คืนที่คฤหาสน์ริมทะเล
เสียงคลื่นกระทบโขดหินประสานกับเสียงกรวดกระทบพื้นใต้รองเท้าผ้าใบ กลุ่มนักศึกษาห้าคนเดินตามกันเข้ามายังคฤหาสน์ริมทะเลเก่าแก่ รถตู้จอดนิ่งอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ท้องฟ้าสีหม่นบดบังแสงดาว แม้จะเป็นฤดูร้อนแต่ลมทะเลกรีดไหลปลายเสื้ออย่างโหดร้าย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจใช่ไหมว่ามีคนรออยู่ในนั้น” กวิน เสียงเข้มแต่เจือความกังวล มองประตูบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ไขแสงไฟสีส้มอ่อนลอดรอยแตกร้าวของผนังไม้ใกล้เคียง
“เรามาตามคำเชิญของวริศาเอง” ฟ้า หนึ่งในกลุ่ม สาวผมน้ำตาลถักเปีย ตอบพลางกอดอก เดินนำเพื่อนขึ้นบันไดหิน บรรยากาศตึงเครียด ทุกคนดูมีสัมภาระพกพาเล็กน้อยเท่านั้น
“ปีที่แล้วเราไม่ได้สัญญากันหรือว่ายังไง” จูเนียร์เอ่ยเติม เสียงเบาแต่แฝงความไม่ไว้ใจ เพื่อน ๆ ต่างเมินสายตาไปคนละทาง
ประตูไม้ฝืดเปิดออกเองอย่างช้า ๆ ก่อนทุกคนจะเข้าไปรวมในห้องโถงเพดานสูง ภาพบุคคลโบราณแขวนเรียงบนผนัง เสียงเดินก้องสะท้อนจากพื้นหิน เยาว์วัยทั้งห้าเหมือนตกอยู่ในหนังที่ไม่มีใครอยากเป็นตัวเอก
“สวัสดีทุกคน” เสียงวริศา เจ้าของคฤหาสน์และอดีตหัวหน้ากลุ่ม ผมดำตรงยาว เสียงเธอเรียบแต่เฉียบ เย็น “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
แสงเทียนส่องสว่างบนโต๊ะอาหารใหญ่ วริศานั่งที่หัวโต๊ะ รินชาให้เพื่อนทีละคน ท่าทางมั่นใจแต่แฝงความประหม่า “คืนนี้ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ดวงตาเธอสบตากวิน เหมือนจะบอกอะไรบางอย่างแต่หยุดไว้
สายนที เด็กหนุ่มหน้าตาซีดนิ่ง ไม่ปริปากพูดอะไร เอาแต่จ้องมองรูปถ่ายครอบครัวบนผนัง “มีใครได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ ไหม” เขาเอ่ยเบา ๆ
“อย่าเพิ่งคิดมาก เรายังไม่ได้เริ่มเลย” มิลิน สาวผิวเข้ม หน้าตาเรียบเฉย นั่งไขว่ห้างข่มอาการประหม่า เธอมองวริศาด้วยสายตาท้าทาย
เสียงนาฬิกาตลอดเรือนดังกังวาน กลุ่มเพื่อนค่อย ๆ นั่งล้อมโต๊ะ ท่ามกลางความเงียบงัน ดวงตาทุกคู่ดูเกร็งขึง ฉายแววคาดเดาและข่มความกลัว
วริศาวางจานอาหารแต่ละจานด้วยมือสั่นเล็กน้อย “คืนนี้ ถ้าใครจะสารภาพอะไร ขอให้พูดออกมาตอนนี้”
มิลินแค่นหัวเราะ “เกมอะไรอีกล่ะคราวนี้ อย่าบอกนะว่าเรื่องปีนั้น” ฟ้าพูดขัดจังหวะ “เราแค่มาปรับความเข้าใจกันใช่ไหม ไม่ใช่งานเลี้ยงแกล้งกันขึ้นมาใช่ไหมวริศา”
สายลมแรงกระแทกกรอบหน้าต่าง ทุกคนสะดุ้ง สายนทีพูดแทรก “มันยังไม่สายเกินไปสำหรับการให้อภัย…หรือเปล่า” เขามองดูวริศาเหมือนมีอะไรฝังใจ
“อย่าปล่อยให้ความลับค้างคา” วริศากระซิบเบา ๆ แต่เฉียบขาด สายตาทุกคู่มองหน้ากันเงียบงัน ก่อนความตึงเครียดจะเบาบางลงเมื่อฟ้าเอื้อมมือไปแตะแขนเธอ “เราทุกคนก็แค่—”
เสียงประหลาดดังแทรกจากทางเดินมืดข้างบันได ทุกคนหันไปตามเสียง เงาลาง ๆ เคลื่อนไหวอยู่ในความมืด วริศาลุกขึ้นอย่างเร่งรีบ “ใจเย็น อาจเป็น…แมว”
แต่ขณะเดินไปตรวจดู เสียงประหลาดเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของกลุ่มเพื่อน กลิ่นคาวน้ำทะเลคละคลุ้ง “เราจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ทั้งคืนใช่ไหม” จูเนียร์ถาม หวั่นไหวในน้ำเสียง
“ประตูหน้าถูกล็อกจากด้านนอกแล้ว” วริศากระซิบบอก “แค่อยู่กันให้ครบจนรุ่งเช้า เราจะรู้คำตอบทั้งหมด”
กวินสบตาเพื่อน ๆ อย่างไม่มั่นใจ “ตกลง…กำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่”
สายลมเย็นจัดหวนปะทะประตู คลื่นซัดดังขึ้นราวประกาศภัยเงียบ ทั้งห้าคนต่างเก็บความกลัวไว้ภายใน เหลือบมองกันอย่างลังเล ก่อนฟ้าจะเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า “ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราทุกคนต้องยอมรับมันด้วยกัน”
แสงเทียนริบหรี่ ทุกคนเดินกระจัดกระจายสำรวจคฤหาสน์ จูเนียร์แอบเดินสำรวจห้องใต้บันได พร้อมไฟฉายเล็กที่มือ เหงื่อไหลซึมขมับขณะมือสัมผัสของเหลวแปลกเย็นจัด
“มีอะไรเหรอ” มิลิน เดินตามมา เอื้อมมือจับไหล่ จูเนียร์สะดุ้งตัว “ผม…เหมือนมีอะไรอยู่ที่นี่” เสียงสะท้อนในห้องฝังลึกในใจทั้งสาม
ฟ้าเดินไปยังห้องนอนเก่า เปิดลิ้นชักเจอกระดาษแผ่นหนึ่ง มีตัวหนังสือสั่น ๆ : “ความจริงรออยู่” ฟ้าชะงัก ลังเลจะเรียกเพื่อนดีหรือไม่ กวินเดินมาที่หลัง “เราไม่ควรอยู่แยกกันนาน ๆ”
เสียงเคาะประหลาดดังขึ้นจากห้องครัว สายนทีรีบเดินไปเจอถ้วยน้ำตกกระจาย เขายกขึ้นส่องกับไฟฉาย พบวัตถุมีดเล็กเปื้อนสนิมซ่อนอยู่กับพรม
ทุกคนกลับมารวมตัวกันในห้องโถง—ยกเว้นวริศาที่หายไป
“วริศาล่ะ?” กวินถาม เสียงเริ่มสั่น มิลินวิ่งขึ้นบันไดคนแรก “วริศา!”
เงาในห้องนอนสว่างทันทีเมื่อไฟฟ้าเปิดขึ้น วริศานั่งตัวสั่นอยู่ข้างหน้าต่าง น้ำตานองแก้ม เธอเอ่ยเบา ๆ “ฉัน…ขอโทษ”
ทุกคนมอบความเงียบอึดอัดให้ มีเพียงเสียงคลื่นยังคงก้องเข้ามาในคฤหาสน์ มิลินมองตาวริศา “ถ้าจะสารภาพ ก็บอกมาเลย”
วริศาสูดลมหายใจ “ปีที่แล้ว…เราไม่ควรปล่อยให้มันเกิดขึ้น ฉันเป็นคนเสนอเกมนั้นเอง” น้ำเสียงเธอสั่น สายนทีมองตาเธอด้วยสายตาปวดร้าว ฟ้ายื่นมือไปจับมือเธอไว้
จูเนียร์เงียบไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “ไม่มีใครกล้ายอมรับผิด…จนกระทั่งวันนี้”
กวินเดินเข้ามาใกล้ “ฉันขอโทษด้วย เราไม่ตั้งใจ…แต่ก็กลัวเกินกว่าจะพูด” เสียงหายใจถี่ขึ้นขณะน้ำตาคลอ
ฟ้าปลอบทุกคนอย่างอ่อนโยน “บางทีเราทุกคนก็เจ็บปวดเหมือนกัน”
จังหวะนั้น เสียงเคาะประหลาดดังขึ้นอีกจากห้องโถง ทุกคนสะดุ้งเงยหน้า พบว่าประดับรูปภาพตรงบันไดมีเงาสะท้อนประหลาด “มีคนอยู่ข้างนอกหรือเปล่า?” มิลินกระซิบ
เงาลาง ๆ เคลื่อนไหวหน้าต่างหน้าห้องรับแขก ทุกคนจับกลุ่มกันแน่น กวินหยิบมีดจากสายนที เดินไปแง้มม่านช้า ๆ ดวงตาเตรียมรับความจริง
แสงไฟกะพริบ เงานั้นกลายเป็นเพียงต้นไม้ไหวตามลม ทุกคนถอนหายใจโล่งอก ทันใดนั้น วริศาสารภาพเสียงดัง “ปีที่แล้ว ฉันโกหกเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อจะได้ชนะเกมนั้น” น้ำตาเธอไหลอาบแก้ม “และตั้งแต่วันนั้น เธอก็หายไป…”
ฟ้าเงียบกริบ สายนทีเบนหน้าหนี กวินฟาดมีดลงกับโต๊ะ “เราควรถามหาความจริงตั้งแต่แรก”
“ไม่มีใครหายใจออกทันที” จูเนียร์เอ่ย คำพูดกระทบใจทุกคน มิลินเดินไปหยิบกระดาษเก่าตรงลิ้นชักที่ฟ้าเจอมา “ความจริงรออยู่…เรากำลังโดนเล่นงานเพราะความผิดเก่านั่นแหละ”
ฟ้าเดินไปรอบ ๆ ห้อง สำรวจทุกซอก กลับพบรูปถ่ายใบหนึ่งซ่อนหลังกรอบกระจก เป็นภาพกลุ่มเพื่อนหกคน “นี่มัน…” เธออึ้ง “แต่พวกเรามีแค่ห้าคนไม่ใช่เหรอ?”
วริศาหน้าซีด มือเย็นเฉียบ “นัท…เราลืมนัทไปได้ไง” เสียงเงียบค้าง งุ่มง่าม ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกใจและแววละอาย
กวินชักเท้าถอยห่าง “นัท…วันนั้น…” น้ำเสียงสั่น ทุกคนเงียบลงมีเพียงเสียงสายนทีร้องไห้เบา ๆ ในเงามืด
ฟ้าเอ่ยเสียงแผ่ว “ปีที่แล้วนัทหายไป จากนั้นเราก็ไม่เคยพูดถึงเขาอีกเลย” มิลินกำมือแน่น “เพราะทุกคนเลือกเงียบ?”
เสียงกรีดร้องกะทันหันจากตู้เสื้อผ้าในห้องชั้นสอง ทุกคนพากันวิ่งขึ้นไป พบเพียงลมเย็นพัดรุนแรงและเสื้อผ้ากระจัดกระจาย วริศาทรุดลงกับพื้น “ฉันผิดเอง…ถ้าฉันไม่อยากเอาชนะขนาดนั้น” มิลินลงไปกอดวริศาแน่น “เราเลือกเงียบก็ผิดเหมือนกัน”
กวินจำใจถอยออกห่าง เดินไปเปิดหน้าต่าง ห้องกลับเงียบกริบ ได้ยินเสียงคลื่นไกล ๆ “ความลับทำเราตกนรกเอง” ฟ้ากระซิบกระซาบ
ทุกคนลุกขึ้น สบตากันอย่างแน่นิ่ง รู้ว่าคืนนี้จะไม่มีใครปลอดภัยจากความผิดในอดีต “ถ้า…ถ้าเราขอโทษกันตรงนี้ จะยังทันไหม?” สายนทีเสียงสั่น
“ฉันยอมรับผิด” วริศาพูด อย่างเด็ดเดี่ยว “และอยากขออภัย ขอทุกคนช่วยให้อภัยฉัน” น้ำเสียงสั่นพร่า แต่หนักแน่น
จูเนียร์ค่อย ๆ สะอื้น “ฉันก็ผิด…กลัวจะเสียเพื่อน” มิลินเสริม “ฉันปกป้องตัวเองจนลืมนึกถึงนัท” ฟ้าบีบมือตัวเองแน่น พูดไม่ออก
เสียงนาฬิกาดังขึ้นช้า ๆ เป็นเวลากลางคืนคลืบคลานเข้ามา ทุกคนเงียบงันจมกับความทรงจำและอารมณ์ความผิด
ทันใดนั้น เสียงประตูหน้าดังเปิดออก ทุกคนรีบวิ่งไปดู เห็นเงาผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในแสงจันทร์ ทั้งห้าคนผงะเมื่อเห็นว่านัทกลับมา เงียบ เหนื่อยอ่อน และเศร้า
“นี่ใช่ไหม…คำขอโทษจากใจจริง” นัทพูด น้ำเสียงผสมความโกธรและน้ำตา “ฉันรอสิ่งนี้มานาน เห็นเธอรับผิดชอบจริง ๆ วันนี้ฉันถึงกล้าเผชิญหน้าอีกครั้ง”
ทุกคนเดินเข้าหานัท เยื้องย่างด้วยความระวัง แต่เต็มไปด้วยน้ำตาและอ้อมกอด ทุกคนขอโทษออกมาทีละคน เหมือนปล่อยบางอย่างให้หลุดพ้นในความเงียบเชียบ
แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องโถง เผยให้เห็นภาพกลุ่มเพื่อนหกคนที่กลับมาอยู่พร้อมหน้า และคฤหาสน์ริมทะเลก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทุกเสียงถูกกลืนหายไปพร้อมกับคลื่นที่สาดซัด นำไปสู่เช้าวันใหม่ที่ไม่มีความลับอีกต่อไป