แสงสุดท้ายบนเกาะลอยฟ้า
หมอกขาวลอยละล่องคลุมเกาะอรุณรุ่ง คลื่นลมบนฟ้าดังแว่วเหมือนเสียงกระซิบ วัยรุ่นคนหนึ่งวิ่งก้าวฝ่าแนวพุ่มไม้ มือถูกข่วนเป็นรอย รวินหอบเหนื่อยแต่ยังไม่หยุดฝีเท้า ประตูใกล้สุดของเรือนกระจกเก่าลาง ๆ อยู่ข้างหน้า เสียงหัวใจเขาเต้นรัวขณะย่องแอบเข้าไปใต้เงาเพิงไม้ ผมเปียกเหงื่อเกาะติดใบหน้า รวินแอบมองเข้าไป เห็นออสการ์กำลังยืนอยู่ข้างโหลแก้วที่มีน้ำสีฟ้าสว่างจาง ๆ ส่องอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายแอบเอาน้ำแสงมาอีกใช่ไหม?” รวินถามเบา ๆ พลางหลบสายตาออสการ์ที่เหมือนจะมีบางสิ่งซ่อนอยู่ ใบหน้าของออสการ์ฉาบรอยยิ้มซน ๆ แต่แววตาสั่นเหมือนน้ำในโหลกำลังจะเดือด
“เราต้องการมันจริง ๆ รวิน ถ้าแม่ของนายได้ดื่มอีกสักหน่อย—”
“ถ้ามีใครรู้ เราทุกคนจะโดนลงโทษนะออสการ์ ที่นี่ปกครองด้วยแสง พวกเขาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ”
เสียงฝีเท้าดังก้องจากด้านหลัง บานหน้าต่างของเรือนกระจกถูกเปิดอย่างแรง ลิน โผล่ขึ้นพร้อมตะกร้าดอกไม้ ลินมีผมสั้นสีดำตัดกับผิวขาวจัด ดวงตาคมชัด ‘ขอฉันด้วย’ เธอยื่นมือออกอย่างจริงใจ ลินไม่กลัวอะไรง่าย ๆ แต่รอยแผลเป็นบนต้นแขนซ้ายซ่อนคำถามในใจ
บ่ายวันนั้น แสงบนเกาะเริ่มดับแปลก ๆ หมู่คนเมืองพูดคุยกันวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ใส่เสื้อคลุมขาวเดินตรวจสัญญาณที่ปล่องข้างผาหิน ผู้สูงอายุถกเถียงมรดกแห่งแสง รวิน ออสการ์ และลินแอบนั่งฟังที่ขอบชั้นหนังสือห้องสมุดร้าง ออสการ์ก้มหน้าสะกดอารมณ์ ‘ถ้าทุกอย่างดับลงจริง ๆ …นายมีทางออกไหม?’
“อย่าเพิ่งคิดแยกกันนะ ออสการ์ เมื่อนายพูดแบบนี้มันเหมือน …”
“ฉันแค่กลัวว่าวันหนึ่งที่นี่จะไม่เหลืออะไรเลย ว่าฉัน …จะต้องอยู่คนเดียวอีกครั้ง” ออสการ์ตอบเสียงแผ่วแทรกเศร้า ลินสะกิดรวินให้มองความเงียบที่อึดอัดเกิดขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความกลัวที่ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ
ค่ำคืนนั้น รวินตื่นขึ้นมาเพราะเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นในระยะไกล ในเงามืดของห้อง เขาเห็นแม่ไอสลัว ๆ บนเตียง รวินเดินไปนั่งเฝ้า เงยมองแสงที่เล็ดลอดเข้าเรือนน้อย ๆ แสงนั้นบางเบากว่าทุกคืน รวินกระซิบกับตัวเองถึงคำสัญญาเก่า ‘จะพาแม่ออกไปจากที่นี่ หากแม่หายดี’
รุ่งเช้า สามคนแอบไปยังเขตห้าม เกาะด้านขอบที่ถูกปล่อยร้าง อาคารวิจัยทรุดโทรมกับกองเครื่องมือสนิมเขรอะ พวกเขาตามรอยแสงเรืองที่ขอบพื้นดิน ลินเป็นคนแรกที่กล้าก้าวเข้าอาคารมืดตามด้วยออสการ์ซึ่งยังลังเล แต่ถึงที่สุดก็ตัดสินใจเดินตาม
“เราจะทำแบบนี้จริงเหรอ ถ้าโดนจับขึ้นมาจะ—” ออสการ์พูดไม่จบ ลินดึงแขนเขาไว้อย่างเด็ดเดี่ยว
“ถ้าความลับมันอยู่ที่นี่ เราต้องรู้ให้ได้ เพราะมันอาจช่วยชีวิตทุกคนได้ด้วยซ้ำ”
ทุกฝ่ายเริ่มต่างเป้าหมาย รวินต้องการช่วยแม่มากกว่าสิ่งใด ออสการ์ปรารถนาให้มิตรภาพไม่จบลง ส่วนลินต้องการลบล้างคำสาปของตระกูลตนเองในสายตาชาวเกาะ พวกเขาเจอกำแพงลับใต้โต๊ะ ออสการ์ล้วงกุญแจแปลก ๆ มาจากคอ เอื้อมเปิดประตูลงไปสู่ห้องใต้ดิน
แสงฟ้าสีฟ้าไหลวนจากอ่างแก้วกลางห้อง รอบข้างเต็มด้วยสัญลักษณ์โบราณและรูปประหลาดมากมาย ลินเดินไปจับผนังที่สลักชื่อ ‘อารีย์’ ตรงกับตำนานว่าต้นสายตระกูลของเธอเป็นผู้สร้างแสงแรกของเกาะ แต่อารีย์ถูกขับไล่เมื่อเกิดหายนะในอดีต
“นายคิดว่าคำสาบานเก่ากับความรักมันจะลากความมืดมาอีกครั้งไหม?” ลินถามด้วยแววตาคมจริงจังแต่มีรอยอ่อนโยน รวินพูดช้า ๆ โดยไม่สบตา “ฉันไม่รู้…แต่ถึงจะกลัวแค่ไหน ฉันก็อยากรู้ความจริง”
ออสการ์เงียบ ไม่พูดอะไร มีเพียงเสียงน้ำในอ่างสั่นไหวเบา ๆ
เช้าวันต่อมา เกาะสั่นสะเทือนเบา ๆ แสงจากปล่องระเบียงค่อย ๆ ดับ ทุกคนในเมืองเริ่มตื่นตระหนก รวินกับเพื่อน ๆ รีบไปแจ้งแก่ผู้ใหญ่ แต่กลับโดนปฏิเสธ หาว่าเด็ก ๆ พูดเพ้อเจ้อ พวกเขาเลยตัดสินใจกลับมาห้องใต้ดิน พยายามเชื่อมโยงความลับในจารึกกับการทำงานของแสง
ช่วงหนึ่ง ออสการ์หยิบโหลน้ำแสงขึ้นมา “นายเคยคิดไหมว่าพลังแสงในนี้มันมาจาก…ความทรงจำของคน?” เขาวางโหลให้แสงลอดออกมาเป็นริ้วม่านระยิบระยับ รวินตกใจ ลินฟังเหมือนเข้าใจบางอย่างลึกซึ้ง
คืนนั้น รวินฝันถึงวันที่พ่อจากไป เขาตื่นขึ้นมาเหงื่อท่วมตัว ภาพนั้นยังฝังจิตใจ รวินกลัวการสูญเสียที่สุดจึงไม่กล้าเผชิญหน้าความจริง ลินสังเกตได้ เธอจับมือรวินแน่นในความมืด
“ทุกคนกลัวอะไรบางอย่าง รวิน ฉันเองก็เคยกลัวว่าคำสาปตระกูลจะทำร้ายคนที่รัก…แต่มันไม่ควรหยุดเราไว้แค่นี้”
รุ่งเช้า หลังเกาะตกอยู่ในความสลัว สามเพื่อนแอบขึ้นหอคอยใจกลางเกาะ พบคัมภีร์เก่าเก็บที่เล่าถึง ‘พิธีคืนแสง’ ต้องใช้คนที่จิตใจบริสุทธิ์เสียสละความปรารถนาของตัวเองเพื่อแสงกลับคืน รวินรู้ดีว่าเขาต้องเลือก ระหว่างหวังหนีไปเริ่มใหม่ในเกาะใหญ่ หรืออยู่เพื่อคนที่รักและเสี่ยงต่อความสูญเสีย
การโต้เถียงเริ่มขึ้น ออสการ์เดินออกไปข้างนอก พยายามฝืนไม่ร้องไห้ “ฉันอยากออกจากที่นี่ไปกับนาย แต่ไม่กล้าบอกความรู้สึกตัวเองเลยสักครั้ง”
ลินเหลือบตามองรวิน นิ่งเงียบ ราวกับหัวใจหนักอึ้ง
ที่สุดแล้ว รวินตัดสินใจกลับไปหาแม่ กอดแม่แน่นด้วยรอยยิ้มปนอาลัย ยื่นโหลแสงคืนให้แม่ “แม่ต้องอยู่ต่อด้วยตัวเองนะ ผมอยากกู้แสงกลับคืนให้ทุกคน”
คืนสุดท้าย บนยอดเนินสูงสุดของเกาะ ทั้งสามร่วมมือกัน ท่ามกลางลมหอบและแสงเทียนที่เหลือเพียงน้อยนิด รวินยื่นมือวางบนอ่างแก้วขนาดใหญ่ ลินอ่านจารึกโบราณออกเสียงเบา ๆ ออสการ์จับมือรวินแน่น
แสงฟ้าแข็งแรงขึ้นทุกจังหวะที่รวินยอมปลดปล่อยความกลัว ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาย ภาพอดีต พ่อ แม่ เพื่อน ทุกความเจ็บปวดหลั่งไหลเข้าไปในอ่าง ราวกับเนรมิตแสงสว่างใหม่ผุดขึ้นจากใจ
บนท้องฟ้าเหนือเกาะ เมฆสีรุ้งผลิบาน แสงแรกค่อย ๆ ทอทั่วเกาะลอยฟ้า เสียงคนเฮดีใจ หัวเราะร้องไห้ระคนกัน
ลินทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหล ‘ในที่สุด…ตระกูลอารีย์ได้ไถ่บาป’ รวินหันมามองออสการ์ ทั้งคู่สบตากันในความเงียบแสนอบอุ่น
ออสการ์พูดเสียงแผ่วแต่ชัด ‘นายคือเหตุผลที่แสงนี้กลับมาได้อีกครั้ง’
รวินยิ้ม เหนื่อยแต่โล่งใจ ทุกคนเดินกลับบ้านท่ามกลางแสงใหม่ของรุ่งอรุณ
สามวันต่อมา ชาวเมืองจัดงานมอบแสง รวิน ลิน ออสการ์ ขึ้นเวที ขอบคุณผู้ใหญ่และเพื่อนบ้าน แม่ของรวินปรากฏตัวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
ในหัวใจรวินเชื่อมั่นแล้วว่าการยอมรับการสูญเสียและความกลัว เปลี่ยนเขาให้กล้าหาญและเห็นค่ามิตรภาพมากขึ้น ลินได้รับการให้อภัยจากทุกคน ออสการ์กล้าเผชิญกับใจตัวเอง ทั้งสามเดินเคียงข้างกันกลางเกาะลอยฟ้าใต้ท้องฟ้าสดใส ทิ้งรอยยิ้มและแสงอุ่นไว้ให้ผู้คนบนโลกเหนือเมฆอย่างไม่มีวันลืม