กระจกเก่าในบ้านเช่า
เสียงล้อกระเป๋าลากขูดกับพื้นซีเมนต์หยาบของหน้าบ้านเช่าหลังเล็ก กลางชุมชนเก่ารกร้าง อริสาในเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ซีดผลักประตูไม้กรอบเก่าเสียงดังเอี๊ยด อากาศอบอ้าวคลุกกลิ่นหญ้าขึ้นผสมกลิ่นอับของบ้านที่ไม่ได้มีคนอยู่มานานหลายปี เธอหันสำรวจรอบบ้าน ตาเธอจับจ้องไปที่กระจกบานใหญ่กรอบไม้ดำเก่าอยู่ตรงผนังห้องนั่งเล่น กระจกมีรอยแตกลายงาแต่ดูสะอาดราวกับเพิ่งถูกเช็ด เงาของเธอในกระจกนิ่งสนิทท่ามกลางความเงียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อยู่คนเดียวให้ได้สิ” อริสาพูดกับตัวเองเสียงแผ่ว ก่อนจะถอนหายใจลึก ความกลัวแผ่วแทรกเข้ามา เธอพยายามกดมันไว้แล้วเดินไปจัดของในห้องนอน เตียงเล็ก ม่านเก่า ผ้าปูที่นอนสีจาง ทุกอย่างดูเงียบเหงาเหมือนกันหมด
คืนนั้น เธอฝันว่าได้ยินเสียงใครกระซิบเบา ๆ ข้างหู เสียงเหมือนเด็กผู้หญิง “พี่คะ… ช่วยด้วย…” อริสาสะดุ้งตื่น มือเย็นเฉียบกุมผ้าห่มแน่น ลมหายใจขาดห้วง เธอมองไปรอบห้อง ทุกอย่างเงียบสนิท มีเพียงเสียงนาฬิกาโบราณเดินช้า ๆ จากห้องนั่งเล่น
เช้าต่อมา เธอลงมาต้มกาแฟในครัว เสียงน้ำเดือดเบา ๆ ชวนใจจดจ่อ เธอลองเดินสำรวจบ้านอีกครั้ง บนผนังเห็นรูปถ่ายขาวดำเก่า ๆ เป็นครอบครัวหญิงชายกับเด็กผู้หญิงราวเจ็ดขวบในชุดนักเรียน ตากล้องจับจ้อง พ่อแม่ยิ้มจาง ๆ เด็กสาวหน้าเศร้า เธอมองชื่อข้างใต้ “วิภา 2514” แทบอ่านไม่ออก
เสียงขูดเบา ๆ ดังจากห้องนั่งเล่น อริสาหันขวับ กระจกเก่าบานนั้นสั่นคลอน เธอเดินเข้าไปใกล้ พลางเอื้อมมือไปลูบกรอบไม้ หยากไย่ติดมือ เธอมองเงาสะท้อน เหมือนเห็นเงาเด็กผู้หญิงยืนซ้อนหลัง ก่อนจะกระพริบตาแล้วหายวับไป
อริสาขนลุกซู่ เธอกระพริบตา คิดว่าอาจจะตาฝาด ก่อนจะเดินกลับไปจัดของต่อ พลางฮัมเพลงกลบความกลัว เสียงขูดเบา ๆ ยังดังอยู่เป็นระยะ ราวกับมีบางอย่างขยับอยู่หลังผนัง
เมื่อเย็น อริสาออกไปซื้อกับข้าวจากร้านมุมถนน คนขายหญิงวัยกลางคนยิ้มเศร้า ๆ เมื่อเห็นเธอ “อยู่บ้านนั้นเหรอหนู? ระวังด้วยนะ” เธอเลิกคิ้ว “หมายความว่ายังไงคะ?” หญิงคนนั้นหลบตา “บ้านนั้น…เคยมีคนอยู่แล้วไม่ค่อยอยู่นาน…” อริสานิ่งไป ก่อนจะขอบคุณแล้วถือของกลับบ้านมา
คืนนั้น เสียงกระจกขูดดังขึ้นอีก อริสาเดินออกจากห้องนอนช้า ๆ ในความมืดสลัว เธอมองเห็นเงาตัวเองในกระจก ดวงตาอีกข้างเหมือนขยับมองเธอช้ากว่าปกติ เสียงกระซิบดังขึ้น “พี่…ช่วยด้วย…”
อริสารีบวิ่งเข้าห้องนอน ปิดประตูแน่น ใจเต้นโครมคราม เธอคิดจะโทรหาเพื่อน แต่ลังเล กลัวจะถูกล้อว่าเพี้ยน เธอนั่งนิ่ง กอดเข่า รอจนเช้า
วันถัดมา เธอออกไปกินข้าวเช้ากับเจ้าของบ้าน คุณอำนวยชายสูงวัยผิวคล้ำยิ้มบาง ๆ “บ้านเราเก่าไปหน่อยนะ หนูอยู่ได้ไหม?” “มี…เสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืนค่ะ” อริสาอ้ำอึ้ง คุณอำนวยนิ่งไป “บางทีบ้านเก่ามันก็มีความทรงจำ…” เขาหลบสายตา ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น
ตกค่ำ อริสากลับบ้าน เธอพยายามไม่สนใจเสียงแปลก ๆ แต่มันกลับดังชัดขึ้นทุกคืน เธอเริ่มฝันร้าย เห็นเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนร้องไห้ เธอยื่นมือร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทุกครั้งที่อริสาเข้าไปใกล้ ร่างเด็กก็ค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืด มีเพียงแสงสะท้อนวูบวาบจากกระจกนั้น
คืนหนึ่ง อริสาฝืนใจเดินเข้าไปยืนหน้ากระจก เธอจ้องมองเงาสะท้อนในความมืด “ใครอยู่ในนั้น?” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงขูดดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอทนไม่ไหว ยกมือปิดหู ร่างกายสั่นเทา
รุ่งเช้า อริสาตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิท “แยม…ฉันรู้สึกเหมือนแปลก ๆ บ้านนี้ไม่ปกติเลย…” แยมเงียบไปพักหนึ่ง “ถ้าไม่ไหวก็ย้ายออกมาเถอะ” อริสาสูดหายใจ “ฉันทำไม่ได้ มันมีบางอย่าง…ที่เหมือนรอฉันอยู่ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าคืออะไร”
เธอเริ่มค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับบ้านเช่าหลังนี้ พบข่าวเก่าเมื่อสิบปีก่อน มีเด็กหญิงชื่อวิภาหายตัวไป เจ้าหน้าที่หาตัวไม่พบ เหลือเพียงรองเท้านักเรียนคู่หนึ่งวางอยู่หน้ากระจกในบ้าน
อริสาชะงัก เธอรู้สึกใจเย็นเยียบ ร่องรอยความกลัวเริ่มบีบรัด เธอออกไปถามคนข้างบ้าน “พี่เคยรู้จักน้องวิภาไหมคะ?” ชายสูงวัยถอนหายใจ “เด็กคนนั้น…ไม่เคยออกจากบ้านเลยตั้งแต่วันนั้น…”
คืนนั้น เสียงขูดในกระจกดังหนักขึ้นจนรบกวนการนอน อริสาเดินฝ่าความมืดไปหยุดหน้ากระจก เธอเห็นเงาเด็กผู้หญิงยืนข้างหลัง ชุดนักเรียนเปื้อนดิน เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หู “ช่วยด้วย…เขาจะมาแล้ว…”
อริสาเหลียวหลัง ไม่มีใคร เธอใจสั่น หันกลับไปที่กระจก แต่เงานั้นยังคงอยู่ เธอยกมือแตะกระจก รู้สึกเย็นเฉียบจนมือชา
วันต่อมา อริสานัดพบกับคุณอำนวยอีกครั้ง “หนู…เคยรู้จักเด็กหญิงชื่อวิภาไหม?” คุณอำนวยชะงัก นิ่งงันไปนาน “พ่อแม่เค้าเช่าบ้านนี้นานแล้ว วันหนึ่งเด็กคนนั้นก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่หนีหายไปเหมือนไม่อยากพูดถึง”
อริสากลับมานั่งในบ้าน มองภาพถ่ายเก่า ๆ กับกระจก เธอเริ่มสังเกตว่ามีรอยมือเล็ก ๆ ติดอยู่บนผิวกระจก ราวกับมีใครพยายามทิ้งร่องรอย
คืนต่อมา ขณะแต่งตัวหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง กระจกสะท้อนเงาเธอกับเงาเด็กผู้หญิงซ้อนกันอยู่ อริสาหันขวับ เงานั้นหายไป เธอกัดริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรง เธอเริ่มพูดกับตัวเอง “ถ้ามีอะไรอยู่ในนั้น…ออกมาคุยกันได้ไหม”
ความเงียบอึดอัดปกคลุม เสียงขูดในกระจกเบาลง เหมือนมีใครพยายามฟังอยู่
คืนนั้น อริสาข่มตาหลับ เธอฝันเห็นประตูห้องนั่งเล่นเปิดเอง เงาเด็กผู้หญิงเดินเข้าไปในกระจก เธอตะโกน “อย่า!” แต่เสียงกลืนหายไปในความมืด
เมื่อตื่นขึ้นมา เธอพบประตูห้องนั่งเล่นแง้มอยู่เล็กน้อย กระจกมีรอยนิ้วมือมากขึ้น เธอเดินเข้าไปสำรวจ ภาพสะท้อนกลับมืดทึบ ชั่วขณะหนึ่ง เธอเห็นภาพครอบครัวในกระจก พ่อแม่และเด็กหญิงยืนจับมือกัน หันหน้ามองมาที่เธอ สายตาว่างเปล่า
ขณะนั้น เสียงกระซิบดังขึ้น “อย่าเปิดมัน…” เธอหันขวับ เห็นกุญแจเล็ก ๆ ห้อยอยู่ใต้กรอบกระจก
ในคืนถัดมา เสียงขูดยังคงอยู่ อริสาตัดสินใจไขกุญแจที่อยู่ใต้กรอบกระจก ประตูบานเล็กบนผนังหลังกรอบไม้ค่อย ๆ เปิดออก เธอเห็นกล่องไม้เก่า ๆ ภายในมีสมุดบันทึกเล่มเล็กและรองเท้านักเรียนคู่หนึ่ง เธอหยิบสมุดออกมา เปิดอ่าน ข้อความบันทึกจากเด็กหญิงวิภา “พ่อแม่ทะเลาะกัน…กลัว…อยากออกไปจากบ้านนี้…”
อริสาน้ำตาซึม เธอวางสมุดลง เสียงขูดในกระจกหยุดลงชั่วขณะ เงาในกระจกเปลี่ยนเป็นเด็กหญิงยืนเงียบ ๆ จ้องมาที่เธอ เสียงกระซิบเอื้อนเอ่ย “ขอบคุณ…”
แต่ขณะเดียวกัน ภาพสะท้อนในกระจกเริ่มบิดเบี้ยว เงาเด็กหญิงแปรเปลี่ยนเป็นเงาสีดำสูงใหญ่ยืนอยู่ข้างหลัง เธอรู้สึกถึงอากาศเย็นเยียบผิดปกติ เงานั้นกระซิบแผ่ว “ของที่ถูกซ่อนต้องถูกซ่อนไว้…”
ในนาทีนั้น อริสาต้องตัดสินใจ เธอจะเปิดเผยความจริงที่ซ่อนในบ้านหรือปล่อยให้มันถูกฝังไว้กับอดีต เธอเลือกนำสมุดบันทึกกับรองเท้าไปฝากไว้ที่ศาลพระภูมิหน้าบ้าน จุดธูปขอขมาเด็กหญิง เสียงขูดในกระจกเงียบลงอย่างผิดปกติ
คืนนั้น อริสาฝันอีกครั้ง เด็กหญิงวิภายิ้มจาง ๆ “ขอบคุณที่ปล่อยฉันไป…” เสียงกระซิบแผ่วเบา ก่อนที่เงาในกระจกจะค่อย ๆ เลือนหายไป ทิ้งความว่างเปล่าและเงียบสงัด
รุ่งเช้า อริสานั่งนิ่งอยู่ในห้องนั่งเล่น กระจกบานเก่ากรอบไม้ยังคงตั้งอยู่ แต่ไม่มีรอยมือ ไม่มีเสียงขูดอีกต่อไป เธอมองเงาสะท้อนของตัวเอง เธอเห็นเพียงตัวเองคนเดียว
แต่ในขณะที่อริสาหันหลังจะเดินออกจากห้อง เงาในกระจกกลับขยับช้ากว่าตัวจริงไปครู่หนึ่ง และมองตามหลังเธอด้วยสายตาว่างเปล่า…