เสียงในห้องล็อก (The Locked Room Whisper)
อากาศเปียกชื้นในหอพักนิสิตเก่าลอยอ้อยอิ่ง แม้หน้าร้อนจะเพิ่งเริ่ม แต่ความเย็นเฉียบจากแผ่นผนังปูนเก่าก็เหมือนจะซึมเข้ากระดูก ท่ามกลางเสียงรองเท้าขูดไปมาบนพื้นกระเบื้อง ลี—หญิงรูปร่างเล็ก ผมสั้น ใส่แว่น—หยุดยืนมองประตูไม้สีกรมที่มีตรวนเหล็กวางพาดอยู่ด้านข้าง “เอ็งว่าจริงไหมที่เขาว่ามีคนตายอยู่ในนั้น?” เธอถามเสียงเบา สายตาเหลือบมองเพื่อนสามคนที่ยืนชิดกำแพง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ก็แค่ข่าวลือ” เจน คิ้วเข้ม ตาสดใส ท่าทีมั่นใจสวนขึ้นแต่กระซิบเบาตามไปด้วย “ข่าวลือที่เขาเอาไว้ขู่คนไม่ให้แอบเข้า”
บรรยากาศเงียบงันเมื่อทั้งสี่ยืนอยู่ในโถงกลางหอพัก—อาคารสามชั้นที่เคยเป็นที่พักอาศัยของนิสิตมหาวิทยาลัยชื่อดัง ก่อนจะถูกปิดปรับปรุงมานาน พวกเขาได้รับอนุญาตให้เข้ามาสำรวจเพื่อจัดนิทรรศการเล็ก ๆ ของชมรมวรรณศิลป์ ทว่า ห้องหนึ่ง—ห้อง 213—กลับถูกล็อกแน่นหนาด้วยตรวนสนิมเขรอะ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ถูกเปิดใช้งานมาเกือบสามทศวรรษ
เสียงฝีเท้าเบามากจนแทบไม่ได้ยินของอาร์ต หนุ่มผิวคล้ำ ตัวสูง มือถือกล้องถ่ายรูปไว้แน่น เขาเหลือบมองบานประตู “ถ้ามีอะไรจริง ๆ เราจะได้เรื่องไปลงคอลัมน์แน่”
“แต่…เอ็งไม่กลัวเหรอ?” ลีเอ่ยอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นคล้ายหวาดระแวง เธอมองไปที่ประตูอย่างไม่ละสายตา
“กลัวก็จริง แต่ถ้าไม่กล้า เราก็ไม่ได้อะไรกลับไปเลย” ตั้ม เพื่อนร่างท้วมที่เงียบขรึมมาตลอดพูดขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงของเขาติดรำคาญนิด ๆ แต่เต็มไปด้วยความกลัวซ่อนอยู่
เสียงวัตถุบางอย่างตกดังแกร้งที่ชั้นบนสุด ทำให้ทั้งสี่สะดุ้งพร้อมกัน ทุกคนหันไปทางบันไดเหล็กสนิมที่ทอดยาวขึ้นไปในเงามืด เลือดในกายแทบหยุดไหล สายตาต่างจ้องจับผิดกันว่าจะมีใครเดินขึ้นไปสำรวจหรือไม่
“กุญแจแม่บ้าน…อยู่กับใคร?” เจนถามขึ้นหลังเงียบอยู่นาน
“อยู่กับลี” ลีตอบเสียงเบา มือกำพวงกุญแจไว้แน่นจนมือเย็นเฉียบ
พวกเขาเดินเลี่ยงบันได มุ่งหน้าไปเก็บภาพและบันทึกข้อมูลตามแผนงาน พวกเขาสำรวจห้องเก่า ๆ ห้องน้ำที่กระเบื้องแตก เศษฝุ่นหนาเตอะและกลิ่นอับชื้นปะปน กล้องของอาร์ตเก็บภาพไว้ทุกมุม ขณะที่เจนจดบันทึกข้อมูลการใช้ชีวิตของนิสิตในอดีต
“มันเงียบเกินไป” ตั้มบ่นเบา ๆ ขณะเดินไปตามทางเดินแคบ ๆ เสียงฝีเท้าทุกก้าวชัดเจนในความเงียบ
อาร์ตกระซิบตอบ “ก็เรามากันอยู่แค่นี้ หอเก่าไม่มีไฟฟ้าด้วย”
เจนตัดบท “รีบทำงานให้เสร็จเหอะ ฉันไม่อยากอยู่นาน”
ในห้องพักเก่าชั้นสอง ลีหยุดมองรูปถ่ายขาวดำในกรอบไม้รูปหนึ่ง—เป็นภาพหมู่ของนิสิตหญิงในเครื่องแบบเมื่อสามสิบปีก่อน ท่ามกลางใบหน้าหลายคน เธอสะดุดตากับหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมสุด ดวงตาเธอดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
“ดูนี่สิ” ลีเรียกเพื่อน ๆ เข้ามาดูรูปถ่าย “เธอคนนี้คือใครเหรอ”
“ไม่รู้สิ…แต่เหมือนพวกเขาไม่อยากให้เธออยู่ในรูป” อาร์ตว่า ใบหน้าหญิงในรูปมัว ๆ เหมือนถูกขูดด้วยมีดคมบาง ๆ
เสียงกระซิบแผ่วเบาแล่นเข้าหูของลีจนเธอสะดุ้ง “ออกไป…ออกไป…” เธอหันซ้ายหันขวาแต่เพื่อนไม่มีใครแสดงท่าทีได้ยิน
“เป็นอะไร ลี?” เจนถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“เปล่า…แค่รู้สึกแปลก ๆ”
สายลมเย็นโชยมาจากทางเดินหน้าห้อง หน้าต่างไม้เก่ากระทบกันเบา ๆ เสียงดังแกร๊ก ๆ คล้ายเสียงคนเดินอยู่ข้างนอก
เมื่อพวกเขาย้ายไปห้องข้าง ๆ ลีรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเดินตาม เธอหยุดเดินทันที ทุกคนจึงหยุดตาม
“ทำไม?” ตั้มถามเสียงห้วน
“เหมือนมีคนเดินตาม…” ลีตอบเบา ๆ
เจนถอนหายใจ “อย่าเล่นแบบนี้ได้ไหม ลี ทุกคนก็กลัวอยู่แล้ว”
บรรยากาศเริ่มเยือกเย็นขึ้นอีกขั้น ทุกคนมองหน้ากันอย่างระแวง
เมื่อพวกเขากลับไปยังโถงกลาง มีเสียงเหมือนฝ่าเท้าถูไปมากับพื้นไม้ชั้นบนสุดอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นยาวและชัดเจนขึ้น ทุกคนหยุดนิ่ง กวาดตามองไปรอบ ๆ โดยไม่กล้าขยับเพียงวินาทีเดียว
“ถ้าไม่ใช่เรา แล้วมันคืออะไร?” เจนกระซิบ เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก
“งั้น…ไปดูไหม?” อาร์ตเสนอ เสียงเขาสั่นแต่แฝงความอยากรู้
ตั้มส่ายหน้า “ไปทำไม เดี๋ยวก็ต้องเจออะไรไม่ดี”
ลีพูดเบา ๆ “แต่ถ้ามันเป็นอะไรที่เราควรรู้…?”
ทุกคนเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะตัดใจเดินขึ้นบันไดอย่างระแวดระวัง แสงไฟฉายพกพาสาดไปตามทางเดินแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา บันไดเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่โดนเหยียบ
บนชั้นสาม มีประตูห้องหนึ่งเปิดอ้าอยู่นิดเดียว—ช่องว่างแคบ ๆ มืดสนิทจนมองไม่เห็นข้างใน พวกเขาเดินช้าลง หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังลอดออกมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น “ออกไป…ออกไป…”
อาร์ตก้าวนำไปข้างหน้า ดันประตูให้เปิดกว้างขึ้น กล้องในมือสั่นเล็กน้อย ภายในห้องว่างเปล่า มีเพียงรอยขีดข่วนลึกบนพื้นไม้ที่ลากยาวจากหน้าประตูไปถึงผนังด้านใน เจนเดินเข้าไปใกล้ ส่องไฟฉายไปที่พื้น พบเศษกระดาษขาดวิ่นแผ่นเล็ก ๆ
เธอก้มเก็บขึ้นมา เห็นเป็นลายมือเขียนว่า “ขอโทษ” เพียงคำเดียว
“ใครเป็นคนเขียน?” ลีถามเสียงสั่น
“หรือจะเป็นคนนั้น…ในรูปเมื่อกี้?” อาร์ตว่า
“แล้วเธอขอโทษเรื่องอะไร?” ตั้มพึมพำ
ขณะกำลังถกกัน เสียงเหล็กกระทบกันดังมาจากชั้นล่างสุด ท่ามกลางความเงียบ ทุกคนหยุดฟัง—เสียงเหมือนตรวนเหล็กกำลังถูกลากไปกับพื้น
“มีใครอยู่ข้างล่างไหม?” เจนตะโกนถาม แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
“จะลงไปดูไหม?” ลีเสนอ แม้เสียงจะสั่น
ทั้งสี่ค่อย ๆ เดินลงบันไดอย่างระวัง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก เมื่อไปถึงโถงกลาง พวกเขาพบตรวนเหล็กที่เคยพาดอยู่ข้างประตูห้อง 213 ถูกลากออกห่างจากประตูประมาณหนึ่งฟุต ประตูยังคงปิดอยู่ แต่ตอนนี้มีช่องว่างเล็ก ๆ พอให้เห็นความมืดภายใน
“ใครทำ!” เจนร้องถาม แต่เสียงสะท้อนกลับมาเพียงความว่างเปล่า
ตั้มยืนอยู่ข้างหลังสุด มือกำกล้องของอาร์ตแน่น “เอ็งแน่ใจนะว่ากุญแจอยู่กับเอ็ง?” เขาถามลี
ลีควักกุญแจออกมา โชว์ให้ดู “อยู่กับเรา…ไม่ได้มีใครเอาไป”
เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูของลีอีกครั้ง คราวนี้เหมือนมีใครอยู่เบื้องหลัง “ออกไป…”
ลีหันขวับไปมองแต่ไม่เจอใคร
“เรา…ได้ยินเสียงอีกแล้ว” ลีพูดเสียงเบา ริมฝีปากซีดเผือด
อาร์ตกลืนน้ำลาย “เราก็ได้ยิน…เหมือนข้างในห้อง…”
บรรยากาศเริ่มอึดอัดจนทุกคนไม่กล้าขยับ เจนหันไปถามตั้ม “ถ้าลองเปิด…จะเป็นอะไรไหม”
ตั้มส่ายหน้า “เปิดไปก็กลัวอยู่ดี แต่ถ้าไม่เปิด เราก็ไม่รู้…”
ลีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเธอสอดกุญแจเข้ารูกุญแจที่บานประตู หมุนช้า ๆ เสียงคลิกเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่จะมีเสียงกระซิบดังออกมาจากข้างใน เสียงนั้นเหมือนซ้อนกันหลายเสียง “ออกไป…”
ประตูบานหนักค่อย ๆ เปิดออกกลิ่นอับชื้นรุนแรงโชยออกมา ข้างในเป็นห้องว่างเปล่า มีเพียงรอยขีดข่วนลึก ๆ บนผนังและพื้นจำนวนมาก ใต้แสงไฟฉาย พวกเขาเห็นเงาขาวเลือนรางนั่งกอดเข่าอยู่มุมมืดสุดของห้อง
“เธอ…” เจนกระซิบ “คนนั้นในรูป?”
ขณะที่ทุกคนลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เสียงกระซิบเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้แผ่วเบา เงาสีขาวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เสียงน่าสะพรึงกลัวดังก้องอยู่ในห้องว่า “ขอโทษ…ขอโทษ…อย่าเข้ามา…”
เจนกลั้นใจเดินเข้าไปใกล้ เธอส่องไฟฉายไปที่เงานั้น ใบหน้าของหญิงสาวในชุดนิสิตเก่าเผยให้เห็นเพียงครึ่งเดียว—อีกครึ่งเป็นเงามืดสนิท ดวงตาดำสนิทจ้องพวกเขา
“เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?” เจนถาม เสียงเธอสั่น
เสียงกระซิบจากมุมห้องดังขึ้นพร้อมกัน เสียงซ้อนทับหลายเสียงราวกับมีคนจำนวนมาก “ออกไป…อย่าเข้าไปในอดีต…ขอโทษ…”
ลีถอยหลังจนหลังชนผนัง น้ำตาไหลอาบแก้ม อาร์ตถ่ายภาพเงานั้น แต่กล้องสั่นจนภาพพร่า เสียงร้องไห้ยังคงดังอยู่
เจนหยิบเศษกระดาษที่เก็บได้ขึ้นมาแสดงให้เงานั้นดู “นี่ของเธอใช่ไหม?”
เงาสีขาวสั่นเทา “ขอโทษ…ไม่อยากให้ใครเข้ามา…อยากลืม…อยากออกไป…”
ทันใดนั้น ประตูห้องปิดดังปัง ทุกคนหันขวับไปมอง ตั้มวิ่งไปดึงประตูแต่เปิดไม่ออก เสียงล็อกแน่นหนา
ไฟฉายดับวูบ เหลือเพียงแสงโทรศัพท์มือถือที่สาดส่องบรรยากาศสลัว ๆ ทุกคนรวมตัวกันตรงกลางห้อง เจนพยายามโทรศัพท์ออกแต่ไม่มีสัญญาณ
เสียงกระซิบเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงพูด “พวกเขาทิ้งเธอไว้…ปิดประตูขังไว้…ไม่ให้ใครรู้…อย่าทำเหมือนพวกเขา…”
ลีเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น “เราขอโทษ…เราแค่…แค่อยากรู้ว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น”
เงานั้นเริ่มสั่นแรงขึ้น “ไม่มีอะไรเหลือ…มีแต่ความผิด…ขังไว้จนลืม…ไม่มีใครฟังเสียง”
อาร์ตพูดเสียงแผ่ว “ถ้าเราออกไปได้…เราจะเล่าเรื่องของเธอ…ให้ทุกคนฟัง”
เสียงในห้องเงียบลงชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ถ้าออกไป…จะลืมไหม?”
เจนกลืนน้ำลาย “จะไม่ลืม…เราสัญญา…”
ไฟฉายติดขึ้นอีกครั้ง เงานั้นหายไปจากมุมห้อง ประตูเปิดออกเองอย่างช้า ๆ ทุกคนรีบออกจากห้อง ทิ้งความมืดและกลิ่นอับชื้นไว้ข้างหลัง
ขณะพวกเขาก้าวออกจากหอพัก ลีหันกลับไปมอง เห็นหน้าต่างห้อง 213 เงาสีขาวยืนอยู่เงียบ ๆ มองลงมา เธอกระซิบในใจ “เราสัญญา…”
หลายวันต่อมา นิทรรศการของชมรมวรรณศิลป์จัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวของหอพักนิสิตเก่า เจนเขียนเรื่องราวของหญิงสาวในห้องปิดตาย พร้อมภาพใบหน้ามัว ๆ ในรูปถ่าย ทุกคนต่างพูดถึงความลึกลับของหอพัก แต่ไม่มีใครรู้ความจริงว่ามีอะไรอยู่หลังประตูห้อง 213
แต่ในคืนสุดท้ายของนิทรรศการ ลีเดินกลับไปที่หอพักเก่า เธอหยุดยืนมองประตูห้อง 213 ในเงามืด เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง “ขอบคุณ…”
ลีหลับตา น้ำตาไหล เธอเข้าใจแล้วว่าบางเสียง…ไม่จำเป็นต้องถูกลืม