แสงสุดท้ายบนเกาะริมหายใจ
เรือไม้พลิกตัวเบา ๆ เมื่อม้วนคลื่นแรกพัดเข้าฝั่ง เนล่ากระโดดลงบนทราย เปียกน้ำไปถึงข้อเท้า ขณะที่หมอกขาวข้นคลุมทั่วเกาะ เธอหันไปมองเพื่อนสี่คนที่ยืนจับเป้สะพายหลังราวกับยังลังเล ไอซ์มีสีหน้าหนักใจ ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่วก่อนยื่นมือไปคว้ากระเป๋าของเฟีย ‘รีบเถอะ ก่อนที่หมอกจะหนากว่านี้’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อัสนีผิวปาก ทำเสียงเซ็ง ‘อย่าเพิ่งบ่น ยังไม่มีผีออกมาต้อนรับซะหน่อย’ กันย์ยักไหล่ก่อนลากไม้พายมาพิงต้นไม้ เฟียเม้มปาก เว้าวอนกับเนล่าเบา ๆ กลัวเรื่องถ้ำที่ใคร ๆ ลือกันว่าอาจจะซ่อนอะไรไว้
‘เราไม่ได้มาตามอะไรพวกนั้น เรามาใช้เวลาร่วมกัน จำไม่ได้เหรอ?’ เนล่าย้ำเสียงหนักแน่น เธอไม่เอ่ยอะไรมากกว่านั้น อาการเก็บกดจากบ้าน กดดันความรับผิดชอบตลอดปี กำลังรบเร้าอยู่ข้างใน ไอซ์ลอบมองเธอ แววตาตั้งใจแต่เต็มไปด้วยข้อสงสัยที่ยังขังอยู่ในใจ
เมื่อทั้งหมดตั้งแคมป์ใกล้ชายหาด ต้นปาล์มโอบล้อมเหมือนขอบเขตบาง ๆ ของโลกอีกใบ เสียงคลื่นก้องเป็นจังหวะ เมื่อตั้งเต็นท์สำเร็จ ก็มีคนแนะนำให้สำรวจถ้ำทันที แต่กันย์ยิ้มขอเวลาไปเดินเล่นคนเดียว เนล่าขมวดคิ้วแต่ไม่ห้าม เธอเองต้องการเวลาหายใจมากกว่าอะไรทั้งหมด
ตอนกลางคืน กลุ่มเพื่อนล้อมวงรอบแสงไฟฉายกลาง ความเงียบเข้ามาแทนเสียงหัวเราะเมื่อเฟียเอ่ยเสียงเบาถึงเรื่องที่อยากพิสูจน์จุดลึกลับในถ้ำ ทุกคนเห็นด้วย แต่ไอซ์กลับดูไม่สบายใจนัก ‘ถ้าเกิดอะไรขึ้นล่ะ’ เขาถามเบา ๆ
‘นายกลัวอะไร’ อัสนีท้าทาย ไอซ์เงียบ ไม่ตอบ
‘บางที…เราอาจไม่ควรเข้าไป รอพรุ่งนี้ก่อนได้ไหม’ เฟียเสนอ ทุกคนลังเล ก่อนตกลงนอนพักโดยยังไม่มีข้อสรุป ใจแต่ละคนกลับวุ่นวายด้วยคำถาม บางอย่างในสายลมหนาวทำให้คืนนั้นนานขึ้นกว่าปกติ
รุ่งเช้า เนล่าเป็นคนแรกที่ตื่นขึ้นมาพบเต็นท์ของกันย์ว่างเปล่า ช้อนตาไปทางชายหาด มีรอยเท้าเลือนรางถูกฝนเมื่อคืนชะล้างไป อัสนีเดินดุ่มมาเห็นแล้วหน้าซีด เฟียใจสั่น มือเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว
‘เธอคงออกไปเดินเล่น…ใช่ไหม’ อัสนีถาม เพื่อนไม่มีใครตอบ ขณะนั้นความกระวนกระวายเริ่มเติบโตในแววตาทุกคน
พวกเขาแบ่งกลุ่มออกตามหา เนล่ากับเฟียแยกไปทางหนึ่ง อัสนีกับไอซ์ไปอีกทาง ผ่านสายหมอกหนาทึบและเสียงคลื่นต่ำ ๆ ระหว่างทาง เฟียเงียบงันก่อนกระซิบ ‘ถ้าเธอหายไปจริง เราจะทำยังไง…’
‘เราก็ต้องหายังไง’ เนล่าตอบทั้งที่หัวใจห่อเหี่ยวขึ้นทุกขณะ
ขณะนั้นเอง อัสนีสะดุดกับสายสร้อยเส้นหนึ่งตกอยู่บนพื้นทราย ‘นี่ของกันย์ ไม่เคยถอดเลย’ เขาส่งให้ไอซ์ ไอซ์จับของไว้แน่น ใบหน้าหนักใจเพิ่มขึ้น เขาถามเสียงเบา ‘นายว่า…กันย์จะทำแบบนี้จริงเหรอ’
‘ไม่รู้ แต่เราต้องหาให้เจอ’ อัสนีแน่วแน่ ดวงตาก้าวร้าวขึ้นเพราะความห่วงใยที่ไม่เคยกล้าเผย
เฟียเงียบไปอีกครั้ง เธอแอบเช็ดน้ำตา ไขว้มือหลบหลังต้นไม้พลางกลืนน้ำลาย ก่อนหันกลับมามองเนล่าด้วยสายตาหนักแน่น ‘ถ้าเรารู้ว่ากันย์ตั้งใจหนีไปคนเดียว…เราจะกล้าเผชิญความจริงไหม’
เนล่าไม่ตอบ เธอเดินนำเพื่อนเข้าไปในป่าทึบ ความทรงจำเรื่องแม่ที่จากไปยังคงเป็นแผลอยู่ในใจ กลัวเหลือเกินว่าต้องสูญเสียเพื่อนรักคนเดียวที่กล้าเปิดใจ หลังหยุดนิ่งในความเงียบ เด็กสาวสูดลมหายใจลึกตั้งเป้าหมายอีกครั้ง: เธอจะต้องหากันย์ให้เจอ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เธอคงต้องแบกความผิดไว้กับตัวเองตลอดชีวิต
เวลาผ่านไปแต่ไร้เบาะแสใหม่ ความเครียดจึงก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน อัสนีระเบิดอารมณ์กลางวงไฟฉาย เขาโทษเนล่าที่เป็นคนชวนกันย์มาด้วย เฟียเองก็หันไปโทษอัสนีว่ามักแต่สร้างเรื่องขำขัน ไอซ์เมินหนีออกมา ตัดสินใจไปสำรวจถ้ำคนเดียวในยามค่ำคืน
‘นายจะไปไหน!’ อัสนีตะโกนตาม ไอซ์ไม่หันกลับมา ท่ามกลางแสงไฟฉายที่สั่นเทายามเปลี่ยนผ่านมือ
ภายในถ้ำ ไอซ์ส่องไฟพยายามหาสัญญาณ ขณะเดียวกันเงาสะท้อนบนผนังหินทำให้เขาหยุดนิ่ง ร่องรอยบางอย่างในความมืด—และเสียงถอนหายใจแผ่ว ๆ—ทำชายหนุ่มขนลุก
ในระหว่างนั้น เนล่าเงียบไปอย่างผิดสังเกต เฟียเดินเข้ามาใกล้ พูดเสียงแข็งพลางสะบัดมือออก ‘เธอห่วงกันย์จริง ๆ ใช่ไหม หรือแค่อยากพิสูจน์ว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น’
เนล่ามองเฟีย น้ำตาคลอ ‘ฉันแค่กลัวว่าจะต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว’
‘บางทีเราทุกคนก็กลัวเหมือนกัน’ เฟียพึมพำ ต่างฝ่ายต่างปล่อยให้ความเงียบบดขยี้ความกลัวที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมา
อัสนีเดินเข้ามา ท่าทางอ่อนล้ากว่าก่อน หน้าเศร้าสลด ‘ใครสักคนต้องตัดสินใจจะยอมรับความจริง หรือเราจะยืดความเจ็บปวดออกไปอีก’
‘แล้วเราควรทำยังไงล่ะ’ เฟียถามพลางเบือนหน้าหนี
‘ฉัน…ขอโทษที่พูดแรงเมื่อกี้’ อัสนีสารภาพ เขาพยายามซ่อนมือที่สั่นไหวไว้ข้างหลัง
‘ช่างมันเถอะ เราทุกคนเครียดกันหมดแล้ว’ เนล่าตัดบท บรรยากาศปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อยแต่ความตึงเครียดยังไม่คลาย
ไม่นานนักเสียงร้องของไอซ์ก็ดังมาจากในถ้ำ ทุกคนวิ่งตามไปโดยไม่ลังเล เจอไอซ์นั่งทรุดอยู่กับพื้น เกือบร้องไห้ออกมา ส่วนข้าง ๆ คือกองผ้าห่มของกันย์และสมุดโน๊ตเล่มเล็ก ๆ
‘ฉัน…เจอของพวกนี้ แต่ไม่มีตัวกันย์’ ไอซ์เสียงสั่น
เฟียชะโงกหน้าไปอ่านบางอย่างบนกระดาษ หน้าเสีย ‘มันเป็นข้อความจากกันย์…เหมือนเธอตั้งใจหายไปเอง’
อัสนีเดินเข้ามาซบเข่ากับพื้นเงียบงัน ถือของกันย์ไว้แน่น ‘เราผิดอะไร หรือเราแค่ไม่เข้าใจเธอเลย’
แต่ความสับสนยิ่งทวีคูณ ไอซ์ตัดสินใจถือไปป์มือกึ่งใจกล้ากึ่งกลัวเข้าไปสำรวจถ้ำลึกต่อ ในขณะที่เนล่ากอดอกนิ่ง น้ำตาเริ่มไหลอย่างกลั้นไม่อยู่ ‘ฉันผิดเอง ถ้าไม่ดื้อกันย์คงไม่…’
เฟียขยับเข้ามากอดเธอแน่น ทุกคนปล่อยให้น้ำตากับความรู้สึกผิดจุดไฟประท้วงในหัวใจ บรรยากาศถ้ำมืดและหนาวจัด ไฟฉายเดียวสาดสว่างไปยังเงามืดหนาแน่น
ในความเงียบงันและเสียงหายใจขาดห้วงของทุกคน อัสนีกระซิบว่า ‘บางทีเราควรกลับกันก่อน เชื่อฟังเหตุผลของกันย์…หรือไม่ก็รอตรงนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น’
‘เราไม่ทิ้งเพื่อน’ เนล่าแน่วแน่ ไฟในตาสว่างจ้าเหมือนได้เผชิญหน้ากับความกลัวจริง ๆ
ขณะเดียวกัน วัตถุสำคัญจากอดีตที่กันย์ทำตกไว้—กำไลผ้าสีซีด—หล่นจากช่องบนผนังถ้ำ สัญญาณเงียบ ๆ ว่าเธออาจยังอยู่ใกล้ ๆ
เวลาอีกหลายชั่วโมงดำเนินไปในความเงียบ ถกเถียง ร้องไห้ และการให้อภัย เฟียสารภาพอย่างสั่นเครือว่าเธอรักกันย์ แต่เพราะยึดติดกับภาพลักษณ์จึงไม่กล้าเผย อัสนีรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปในทางแคบสุดของถ้ำเพียงลำพัง เพื่อพิสูจน์หัวใจตัวเองและเสียสละเวลาที่เหลือให้เพื่อนได้พูดทุกอย่างที่ค้างคา
เนล่ากระตุ้นให้เพื่อนกล้าสู้กับความกลัว ไอซ์ในที่สุดก็เผยว่าเขาเห็นกันย์ออกจากเต็นท์เมื่อคืนแต่ไม่กล้าทักเพราะกลัวความวุ่นวาย ทุกคนต่างสารภาพความผิดพลาดและให้อภัยกันอย่างซีดเผือดซบศอกลงกับพื้นหิน
แล้วเสียงฝีเท้าก็เดินเข้ามาช้า ๆ กันย์ปรากฏตัวจากเงาถ้ำ แววตาคมเข้มปนเศร้า บอกว่าต้องการเวลาคิดเพราะทนความกดดันไม่ไหว และอยากให้พวกเพื่อนได้รู้ถึงความเปราะบางของแต่ละคนด้วย เฟียโผกอดกันย์ น้ำตาไหลพราก พร้อมพูดกับเสียงแผ่วเบาที่เธอรักกันย์มาตลอด กันย์ยิ้มจาง ๆ ยกมือปาดคราบน้ำตาทุกคน สำหรับเนล่า เธอเดินเข้ามาใกล้ เป็นครั้งแรกที่เปิดใจ ‘ขอบคุณที่กลับมา ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ยกโทษให้ตัวเองได้’
กลุ่มเพื่อนค่อย ๆ เดินออกจากถ้ำผ่านแสงแดดที่เริ่มเจือจาง หมอกยังปกคลุมแต่ความหวังคลี่คลายด้วยแสงเช้าสีทอง อัสนีเอ่ยติดตลก ‘ต่อให้เกาะนี้มีอะไรมากกว่านี้ ฉันก็พร้อมสู้ ถ้าเราไปด้วยกัน’
เนล่าหัวเราะ น้ำตาเปื้อนไปจนถึงคาง ไอซ์จับมือกันย์และเฟียแน่น เฟียเอื้อมมือแตะไหล่เพื่อนทีละคน เรือลำเก่าเล็ก ๆ แล่นกลับฝั่ง ภาพสุดท้ายคือกลุ่มวัยรุ่นห้าคนยืนเรียงกันบนทรายมองดูแสงตะวันสุดท้ายลับขอบฟ้า ความเปลี่ยนแปลงของแต่ละคนฉายชัดในแววตา—ความกลัวไม่ได้หายไป แต่พวกเขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันด้วยมิตรภาพและความจริงใจ
เสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง เงาหมอกซึมลง แต่มิตรภาพในกลุ่มนี้กลับฟูเฟื่องขึ้น สะท้อนเป็นแสงสุดท้ายบนเกาะที่ไม่มีใครลืมได้อีกเลย