เงาสะท้อนแห่งโรงน้ำชาเก่า
เสียงสายฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีโรงน้ำชาเก่าดังก้องท่ามกลางค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ อิงฟ้ายืนอยู่หน้าประตูไม้ซึ่งเคยเป็นทางเข้าหลักของร้าน ชายกระโปรงเธอเปียกปอนและเต็มไปด้วยคราบดินจากทางเดินในสวนร้าง ความทรงจำในวัยเด็กฉายแว็บขึ้นมา — ตรงนี้เคยมีเสียงหัวเราะของแม่และกลิ่นชาหอมอบอวล ตอนนี้ทุกอย่างเหลือแต่ซากความเงียบและกลิ่นอับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฟ้า แน่ใจนะว่าจะนอนที่นี่คืนนี้?” เสียงของตะวันดังมาจากข้างหลัง เขาถือไฟฉายส่องสำรวจตามมุมห้องที่มืดสงัด นัยน์ตาเต็มไปด้วยความลังเล “มัน…เหมือนที่นี่ไม่ค่อยต้อนรับคนเลย”
อิงฟ้าเม้มปากแน่น เหลือบมองเพื่อนสนิทอีกสองคน — กานต์กับเนย — ที่ยืนหอบหายใจอยู่หน้าบันได กานต์กำลังลากกระเป๋าเดินทางขึ้นมา ส่วนเนยกอดอกหลบสายฝน ใบหน้าเธอซีดเซียว
“ไม่มีที่ไหนให้ไปแล้วนี่” อิงฟ้าตอบเบา ๆ สายตาแน่วแน่แต่ลึก ๆ กลับวูบไหว “พรุ่งนี้เราจะเริ่มเก็บของแล้ว…รีโนเวตเสร็จก็ขายทิ้ง จบปัญหา”
ความเงียบปกคลุม ท่ามกลางเสียงไล่รถในซอยห่าง ๆ อิงฟ้าดึงกุญแจเก่าออกจากกระเป๋า เปิดประตูไม้ที่ขึ้นรา เสียงบานพับแหลมสูงกรีดเฉือนความเงียบ ทุกคนเดินเข้าไปทีละคน พร้อมกระเป๋าและใจที่เต้นระทึก
โรงน้ำชาเย็นเฉียบ แม้ไม่มีเครื่องปรับอากาศ กลิ่นใบชาชื้นปะปนกลิ่นไม้อับเก่า เฟอร์นิเจอร์ไม้วางกระจัดกระจาย โต๊ะเคาน์เตอร์ยาวหน้ากระจกบานใหญ่สะท้อนเงาทุกคนอย่างผิดสัดส่วน อิงฟ้าหยุดมองภาพตัวเองราง ๆ ในกระจกนั้น ดวงตาเธอคล้ายใครอื่นจ้องกลับมา
“ฟ้า ทางนี้เหมือนมีรอยเท้าเปียกอยู่” กานต์กระซิบ เหยียบผ่านพื้นฝุ่นแล้วชี้ให้ดูรอยเปียก ๆ ลากเป็นทางไปยังบันไดหลัง
“คงพวกเราเองเปล่า?” เนยรีบพูดกลบเกลื่อน แต่สายตาเธอยังจับจ้องบันไดที่ราวกับมีเงาบางอย่างเคลื่อนไหว
อิงฟ้ากลืนน้ำลาย ยกเป้ขึ้นบ่า ก้าวนำไปยังห้องนั่งเล่นกลางร้าน ทุกคนวางกระเป๋าแล้วหย่อนตัวนั่งกับโซฟาเก่า ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง เพียงเสียงดังกรอบแกรบที่ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าเป็นเสียงหนูหรืออย่างอื่น
“คืนนี้…นอนรวมกันดีไหม?” เนยถามเสียงอ่อย ใบหน้ากังวล
“เอาสิ” อิงฟ้าตอบเร็วเกินไปเหมือนกลัวตัวเองจะเปลี่ยนใจ ทุกคนจึงช่วยกันปูที่นอนบนพื้นห้องรับแขก ท่ามกลางเสียงฝนและเงาไหววูบในกระจกบานใหญ่
เมื่อไฟในห้องดับลง เหลือเพียงแสงไฟฉายที่กานต์วางไว้ข้างตัว เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังเคาน์เตอร์ อิงฟ้าสะดุ้ง หันไปมอง เห็นเพียงเงาดำลาง ๆ เคลื่อนไหวในกระจก ทว่ายามหันกลับไปมองตรง ๆ กลับไม่พบสิ่งใด
“ฟ้า…เมื่อกี้เห็นอะไรในกระจกมั้ย?” กานต์กระซิบ
“ไม่มี…แค่เงาเราเองมั้ง” อิงฟ้าปฏิเสธเสียงแผ่ว แม้หัวใจจะเต้นไม่เป็นจังหวะ
ทุกคนข่มตาหลับ ทว่ากลางดึก เสียงกระซิบเบาจากใต้พื้นไม้ดังขึ้นทีละน้อยๆ เสียงเหมือนชื่อของใครสักคน และทุกครั้งที่อิงฟ้าขยับตัว เงาในกระจกกลับดูใกล้เธอขึ้นเรื่อย ๆ
รุ่งเช้า แสงแดดจาง ๆ ส่องผ่านบานหน้าต่างอับฝุ่น อิงฟ้าตื่นขึ้นมาก่อนเพื่อน สังเกตเห็นว่ากระเป๋าของเนยถูกลากออกไปข้างนอก พอเดินไปดูก็พบว่าเนยนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ริมหน้าต่าง เธอไม่พูดอะไร แววตาคล้ายเห็นบางสิ่งที่ไม่อาจเอ่ยได้
“เมื่อคืน…ได้ยินเสียงอะไรไหม?” อิงฟ้าถามเบา ๆ
เนยส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้า “ฝันร้าย…แต่ไม่รู้เกี่ยวกับอะไร มันเหมือนจริงมาก”
กานต์เดินมาตามหลัง ชะโงกหน้ามองเพื่อนทั้งสอง “เมื่อเช้าฉันเห็นกระดาษเก่า ๆ หล่นอยู่หน้าบันได เหมือนเป็นบัญชีร้านเก่า แต่ข้างในมีชื่อคนที่ไม่รู้จักเต็มไปหมด”
อิงฟ้ารู้สึกจุกในอก จำได้เลือนรางว่าพ่อของเธอเคยเล่าเรื่องลูกค้าแปลกหน้าในคืนฝนตก — แต่ไม่เคยมีใครเห็นตัวตนของพวกเขาจริง ๆ
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากห้องเก็บของใต้บันได ประตูเปิดแง้มเหมือนมีใครเพิ่งเดินเข้าไป อิงฟ้าลังเล ก่อนตัดสินใจเดินนำเข้าไป ภายในห้องเต็มไปด้วยกล่องฝุ่น กระติกชาเก่า เอกสารที่พับยับย่น เธอพบสมุดบันทึกปกหนังเก่า ๆ ที่มีชื่อแม่ของเธอเขียนไว้บนปก
“ฟ้า นั่นอะไร?” ตะวันถามขณะยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตู
“สมุดบันทึกของแม่…” อิงฟ้าพึมพำ พลิกเปิดดู ข้างในเต็มไปด้วยลายมือสั่น ๆ เล่าเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับลูกค้าแปลกหน้าและพิธีกรรมชงชากลางคืน ที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปดู
“แม่เขียนถึง…พิธีกรรมรับแขกพิเศษ” อิงฟ้าพูดเสียงสั่น มือเย็นเฉียบ รู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องจากกระจกเงาหลังเคาน์เตอร์ แม้ตอนนี้บานประตูด้านนอกยังปิดสนิท
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นบนชั้นสอง ทุกคนหันขวับไปสบตากัน กานต์กลืนน้ำลาย “ไม่มีใครขึ้นไปนี่?”
“ไม่มี…” อิงฟ้าตอบทั้งที่ใจเต้นแรงเหมือนใกล้ขาดอากาศ
เสียงฝีเท้าหยุดตรงหน้าบันได เงาดำแวบผ่านบันไดซี่หนึ่ง อิงฟ้าค่อย ๆ เดินขึ้นนำหน้าเพื่อน แม้ขาแทบไร้เรี่ยวแรง
ห้องบนชั้นสองรกร้าง เต็มไปด้วยกลิ่นฝุ่นและกลิ่นชาชื้น อิงฟ้าเปิดประตูห้องแม่ — โต๊ะเครื่องแป้งและกระจกเก่า ๆ ยังอยู่ครบ รอยนิ้วมือบนกระจกดูสดใหม่ราวเพิ่งถูกแตะ
เนยยืนตัวแข็ง “เมื่อคืน…ฉันเหมือนได้ยินเสียงใครกระซิบชื่อฟ้า”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ…” ตะวันขัดขึ้น น้ำเสียงพยายามไม่ให้สั่น
อิงฟ้ามองภาพสะท้อนในกระจกอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นเงาสามเงายืนอยู่หลังตัวเอง ทั้งที่ในห้องทุกคนยืนข้าง ๆ กันหมด แต่ในกระจกอีกใบกลับมีเงาที่ห้า — สูงโปร่ง ผมหยิกยาว และดวงตาสีขาวโพลนจ้องมาทางเธอ
“ฟ้า ออกมาเถอะ” กานต์ดึงแขนเพื่อน น้ำเสียงหวาดผวา
ขณะก้าวออกจากห้อง เสียงกรีดร้องเบา ๆ ดังมาจากข้างล่าง ทุกคนวิ่งลงไป เห็นถ้วยชาหล่นแตกเกลื่อนพื้น แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ตะวันเดินไปตรวจสอบประตู พบว่าประตูหน้าถูกล็อกจากข้างในอย่างแน่นหนา ทั้งที่เมื่อคืนทุกคนจำได้ว่าล็อกด้วยกุญแจเก่า อิงฟ้าพยายามเปิดแต่ไม่ขยับ เธอเริ่มหายใจติดขัด รู้สึกเหมือนถูกมองจากทุกมุมห้อง
ท้องฟ้าข้างนอกมืดเร็วกว่าปกติ แสงแดดสุดท้ายถูกกลืนหายไปทั้งที่ยังไม่ถึงห้าโมงเย็น ทุกคนรวมตัวกันในห้องรับแขก เสียงฝีเท้าบนชั้นสองกลับมาดังอีกครั้ง หนักแน่นและโหยหา
กานต์หยิบสมุดบันทึกขึ้นอ่าน พลิกไปหน้าสุดท้าย “มีบางอย่างเขียนว่า ‘ถ้าไม่ชงชาให้แขกคืนนั้น จะไม่มีวันได้ออกจากที่นี่’…”
เนยเริ่มร้องไห้ “หมายความว่าไง? ใครคือแขก?”
อิงฟ้าสะอื้น “แม่เคยบอกว่าห้ามเข้าใกล้กระจกตอนกลางคืน…แต่ฉันลืม…”
เสียงกระจกแตกดังสนั่นจากชั้นสอง เศษกระจกกระจายเกลื่อน อิงฟ้าวิ่งขึ้นไป เห็นเงาดำคล้ายร่างมนุษย์ยืนอยู่กลางห้องกระจก เธอหยุดนิ่ง สบตากับร่างนั้น เห็นใบหน้าซีดขาวและดวงตาว่างเปล่า — ใบหน้าของแม่ที่เธอจำได้แม่นยำ
“ลูก…ช่วยแม่ด้วย…” เสียงกระซิบก้องในหัวอิงฟ้า เธอทรุดลง น้ำตาไหลพราก
กานต์และเนยตามขึ้นมา เห็นแต่เงาดำพุ่งผ่านกระจกหายไป ทุกคนแทบหมดแรง ยืนอึ้งอยู่กลางกองเศษกระจก
ขณะกำลังจะถอยออกมา เสียงเคาะประตูหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกคนต่างปิดหูแน่น เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ผสมกับเสียงฝีเท้าลากยาววนเวียนรอบบ้าน
ตะวันตัดสินใจคว้าไฟฉาย เดินไปที่ประตู ดึงกุญแจฝืด ๆ ออก เปิดประตูออกไป เจอแต่ความมืดสนิทกับลมเย็นวูบ ทุกคนรีบวิ่งออกไป แต่เมื่อหันกลับมามองโรงน้ำชาจากข้างนอก กลับเห็นไฟในห้องกระจกชั้นสองเปิดสว่างและมีเงาคนยืนอยู่ริมหน้าต่าง
อิงฟ้าร้องไห้สะอึกสะอื้น กานต์กอดปลอบ ตะวันประคองเนย แต่ไม่มีใครกล้ากลับเข้าไปอีก ทุกคนเดินออกจากสวนร้าง ทิ้งโรงน้ำชาไว้เบื้องหลัง แต่เสียงกระซิบในหัวอิงฟ้ายังไม่จางหาย
หลายเดือนต่อมา อิงฟ้านั่งอยู่ในคอนโดกลางเมือง พลิกอ่านสมุดบันทึกของแม่อีกครั้ง เธอเริ่มเห็นเงาดำในกระจกห้องน้ำของตัวเอง เสียงกระซิบแผ่วเบากลับมา “ลูก…ถึงเวลาชงชาให้แขกแล้ว…”
อิงฟ้าสบตากับเงาในกระจก น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอลุกขึ้น เดินไปชงน้ำชาโดยไม่รู้ตัว และเงาในกระจกค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้จนแทบแนบสนิท — เหลือเพียงเสียงกระซิบที่ไม่มีวันเลือนหาย…