ตำนานน้ำตาวาฬจันทรา
เหนือขอบฟ้าที่ทะยานสูงกว่าพายุและเมฆทึบ มีดินแดนชื่อว่าอาบิลิอัส ล่องลอยเหนือโลกทั้งปวง และถูกเชื่อว่าคือถิ่นแห่งจิตวิญญาณผู้หลากหลาย ดินแดนนี้เปรียบดั่งผืนกายาสีฟ้าซ้อนทับด้วยทุ่งดอกไม้ล่องลอย ป่าเรืองแสงขนาดมหึมา และลำธารสายบางที่ล่องระหว่างท้องฟ้ากับแสงจันทร์—สายน้ำที่ใครหลายคนเชื่อว่าคือทางผ่านของสรรพสิ่งระหว่างความทรงจำและความฝัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฟานา เด็กสาวผมดำขลับนั่งอยู่ใต้ซุ้มดอกลูซิเลียที่ปลายทางของหมู่บ้าน ไหล่แนบหมวกผ้าป่านเก่าเสียงขาด และมือซ่อนถ้อยคำในใจ เธอมักได้ยินเรื่องเล่าเก่าแก่—เมื่อละครฉายเหนือเมฆจะต้องมีใครสักคนร่ำไห้ ว่ากันว่าน้ำตาที่รินในวันคืนเพ็ญจะร่วงหล่นสู่ลำธารกลืนหายไปกับเสียงร้องของวาฬวิเศษผู้ล่องลอยเหนือหุบเขาดาว
วาฬอินซิล สัตว์วิเศษในตำนาน รูปร่างใหญ่ยักษ์เมื่อเทียบกับนก หรือแม้แต่ต้นไม้ เรือนร่างส่องแสงสีน้ำเงินเงินราวท้องฟ้าขมิ้น หางแยกสามแฉก มีปีกโปร่งใสราวหยาดน้ำค้าง และเขี้ยวสี่ซี่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเศร้า ทุกค่ำคืน วาฬอินซิลจะลอยต่ำ ขับร้องเชื่อมคืนและวัน ผู้คนเชื่อว่าคราใดที่วาฬอินซิลร้องเพลงจนหยาดน้ำตาหยดแรกหล่น จะเกิดปรากฏการณ์น้ำตาวาฬจันทรา—หยดน้ำศักดิ์สิทธิ์ผู้ซึมซาบเยียวยาใจผู้สิ้นหวัง
“เจ้าคิดจริงหรือว่าหยาดน้ำตานั้นจะเปลี่ยนสิ่งใด…” เสียงบุรุษชราของหมู่บ้าน กระซิบกับฟานา ขณะฟังเสียงลมพัด “แต่บางอย่างอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราต้องการเท่านั้น หากแต่เพราะเราต้องเรียนรู้-”
ฟานาเบือนหน้าหนี ไม่มีใครรู้ความผิดในใจเธอ ว่าเธอเคยเป็นต้นเหตุการจากไปของน้องสาวนามว่า เอรียัง ภาพวันนั้นยังตามหลอกหลอน ฟานาจึงอยากตามหาน้ำตาวาฬจันทรา เพื่อขอให้ตนเองได้รับการให้อภัย อีกทั้งเธอหวังว่า หากพบสิ่งนั้น บางทีเธออาจได้หัวใจใหม่
คืนหนึ่งเหนือหมู่บ้าน ลำแสงจันทร์ที่หุบเขาดาวเรียกหาคนทุกข์ใจ ฟานามองเห็นเงาวาฬอินซิลลอยเคลื่อนไหว ดวงตาสัตว์วิเศษนั้นฉายแววเศร้าลึกล้ำ เธอจึงลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม เตรียมกระเป๋าใส่ขนมปังแข็งเล็กน้อย—สิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทาง
การเดินทางเริ่มต้นใต้แสงดาวเสี้ยว เธอข้ามสะพานแก้วสายยาวที่มักหลอมละลายกับหมอกในยามเช้า ระหว่างทางฟานาสังเกตว่ามีความเคลื่อนไหวแปลกประหลาดในป่าเรืองแสง—เงาเลือนบางของสัตว์วิเศษที่ไม่ใช่วาฬอินซิล—บางสิ่งสลัวแสงเองในความมืด
ในป่าคริสตัลแห่งนั้น ฟานาได้ยินเสียงประหลาดคล้ายสายลมหวนหมุน เธอซ่อนตัวหลังกิ่งใบ แต่ทันใดนั้น สิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงโย่งปีกใสแวววาวเดินสวนมา สัตว์วิเศษนี้มีชื่อว่า “คริสทิลาริน” คล้ายผีเสื้อและเสือในร่างเดียวกัน หางแหลมดั่งเพชร ขนโปร่งแสงและแววตาเศร้า มันไม่ได้โจมตีทันที หากแต่เดินวน และเอียงคอจ้องหน้าเธอ
คริสทิลารินมีข้อจำกัด ต้องโบยบินในป่าคริสตัลเท่านั้น ยามออกนอกป่าส่วนขนโปร่งแสงจะร่วง ทิ้งรอยแผลเป็นดำถาวร ทุกครั้งที่มันต้องการข้ามป่าไปอีกฟาก มันจะฝังส่วนหนึ่งของความทรงจำลงกับต้นไม้ เพื่อไม่นำสัมภาระทางอารมณ์ติดตัวไป
ฟานารู้สึกถึงความเศร้าที่ค้างคาในดวงตาคริสทิลาริน เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อน “ฉันกำลังตามหาหยาดน้ำตาวาฬจันทรา หากเจ้าเห็น โปรดช่วยชี้ทาง”
คริสทิลารินเงียบอยู่นาน ก่อนจะเคลื่อนตัวนำทางลัดเข้าสู่บริเวณที่มืดเป็นพิเศษ เบื้องหน้าคือหุบเขาดาว—สถานที่ตำนานกล่าวว่าหากมีใครร้องขอด้วยใจจริง วาฬอินซิลจะเจอพวกเขา
ตลอดเส้นทาง ฟานาต้องฝ่าดงหมอกเย็นจัด เธอเริ่มรู้สึกกลัว ความทรงจำแสบร้าวในใจยังเกาะกิน เงาผู้เป็นน้องสาวในจินตนาการปรากฏเป็นพัก ๆ เอรียังโผล่ขึ้นมาตามภาพจำในใจ พึมพำราวกับมีลมเย็นส่งเสียง
“เจ้าจะให้อภัยฉันหรือเปล่า…” ฟานากอดร่างชั่วขณะ และน้ำตาไหลริน
แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้น ไม่มีเหตุผลสิ่งใดนอกจากใจแตกสลาย ซึ่งเหมือนว่าป่าเรืองแสงเองก็รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดนั้น ใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวใสกลายเป็นน้ำเงินเข้ม โลกใต้เท้าหมุนวนและเงียบบริสุทธิ์
แสงจากขอบฟ้าสาดส่องผ่านม่านเมฆ ฝูงวาฬอินซิลโผล่ขึ้นเหนือธารน้ำแข็งในหุบเขาดาว มันขับเคลื่อนร่างใหญ่ฝ่าอากาศ ลำคอทำเสียงร้องอันทรงพลังสะท้านผืนฟ้า โน้ตเสียงเศร้าผสานกับดวงจันทร์ เสียงนั้นคล้ายเสียงร้องไห้ของผู้หลงทางในโลก
ขณะฟานาเงยหน้าฟังเสียงเศร้า ก็เหลือบเห็นลูกวาฬอินซิลหนึ่งตัวร่วงจากฟ้า ดูเหมือนบาดเจ็บ เธอรีบปีนขึ้นก้อนเมฆลอย มุ่งหน้าคลานเข้าใกล้ บนขนของลูกวาฬมีรอยข่วนลึก หญิงสาวลังเล กระนั้นเสียงสะท้อนในใจทำให้ตัดสินใจประคองร่างลูกวาฬขึ้นในอ้อมแขน
สรรพสิ่งบนท้องฟ้าราวกับนิ่งงัน ดวงดาวมองลงมาจากห้วงจักรวาล …เธอคิดถึงวันที่เคยกอดเอรียัง ความรู้สึกผิดและความรักหลอมรวมกัน ทั้งหมดผลักดันให้เธออุ้มลูกวาฬออกจากอันตราย แม้ตนเองจะรู้สึกไร้ค่า
เสียงร้องวาฬผู้ใหญ่สั่นสะท้านเหนือหัว ไปทั่วทั้งหุบเขาดาว ตัวที่ควบคุมฝูงคืออินซิล-อัลดรา วาฬผู้มีลายบนเกล็ดเป็นเสี้ยวพระจันทร์ วาฬผู้ศักดิ์สิทธิ์ของฟากฟ้า ต่ำลงจนลอยอยู่ต่อหน้าฟานา ดวงตาคู่นั้นผสมสีเทาเงินไล่ประกายฟ้า มองซึ้งลึกเข้าไปในใจคน
“มนุษย์น้อย…เหตุใดเจ้าต้องช่วยลูกข้า ทั้งที่เจ้าไม่อาจช่วยน้องสาวตนเองในวันนั้นได้” เสียงอินซิล-อัลดราไม่ได้เปล่งออก แต่ดังสะท้อนในหัวใจ ฟานาพูดอย่างยากลำบาก “ข้าไม่รู้…ข้ากลัวว่า ข้าอาจไม่สมควรได้รับการให้อภัย”
“การให้อภัยไม่ได้คือง่าย และไม่มีหยาดน้ำวิเศษไหนแก้ความผิดได้ หากแต่เจ้ากล้าหาญจะเริ่มต้นใหม่หรือไม่” จังหวะนั้น วาฬอินซิลทุกตัวร้องเพลงวงกตเสียงซ้อนทับกันจนสายลมสั่นระรัว แสงจันทร์ตกกระทบหยดน้ำตาวาฬเม็ดใหญ่ หยาดหนึ่งไหลลงสู่ฝ่ามือของฟานา
เสียงระลอกสุดท้ายพูดกับเธอ “นี่คือสิ่งที่เจ้าตามหา แต่จงตอบข้า น้ำตานี้สำคัญเพราะมันเปลี่ยนอดีต หรือเพราะมันเปลี่ยนใจเจ้าเอง”
ทันใดนั้น ฟานาเห็นเงาสะท้อนตนเองในหยดน้ำ ฤๅเจ้าจะเลือกหนีอดีต และปล่อยให้อดีตเป็นเพียงแผล หรือจะเลือกให้อภัยและเดินต่อ ไม่ว่าความผิดพลาดนั้นจะเจ็บปวดเพียงใด
ฟานาพลันตัดสินใจ เธอกุมหยดน้ำตาวาฬแน่น กล่าวกับอินซิล-อัลดรา “หนูยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น หนูขอให้อภัยตนเอง เพื่อจะดูแลผู้อื่นต่อไป แม้ความเศร้าจะไม่หายไป”
น้ำตาไหลพรากในแสงจันทร์ วาฬอินซิลทุกตัวหมุนเวียนกลางฟ้า เสียงร้องแปรเปลี่ยนเป็นเสียงประสาน หยาดน้ำตกลงมาใส่หุบเขาดาว ต้นไม้ป่าเรืองแสงแตกหน่อใหม่ ทุกชีวิตเหมือนได้ชีวิตใหม่ ฟานารู้สึกเหมือนหัวใจปลอดโปร่งขึ้น เงาอดีตเงียบสงบลง เธอกลับมาโอบกอดลูกวาฬ ปล่อยให้มันล่องลอยคืนสู่ฟ้า
ฟานาย้อนเดินกลับ ไม่ได้พกหยาดน้ำตาวาฬกลับบ้าน น้ำตาวาฬนั้นละลายไปกับรอยยิ้มของเธอ เธอเรียนรู้ว่าของวิเศษไม่สามารถลบอดีต แต่หัวใจที่ให้อภัยนำพาเส้นทางใหม่ อาบิลิอัสยังล่องลอยเหนือเมฆเช่นเดิม—พร้อมกับเสียงเล่าขานถึงหญิงสาวผู้กล้าผ่านม่านฟ้า ผู้พบคำตอบว่าความให้อภัยเริ่มต้นที่ใจเราเอง