ปรากฏการณ์เงาบนผนัง
เสียงฝีเท้าของช่างศิลป์กลุ่มหนึ่งกระทบพื้นทางเดินยาวของหอพัก “ห้องเงียบแบบนี้ใช่อะ มินตราคงหลับอีกแล้วล่ะ” ปาลิสรำพึง ขณะมือจับลูกบิดประตูห้อง 318 อย่างคุ้นเคย จังหวะนั้น คุณากรกลับเหลือบมองผนังตรงข้ามบานประตู สะเก็ดสีน้ำตาลดำเหมือนรอยคราบเก่า ๆ เงาวูบหนึ่งเหมือนผ่านตาไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นั่นมันอะไร…” เขาพูดติด ๆ ขัด ๆ เบนหน้ากลับมาทันทีที่ กอปรวีร์สะกิด “เฮ้ พวกคุณเห็นเงานั้นไหม?”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงสายตากังวลของเกวลิน ก้าวเท้าเข้าไปในห้องก่อนคนอื่น “มินตรา!” เธอเอ่ยชื่อดัง ๆ
บนเตียงมีเสื้อยืดตัวเก่าพาดไว้ โทรศัพท์วางคว่ำ ต่อสายเรียกเข้าอยู่—เสียงสั่นสะเทือนเพียงแผ่วเบา ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง
ในขณะที่ทุกคนตรวจดูรอบห้อง คุณากรเดินไปหน้าผนังที่เพิ่งเห็นรอย เงาซ้อนทับกับเงาของตัวเอง บางมุมเหมือนขยับได้เองโดยไม่มีอะไรขวางกั้น
“มินตราไม่อยู่…แปลกไหม” กอปรวีร์พูดเบา ๆ “แล้วดูผนังสิ…”
ปาลิสจ้องผนังเหมือนจะหาคำอธิบาย กลิ่นอับของสีเก่าผสมความตื่นกลัวในใจ บรรยากาศเย็นวูบถูกความเงียบกลืนกิน
เกวลินโทรหามินตราซ้ำ เสียงปลายสายยังเงียบ “เมื่อคืนก็เห็นแกวาดรูปดึกมากนะ แต่อยู่ดีๆ จะหายไปแบบนี้เหรอ”
กอปรวีร์กังวล “เมื่อคืนตอนตีหนึ่ง ฉันได้ยินเสียงคนเหมือนลากอะไรหนัก ๆ ตามทางเดิน ขากลับก็เห็นพวกเงาพิลึกใต้น้ำของหน้าต่าง เห็นไหมมันยังติดอยู่…”
ทุกคนหันไปดู รอยเงาดำยาวบริเวณพื้นผนังวาบไหลขึ้นเหมือนคลื่น เกวลินกลืนน้ำลาย
กลางความอึดอัด ปาลิสพูดขึ้น “งั้นคืนนี้เรานอนห้องนี้ด้วยกันหมด เอาล่ะ ถ้าใครเจออะไรก็ต้องบอกกัน”
คุณากรนั่งลงปลายเตียง พยายามปัดเงาในใจที่เกาะกิน “พวกแกเชื่อเรื่อง…คนติดในเงาไหม?”
ไม่มีใครตอบตรง ๆ แต่สายตาทุกคู่เปื้อนความกลัว
ตกดึก ทั้งสี่นอนเบียดกันบนเตียงเดียว ห้องว่างเปล่าดูแคบลงกะทันหัน เสียงลมหอนลอดหน้าต่างกับลมหายใจถี่ตื่น “ไหนบอกว่าฉันจะไม่กลัวหอพักแล้ว” เกวลินบ่น ครู่หนึ่งแสงจากภายนอกทอดผ่านช่องผ้าม่าน เกิดเงาดำขยับช้า ๆ ลงบนผนัง ราวกับมีมือกำลังไต่
“มีใครเห็นอะไรมั้ย?” ปาลิสกระซิบ
คุณากรลืมตาโพลง เอื้อมคว้าโทรศัพท์ “เดี๋ยวฉันลองถ่ายรูป ถ้ามีอะไรพรุ่งนี้เราจะรู้กันแน่”
เสียงมือถือสั่นเงียบงัน พวกเขาขดตัวแน่นกว่าเดิม ภายนอกเหมือนเสียงฝีเท้าวนเวียนเดินผ่านทางเดิน
เช้าวันรุ่งขึ้น ภาพในมือถือของคุณากรมีเพียงความมืดและเงาขยุกขยิกเหมือนเส้นมือ
การสืบหามินตราเริ่มขึ้น ทั้งสี่คนเดินถามเพื่อนห้องข้าง ๆ และจนท.หอพัก ใคร ๆ ก็ว่าเมื่อคืนปกติ แม่บ้านพูดเสียงเบา ๆ “เคยมีคนหายไปที่นี่เหมือนกัน หลายปีแล้ว…”
“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” กอปรวีร์บีบมือ “เราต้องรู้แน่ ๆ ว่าเกิดอะไร”
ในห้องสมุดกลางมหาวิทยาลัย กลุ่มเพื่อนนั่งคุยกับอาจารย์ศิลปะวัยกลางคน “ที่หอ 3 มีข่าวว่าเคยมีนักศึกษาหายแล้วกลับมาไม่ได้” น้ำเสียงแผ่วของอาจารย์ทำทุกคนเงียบลง คุณากรจ้องตาอาจารย์ “คนเหล่านั้น พวกเขาเกี่ยวอะไรกับผนัง?”
อาจารย์ถอนหายใจ “ที่นี่แต่เดิมเป็นเรือนพักคนไข้โรคจิต ผนังพวกนี้…เต็มด้วยความทรงจำที่ยังไม่ไปไหน”
หลังพูดจบ ความเงาเย็นกะทันหันลาดผ่านโต๊ะหนังสือ ทำให้เกวลินสะดุ้ง ปาลิสขยับตัว “งั้นถ้าเราหาความจริงไม่ได้ เราก็จะ…!”
ความเงียบครอบงำเบา ๆ ทุกคำพูด กอปรวีร์กุมมือแน่น “งั้นวันนี้ เราจะอยู่ที่นี่จนเห็นด้วยตาตัวเอง”
คืนนั้น กลุ่มเพื่อนกระจายตัวตามจุดต่าง ๆ ในหอพัก จ้องมองผนังแถวทางเดิน ห้องน้ำ ห้องว่างที่ไม่มีใครเช่า แสงไฟหลอดนีออนมอมแมมสลัวลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปเงาบนผนังเหมือนเปลี่ยนแปลงรูปทรง เคลื่อนไหววูบวาบได้เอง
เกวลินนั่งชิดผนัง หัวใจเต้นแรง เงาที่ผ่านมาเหมือนมีแววตาจ้องจิก
คุณากรเดินตามเงาเหล่านั้นไปจนถึงห้องเก็บของเล็ก ๆ หลังสุด เขาพบสมุดภาพเพ้นท์ปกแข็งถูกทิ้งไว้ตามพื้น เปิดเข้าไปคือรูปวาดผู้หญิงผมยาวเยื้องยืนอยู่หลังเงา “นี่มัน…หน้ามินตรา!”
ปาลิสและกอปรวีร์กรูกันเข้ามา “นี่ภาพอะไรกันแน่?”
ทันใดนั้น เสียงประตูปิดดัง ‘ปัง!’ เงาดำโถมเข้าบดบังแสงไฟ ทุกคนแน่นิ่ง น้ำตาของเกวลินไหล “ขอให้ปล่อยมินตรากลับมา…”
ระหว่างจังหวะนั้น มินตราปรากฏตัวอยู่ในเงามืดหลังผนัง เธอร้องไห้ “ใครช่วยที พามาเถอะ อย่าปล่อยฉันอยู่ตรงนี้”
“เธออยู่ไหน!” คุณากรร้องตอบ เจ็บปวด “กลับมาได้ไหม!”
เงาดำบนผนังบิดเบี้ยว เสียงสะอึกสะอื้นสลับเสียงหัวเราะค่อย ๆ ดังขึ้น มินตราค่อย ๆ ทะลุผ่านผนัง เบือนหน้ามาสบตาทุกคน ตัวเธอซีดขาว รอยแผลเก่าขึ้นตามแขน ทุกคนแห่เข้ากอด “ฉันเห็นความลับ เงาพวกนี้…มันคือความกลัวของฉันทั้งหมด”
“เราช่วยอะไรไม่ได้เลยเหรอ?” กอปรวีร์ปล่อยเสียงสั่น
มินตรายิ้มเศร้า “ต้องเผชิญหน้ากับมันเอง…ใครที่หลบซ่อนในเงา ก็จะกลายเป็นเงา”
ปาลิสเงียบไปนาน ก่อนตัดสินใจเดินไปแตะผนัง เหมือนเจออะไรสั่นสะท้านข้างในใจตนเอง
“ถ้าทุกคนกล้า ยอมรับความผิดพลาด ความกลัวที่เราไม่เคยพูด เงาก็จะปล่อยเรากลับมา” มินตราหันไปมองเกวลิน ถามเบา ๆ “เธอกลัวอะไรที่สุด?”
เกวลินกลั้นน้ำตา “ฉันกลัวจะสูญเสียเพื่อน ฉันเคยหันหลังให้นายวันนั้น…ฉันขอโทษ”
แสงไฟจากหลอดพรางบนฝ้าเพดานจุดยกตัวขึ้น ผนังวูบสว่าง มินตรายิ้ม ความเจ็บในดวงตาจางลง
กอปรวีร์เผยอปาก “ฉันกลัวว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะเป็นความผิดฉันเอง…ฉันเคยปล่อยให้มินตราอยู่คนเดียวเพราะกลัวเงาของตัวเอง”
เสียงเงาบนผนังเริ่มไหลย้อนกลับ ผนังสว่างวาบ เงาหมุนเข้าหามินตราแล้วละลายหายไป…
ทุกคนทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ ความอบอุ่นจาง ๆ กลับเข้ามาทีละนิด ภายนอกความมืดจางลงเป็นรุ่งเช้า มินตรายืนอยู่กลางห้อง ดูเหนื่อยแต่ยิ้มสดใสขึ้น “ขอบใจทุกคน…ฉันกลับมาได้แล้ว”
ปาลิสมองเพื่อน พลางหัวเราะทั้งน้ำตา “ทีหลังวาดรูปแต่กลางวันพอนะ!”
ทั่วผนังห้องไม่มีร่องรอยเงาดำอีก เฉกเช่นห้องใหม่—เหมือนไม่เคยมีใครหายไป
เมื่อออกจากหอพัก ทั้งสี่จับมือแน่น เดินรับแสงเช้าที่อุ่นขึ้น ต่างคนต่างรู้ว่าถึงชีวิตจะยังมีเงา เสมอ แต่พวกเขาพร้อมจะเผชิญหน้ามัน ด้วยหัวใจที่แข็งแรงกว่าเดิม