ห้องสมุดแห่งรอยต่อ
สายลมเย็นเช้าแห่งเดือนธันวาคมพัดผ่านหน้าต่างบานไม้เก่าของห้องสมุดจันทรา หนังสือจำนวนมหาศาลวางเรียงบนชั้นสูงจรดเพดาน กลิ่นกระดาษเก่าคละคลุ้งในอากาศ ป้าชบาในวัยห้าสิบปลาย เดินถือกวาดเล็ก ๆ มาหยุดหน้าชั้นวรรณกรรม ตาเหลือบเห็นเด็กสาวคนหนึ่งหลบมุมอยู่ในเงามืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขิม—ผมหยิกยุ่ง ใส่เสื้อสเวตเตอร์ตัวโต นั่งกอดเข่าชิดกำแพง สายตาว่างเปล่า ป้าชบาหันมาสบตา แล้วยิ้ม ทว่าเด็กสาวกลับก้มหน้ามุดหนังสือต่อ
“หนังสือนั่นน่าสนใจเหรอ” ป้าชบาทักเสียงนิ่ง ขิมเงยขึ้นเล็กน้อย “ค่ะ…มันแปลกดี”
เสียงนาฬิกาลงกลอนประตูดัง ขิมสะดุ้งเรือง ๆ ป้าชบาวางไม้กวาดลงในถัง “ไม่มีใครมาห้องสมุดตอนนี้ นอกจากเธอ”
ขิมไม่ตอบ ป้าชบาเดินเข้าใกล้อีก “เธออ่านบ่อย ทุกวันเลย ไม่เหนื่อยเหรอ”
ขิมหลุบตา “ข้างนอกมันดัง…ที่นี่เงียบดีค่ะ”
ป้าชบาเอียงคอ “แล้วที่บ้านล่ะ”
“อืม…เหมือนกัน” เด็กสาวพูดเบา ๆ ดวงตาฉายแววเศร้า
เสียงฟ้าร้องครืนไกล ๆ พัดกลิ่นฝนให้ทะลุหน้าต่าง ป้าชบาสูดหายใจยาว ก่อนเดินจากไปเงียบ ๆ
เวลาบ่ายโมง หน้าต่างหลังห้องสมุดเปิดรับลม อากาศชื้นโชยแรง ขิมยังค้างอยู่หน้าแผนกหนังสือเดินทาง หยิบเล่มหนาขึ้น พอลองเปิด กลับเจอแผ่นกระดาษเก่า ๆ มีข้อความลายมือหยาบ
“ห้ามเปิดถ้าหัวใจยังกลัว”
“อะไร…” ขิมพึมพำ มือสั่น สำรวจหน้ากระดาษบรรทัดถัดไป เห็นรูปวาดประตูโค้งลายสลักชัดเจน
ทันใดนั้น เงาแปลก ๆ ไล้มุมสายตา ขิมขยับถอย วางหนังสือลง พยายามสลัดลมหายใจ ป้าชบาเดินกลับมา “เป็นอะไรไหม”
ขิมพยายามซ่อนกระดาษไว้หลังหนังสือ “เปล่าค่ะ…ฝุ่นเข้าตา”
ป้าชบาจับสังเกตได้ “กระดาษนั่นอะไร” ขิมลังเล เมื่อเห็นสายตาจริงจัง จึงยื่นส่ง
ป้าชบารับมาอ่าน ขมวดคิ้วเหมือนจำอะไรได้ “ในนี้มีประตู…ที่อีกฟากไม่ใช่โลกของเรา”
ขิมตัวแข็งทื่อ แม้ในดวงตานั้นจะเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นปนหวาดกลัว “ประตู…อยู่ที่ไหนคะ”
ป้าชบาวางแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะไม้เก่าที่มีรอยขีดข่วนจนเป็นลาย มือสั่นเล็กน้อย “หลังห้องเก็บของเก่า…ฉันไม่เคยให้ใครเข้า เธออยากเห็นไหม”
ขิมพยักเงียบ ๆ หัวใจเต้น กระทบกับผนังในอก ป้าชบานำนำทางไปตามชั้นหนังสือสูงชัน
แสงไฟฟ้าในห้องเก็บของร้าวราน สะท้อนภาพดวงตาป้าชบาและขิมบนหน้าต่างกลม ๆ หยักพร่า ประตูไม้หลังสุดมีแผงวงกบประหลาดสลักลึก ขิมกำกระเป๋าสะพายแน่น
ป้าชบายกกุญแจโบราณช้า ๆ แล้วค่อย ๆ บิดเสียงดังกรอบแกรบ บานประตูเปิดออก กลิ่นไอหมอกพวยพุ่งออกมา เสียงลมหายใจไร้คำพูด
เบื้องหลังคือโถงทางเดินมืดตื้อ ขิมส่ายหน้า ลังเลอยู่ข้างหลังป้าชบา “อันตรายไหมคะ”
“ทุกอย่างอันตราย ถ้าเราไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไร” ป้าชบาเสียงเบา ก่อนก้าวนำเข้าไป ทิ้งขิมให้ชั่งใจอยู่ชั่วครู่
ขิมกัดปาก สูดลมหายใจลึก ตัดสินใจตามเข้าไป เหยียบพื้นไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดดังตามทุกก้าว โลกของกลิ่นกระดาษหายไป เหลือเพียงความเงียบกันดาร
ในห้องโถงแคบ ๆ มีหนังสือเก่ากองเต็ม ผนังประดับกรอบรูปขาวดำที่ไม่มีใบหน้าเด่นชัด มีแค่เงามัวเดินวนซ้ำ ๆ
“ที่นี่…?” ขิมเอ่ย ป้าชบาปาดเหงื่อ ร้องเสียงกังวาน “ประตูถึงโลกคู่ขนานอยู่หลังชั้นหนังสือตรงนั้น”
ขิมหันซ้ายขวา สายตาไล่ตามเสียงหอบของตนเอง “เราต้องเข้าไปจริง ๆ เหรอคะ…”
“ถ้าไม่รีบหา ‘สมุดบันทึกของโนรา’ คืนมา ห้องสมุดแห่งนี้จะปิดตลอดกาล ฉันพูดจริง”
แววอ้อนวอนในเสียงป้านั้น ทำให้ขิมเองเต็มไปด้วยคำถามที่กลัวถามออกมา กระนั้นกลับพยักหน้าแรง ๆ “ไปค่ะ…”
ในช่องว่างหลังชั้นหนังสือกลิ่นอับ ป้าชบาสอดกุญแจอีกดอก กดบิด ลูกบิดลอยคว้างประหลาด บานประตูใหม่โผล่ขึ้นกลางอากาศ แสงประหลาดไหลซึมออกมา
ขิมก้าวเข้าไปโลกใหม่ด้วยหวาดกลัวแต่ก็ห้ามใจไม่ไหว ภาพเบื้องหน้าคือห้องสมุดอีกแห่ง—กว้าง ใหญ่ ลอยตัวกลางท้องฟ้า ชั้นหนังสือลอยได้ โต๊ะบางตัวไม่มีขา ทางเดินบางช่วงหลอกตาผู้มาเยือน
เสียงฝีเท้ามนุษย์-แต่คล้ายหนังสือซ้อนทับกัน-ดังมาถอยหลัง ป้าชบากระซิบเสียงแผ่ว “ที่นี่มีคนเฝ้าสมุดบันทึก สิ่งที่เรากลัวจะมาเยือนก่อนเราเสมอ”
เงาดำคล้ายมนุษย์หมอบอยู่กลางทางเดิน ชั้นหนังสือล้มลงทันทีที่ขิมขยับเข้าใกล้ ทุกความกลัวในใจขิมไหลผ่านตาเด็กเศร้า
“มาเถอะ อย่าอยู่กับความกลัวนาน” ป้าชบาจับมือขิม พาลัดเลาะเข้าไป สายตาขิมจ้องมองชั้นวางหนังสือเก่า ข้างในเงาคล้ายใครบางคนตะโกนชื่อ… “ขิม…ขิม…”
เสียงนั้นแทรกซึมหัวใจ เด็กสาวสั่นไหว “ใคร…?”
“บางที…มันอาจเป็นความทรงจำที่รอให้เราเลือกให้อภัยตัวเอง” ป้าชบาตอบพลางลูบหลังมือขิมเบา ๆ
เงาเดินเข้าใกล้ ป้าชบากระชับมือขิม “เธอมีอะไรที่กลัวมากไหม” ป้าชบาถาม
ขิมกลืนน้ำลาย นึกถึงความผิดที่บ้าน—วันนั้นเธอปล่อยให้แม่ร้องไห้เพราะคำพูดของเธอ “ฉันกลัว…ถ้ากลับบ้าน ไม่มีแม่รออีก”
เสียงบรรยากาศแน่นขึง เงาดำกระโจนทันที ป้าชบาผลักขิมให้หมอบ มือหยิบตะเกียงไฟ ปลุกแสงฉายตรงเงาดำ มันร้องโหยหวน หนีหายไปในเงามุมห้อง
“อย่าปล่อยให้ความกลัวกลับมากินใจ เธอมีสิทธิให้อภัยตัวเอง” ป้าชบาถอนหายใจยาว
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปอีก จากผนังห้องที่บิดเบี้ยว เงารูปเด็กหญิงในกรอบรูปพูดขึ้น “สมุดโนรา…เธอควรตามหาให้พบ ฉันอยู่อีกฟากของรอยต่อ”
ขิมเหลียวหลัง “เสียงนั้น…คุ้นจัง” ป้าชบาหยุดเดิน
“โนราคือใครกันแน่คะ”
ป้าชบาเงียบไปนาน ก่อนตอบ “โนราคือเด็กสาวที่ฉันปล่อยให้หายไปเมื่อสามสิบปี”
ขิมตาโต เสียงใจเต้นแรงขึ้น “ป้า…เคยทำผิด?”
ป้าชบาพยักหน้า “ฉันไม่กล้าหาโนรา ไม่กล้าให้อภัยตัวเองเหมือนกัน”
ขิมจึงจับมือป้าชบาแน่นขึ้น “งั้นเราจะหาไปด้วยกัน”
เสียงหนังสือพริ้วแรง โต๊ะลอยได้วกวนรอบขิมกับป้าชบา
ป้าชบาเอื้อมหยิบหนังสือปกดำบนชั้นสูง ปรากฏสัญลักษณ์รูปผีเสื้อลายกุหลาบ “นี่…สมุดโนรา”
มือขิมแตะปกหนังสือ แสงวาบสาดทั่วทั้งห้อง ทันใดนั้น พื้นห้องสั่นสะเทือน เงาดำโผล่ขึ้นมากะทันหัน กำลังฉุดสมุดจากมือขิม
ขิมร้อง “ไม่! พอที!” กัดฟันดึงหนังสือกลับมา เงานั้นกลายเป็นรูปผู้หญิงผมหยิกคล้ายขิม น้ำตาไหลล้นดวงตา
ป้าชบามองอย่างตกตะลึง “นั่น…โนรา”
ผู้หญิงคนนั้นพูดเสียงสั่น “ให้อภัยได้ไหม…ฉันรอที่นี่นานเหลือเกิน”
ขิมยื่นมือสัมพันธ์กับภาพเงานั้น “ถ้าป้ายกโทษให้ ป้าจะหายกลัวไหมคะ”
ป้าชบาฝืนยิ้ม น้ำตาคลอ “ถ้าเรายอมให้อภัยกัน โลกนี้จะไม่ลืมเรา”
สมุดโนราส่องแสงจ้าปลดปล่อยเงาดำ ลูกบิดประตูผุดขึ้นกลางอากาศ พาทั้งสองทะลุรอยต่อกลับมาสู่ห้องสมุดเดิม ทุกอย่างเงียบสงบ
ขิมทรุดนั่ง ยกสมุดโนราแนบอก น้ำตาไหล ป้าชบาย่อตัวลงข้าง ๆ โอบไหล่ “ขอบใจที่กล้าฝ่าความกลัวไปด้วยกัน”
ขิมพยักหน้า “หนูกลัว…แต่ตอนนี้อยากขอโทษแม่”
ป้าชบาจับมือขิม น้ำตาก็ร่วง “ป้าขอโทษโนรา…ขอโทษตัวเอง”
สายลมเช้าเย็นผ่านหน้าต่างบานไม้ หนังสือในห้องสมุดเรียงตัวกันใหม่ สมุดโนราถูกนำไปวางในตู้กระจก ใต้แสงแดดอ่อน ๆ ไม่มีใครเห็นเงาดำอีกต่อไป
ขิมและป้าชบาเดินออกจากห้องสมุดก่อนแสงแดดจาง ดวงตาและใจของทั้งคู่เปลี่ยนไป โลกภายนอกยังคงดัง แต่ใจพวกเขาเงียบสงบและกล้าเผชิญอีกครั้ง