าใกล้ คำพูดที่ประกาศออกไปนั้นเบาเหมือนหายใจ ‘ผมว่าบางทีความมืดน่ากลัวน้อยกว่าความกดดันจากคนรอบตัวนะ’ ปิ่นไม่ได้ตอบ ตะวันจึงเล่าเรื่องตลกจากบนถนน แค่คลายบรรยากาศอึดอัดจนไฟสว่างคืนมาทั้งคู่ถึงได้หัวเราะ
หลังจากวันนั้น ปิ่นกลับบ้านไปพร้อมความคิดที่วนเวียนถึงเสียงกีต้าร์ ตะวันกลับไปซ้อมดนตรีที่สกายวอล์กเช่นเคย แต่สังเกตว่าตัวเองมองไลน์แชทของปิ่นแล้วลุกลี้ลุกลนที่จะส่งข้อความ—แต่ไม่ได้ส่งเสียที ข้อความคล้าย ๆ กันนี้ถูกพิมพ์ลบซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง
ตะวันเสนอไอเดียการรวมวงกับปิ่นเพื่อประกวดดนตรีมหาวิทยาลัย ปิ่นลังเลอย่างหนัก แต่ด้วยแรงกดดันจากอาจารย์และคะแนนสอบ เธอจำต้องตกลง กฎของโปรเจกต์คือต้องสร้างเพลงใหม่ร่วมกันภายในหนึ่งเดือน ตะวันสนุกกับการคิดคอนเซ็ปต์ แต่ปิ่นทั้งกังวลและกลัวว่าผลงานจะไม่ดีพอเพราะเธอไม่ถนัดเขียนเพลง ตะวันพูดว่า ‘ถึงมันไม่ออกมาดี แต่ถ้าได้ลองทำมันด้วยกัน มันอาจจะมีค่ากว่าก็ได้พี่’ ปิ่นมองน้องชายผู้นี้ด้วยสายตาสงสัยผสมเห็นใจ
วันซ้อมแรก ทุกอย่างดูอึดอัด ปิ่นเขียนทำนองแต่ขาดแรงบันดาลใจ ตะวันโยนไอเดียตลก ๆ มาแทรกแต่ก็ถูกปิ่นปฏิเสธ เงียบอยู่นานจนตะวันบ่น ‘พี่ไม่เปิดใจ เพลงมันเลยไม่ไป’ ปิ่นเปรยเสียงเบา ‘มันยากที่จะเชื่อใจคนแปลกหน้า…’ ตะวันเว้นเงียบไปครู่ วางกีต้าร์ลง ‘งั้น…พี่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับผมบ้างล่ะ?’ ปิ่นสบตาแล้วหลบ ‘พรุ่งนี้…เอาน้ำเต้าหู้เย็นมาให้ด้วย เผื่อจะใจเย็นลงสักหน่อย’
ทั้งคู่เริ่มเรียนรู้จะเปิดใจให้กันมากขึ้นทีละน้อย เสียงหัวเราะระหว่างเว้นการเล่นดนตรีเริ่มมีมากขึ้น ปิ่นเล่าเรื่องเด็กผู้หญิงที่ถูกบังคับให้เล่นเพลงที่เธอไม่รักตั้งแต่ยังเด็ก ตะวันขมวดคิ้ว บอก ‘งั้นเราควรเล่นเพลงที่เราชอบดีกว่า’ ปิ่นยิ้มมุมปากแววตาเศร้า
ใกล้วันที่ต้องส่งเพลง ปิ่นและตะวันใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งคู่นัดซ้อมในห้องดนตรีเก่า ๆ ใต้ตึกเรียน ตะวันเมามันกับจังหวะเพลง ปิ่นค่อยๆ อมยิ้มกับความบรื้นบร่างของอีกฝ่าย ตะวันเผลอถามขึ้นด้วยเสียงแผ่ว ‘พี่…คิดอยากจะหนีออกจากบ้านบ้างไหม’ ปิ่นนิ่งไปนาน ‘บางครั้งนะ..แต่ก็ไม่กล้า พี่กลัวแม่จะไม่ให้อภัย’ ตะวันมองเข้าไปในดวงตาของเธอโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มคลี่คลาย กลายเป็นความผูกพันแบบที่ไม่ได้เปิดเผยออกมาตรงๆ เวลานั่งเงียบๆ แลกเปลี่ยนรอยยิ้ม หรือส่งน้ำเต้าหู้กันเงียบๆ หลังซ้อม กลายเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เติมเต็มวันที่ว่างเปล่า
กลางดึกวันหนึ่ง ปิ่นได้รับข้อความจากตะวัน ‘อยากฟังเสียงฝนมั้ย’ เธองุนงงแต่ตอบ ‘ไหนล่ะ?’ ตะวันส่งคลิปเสียงที่เขาเล่นกีต้าร์ตอนฝนตกมาให้ เธอวางโทรศัพท์ลงแล้วแอบยิ้ม ตอนเช้า ทั้งสองไม่พูดถึงข้อความเมื่อคืน แต่บรรยากาศระหว่างกันนุ่มนวลขึ้นทันตา
คืนก่อนวันประกวด พวกเขานั่งซ้อมอยู่ริมสกายวอล์ก ตะวันมองไฟถนน ปิ่นถามเบา ๆ ‘ยังกลัวอยู่มั้ย ถ้าแพ้’ ตะวันยักไหล่ ‘กลัวสิ แต่กลัวไม่ได้เล่นเพลงกับพี่มากกว่า’ ปิ่นนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงเบา ‘บางทีพี่ก็กลัวคนจะไม่เข้าใจเพลงที่เราทำ’ ตะวันตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ‘แต่เราสองคนเข้าใจ แค่นั้นก็พอแล้วป่ะล่ะ?’
วันงานประกวดมาถึง ห้องโถงใหญ่ของคณะคนแน่น ปิ่นตัวแข็งแต่ยอมจับมือกับตะวันแน่นก่อนขึ้นเวที เพลงใหม่ที่แต่งร่วมกันบรรเลงท่ามกลางความกลัวและความกล้าผสมผสาน ระหว่างโซโล่กีต้าร์ มือของตะวันสั่นแต่มองปิ่นที่กำลังเล่นเปียโน เขาผ่อนลมหายใจยาว ๆ ปิ่นส่งรอยยิ้มให้เขา มันเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่แบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว
เสียงปรบมือดังก้อง ทั้งคู่กอดกันแน่น ตะวันหัวเราะ ‘ดีใจไหมที่เราไม่หนีออกนอกเรื่องระหว่างเพลง’ ปิ่นหัวเราะตาม ‘แต่ใจเกือบหนีแล้วจริงๆ’ ทั้งสองไม่ชนะรางวัลใหญ่ ได้แค่รางวัลชมเชยแต่อะไรบางอย่างในหัวใจกำลังเปลี่ยนไป
หลังงาน ปิ่นหายหน้าหายตาไป เธอหลีกเลี่ยงการคุยกับตะวัน บรรยากาศชื่นมื่นเพียงข้ามคืนกลายเป็นมึนตึง ตะวันส่งข้อความ ‘เป็นอะไรไปหรือเปล่า’ เงียบไม่มีตอบ ตะวันเคาะประตูห้องซ้อมวันละรอบ เจอแต่ความว่างเปล่า
จนกระทั่งเย็นหนึ่ง ตะวันกลับมาเล่นดนตรีบนสกายวอล์ก เจอปิ่นนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เขาหยุดกีต้าร์ทันที ทั้งสองสบตากันใต้ไฟเหลืองสลัว ปิ่นกลั้นน้ำตา ‘ขอโทษที่หายไป พี่แค่…พี่กลัวว่าถ้าเปิดใจให้ใคร แล้วเขาจะเดินจากไปอีก’ ตะวันวางกีต้าร์ลง มองเธอนิ่ง ‘ผมก็กลัวนะพี่ แต่ผมเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ ถึงจะไม่ได้อะไรเลย’ ปิ่นเงียบ น้ำตาซึม ‘ขอเวลาหน่อยได้มั้ย’ ตะวันยิ้มบางเบา ‘เท่าที่พี่ต้องการเลย’
ฤดูร้อนใกล้จะจบ ปิ่นผ่านการสอบจบด้วยเพลงที่เล่นร่วมกับตะวัน แม่ของเธอมาฟัง ไม่มีเสียงคอมเมนต์ใด ๆ หลังจบเพลง แม่เดินมาหาเพียงเงียบ ๆ ก่อนจะกอดลูกสาวแน่น ปิ่นทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ ตะวันยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร
ค่ำวันสุดท้ายก่อนปิ่นจะย้ายเมืองเพื่อเรียนต่อ ตะวันนั่งรออยู่ที่สกายวอล์ก กีต้าร์วางข้างตัว ปิ่นเดินมากับกระเป๋าเป้ เธอนั่งเงียบลงข้าง ๆ ทั้งสองฟังเสียงเมืองเงียบสงัด ตะวันพูดเบา ๆ ‘ผมอยากให้พี่อยู่ต่อ’ ปิ่นนิ่ง ตะวันเว้นช่วงไปนาน ‘แต่ผมก็อยากเห็นพี่มีความสุขจริง ๆ’ ปิ่นส่ายหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา ‘อย่ารอกันเลยนะตะวัน โลกมันกว้างกว่าเพลงมาก มาร้องเพลงกับใครใหม่ ๆ บ้างก็ได้’ ตะวันยิ้มตอบ ‘แต่เพลงนี้มันเป็นของเราแล้วนี่นา…ไม่ลืมหรอก’
ทั้งคู่ลุกขึ้นเดินเล่นช้า ๆ ไปตามทางเท้า ไม่มีคำสัญญา ไม่มีบทสนทนาอันยิ่งใหญ่ มีแต่ความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงหัวใจ ท่ามกลางคืนฤดูร้อนที่กลายเป็นเพลงสุดท้ายของทั้งสองคน