บ้านเหงาเงียบในโมงร้าง
สายฝนตกพรำเสียงน้ำกระทบหลังคาสังกะสีแว่วเข้านอกหน้าต่าง สุวิทย์ขับรถกระบะเข้าซอยแคบหยุดหน้าบ้านไม้สองชั้นเก่าแก่ ลวดลายฉลุบนเรือนไม่คุ้นตา อินทิราเพ่งจ้องประตูบานใหญ่ ดวงตาเธอวูบไหวไม่มั่นใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะ ว่าจะโอเค” อินทิราพูดลอย ๆ ไม่สบตาใคร บรรยากาศกดดัน แม้แต่ธนวัฒน์ ผู้ที่มักพูดมาก ยังเงียบไปครู่หนึ่ง
“อยู่แค่สองคืนเอง ฝนแบบนี้ จะไปหาที่ไหนได้อีก” สุวิทย์พยายามติดตลกกลบเกลื่อน “ห้องด้านบนกว้าง ตรงกับงบเราเป๊ะ”
อิสรามองกระเป๋าของตัวเอง พึมพำว่าเหมือนมาบำเพ็ญภาวนา “ขอให้ไม่เจออะไรแปลก ๆ ก็พอ”
ทั้งสี่คนล้วงกุญแจออกจากซองเงินเก่าคร่ำ ป้ายชื่อ ‘บ้านศรีสุข’ เขียนด้วยมือสั่น ๆ เสียงประตูขึ้นสนิมเมื่อไขเปิด ลมเย็นโชยผ่าน ราวกับบ้านสะดุ้งตื่นจากหลับไหล
กลิ่นอับ ฉุนไม้ผุคละคลุ้ง อินทิราถอนหายใจยาว พวกเขากอดอกมองไปรอบ ๆ ไม่มีเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้า มีแต่เสียงผนังลั่นงึมงำและภาพพระฝุ่นจับแขวนเหนือหิ้งเก่า
ชั้นล่างเป็นโถงว่างเปล่า เงาพาดบนพื้นตามแสงไฟสลัว ธนวัฒน์ลากเท้าเฉียดเข้าไปก่อนคนแรก มือสัมผัสโต๊ะไม้แกะสลัก “บ้านมันคุ้น ๆ นะ เหมือนเคยมา”
อินทิราสะดุ้ง “ไม่เอาหน่า พูดงี้อีกละ” เธอดันกระเป๋าจนดังตุบ อิสราหัวเราะแห้ง ๆ “บ้านผีสิงของจริงเหรอ ใครจะปล่อยให้เช่า”
สุวิทย์พูดเนิบ ๆ “เจ้าของเค้าอยู่ ตจว. ยายแกฝากให้ดูแลแค่สองคืน แลกกับเงินจ่ายค่าดูบ้านไปช่วยซ่อมวัดเก่า”
ภายในบ้านเงียบสนิท จนอินทิราต้องร้องเรียกอย่างไม่มีเหตุผล “มีใครอยู่มั้ยคะ!” เสียงดังว่างเปล่า ไร้คำตอบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างเหมือนนิ่งค้าง แม้แต่เสียงนกร้องก็ดูหม่นหมอง อิสราเปิดผ้าม่านแสงส่องเข้าห้อง ใต้หน้าต่างมีคราบน้ำตาเก่าแห้งกรัง อินทิราพลิกดูกระดาษเก่าในลิ้นชัก เห็นสมุดลายมือเด็กผู้หญิง ‘เดือนเพ็ญ’ จดบันทึกคร่าว ๆ เช่น “ได้ยินเสียงร้องไห้ใต้ถุนอีกแล้ว” และ “แม่บอกห้ามไปหลังบ้าน”
ธนวัฒน์ถือสมุดนั้นมาเล่าเสียงกลั้วหัวเราะ “สมัยเด็ก ๆ เราก็กลัวผีเนอะ ลองเขียนเหมือนในนี้ดู” สุวิทย์จ้องหน้าต่าง ขมวดคิ้ว “ใคร ๆ ก็กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น”
สายลมหอบกลิ่นดินเปียก กลางวันมืดครึ้ม เงาใต้บันไดเคลื่อนไหวยามเดินเข้าออก อินทิราสังเกตว่าประตูหลังบ้านปิดตาย ทำไมด้านหลังมีชานยื่นออกไปจมดินชื้น ไม่มีใครกล้าเดินเข้าใกล้
เย็นวันนั้นอิสราพบรอยฝ่าเท้าเปื้อนดินบนระเบียง มือเขาสั่น ไม่กล้าบอกใคร อินทิราเริ่มได้ยินเสียงก๊อกแก๊กเหมือนมีคนเดิน ทั้งที่ทุกคนอยู่ในห้องโถงเดียวกัน
ช่วงหัวค่ำ ทั้งสี่นั่งล้อมวงอาหารเย็นที่โต๊ะไม้ ทุกคนเงียบผิดปกติ ก่อนสุวิทย์จะพูดเบา ๆ ว่า “มีใครลงไปชั้นล่างมั้ยเมื่อกี้” ธนวัฒน์ตอบ “เปล่า ไม่มีใครออกจากกลุ่มเลย” ความเงียบอึดอัดพุ่งเข้าใส่
อิสราตามหาของใช้ในครัว พบประตูเล็กใต้บันไดไม่สนิท เปิดออกเจอของเล่นเด็กเก่าขาด เสียงแหลมเหมือนโลหะขูดกันดังครู่เดียวแล้วเงียบ อินทิราเดินมาตาม เสียงรองเท้าใครบางคนกระทบพื้นห้องชั้นบน ทั้งที่ทุกคนอยู่ข้างล่าง
คืนนั้น ทุกคนขึ้นนอนบนห้องใหญ่ร่วมกัน อินทิราหนาวสะท้านแม้จะห่มผ้าหนา กลางดึกเธอกระซิบ “เหมือนมีใครเฝ้ามอง” สุวิทย์หลับตาทำใจ “ก็แค่บ้านเก่า อย่าคิดมาก”
เสียงน้ำไหลซึมจากผนัง ห้องเต็มไปด้วยกลิ่นควันเทียนจาง ๆ อินทิราฝันร้ายเห็นเงาเด็กผู้หญิงนั่งหันหลังบนชานหลังบ้าน ร้องไห้เบา ๆ แต่ตื่นมากลางคืนกลับพบรองเท้าเด็กคู่หนึ่งวางตรงปลายเตียง พอหันไป ดาวทอแสงจากหน้าต่างพาเงาบางอย่างผ่านไหล่ไปอย่างเยือกเย็น
รุ่งเช้า อิสราเห็นเงาวูบแวบบนสนามหญ้า แต่มองไปไม่มีอะไร อินทิราจิบชาช้า ๆ ชายตามองหน้าสามเพื่อน ท่าทีระแวงลึก ๆ ธนวัฒน์หยิบสมุดโน้ตเด็กหญิงมาเปิด อ่านตอนกลางของเล่ม พบประโยคขยุกขยิก “ทำไมต้องอยู่คนเดียว อยากออกจากบ้าน” กับ “แม่บอกห้ามออกไปเล่นตอนกลางคืน”
อินทิราเริ่มฝันถึงเสียงเด็กเรียกชื่อเธอ ทุกครั้งที่หันหลังเดินในบ้านจะรู้สึกว่าสิ่งที่ตามหลัง ยิ่งอยู่ยิ่งรู้สึกบ้านนี้ไม่ต้อนรับ ทุกคนไม่กล้าพูดถึง ภายในห้องอาหารเงียบงันกว่าปกติ
ขณะทำความสะอาด ธนวัฒน์พบขี้เถ้ากองเล็ก ๆ ในมุมโต๊ะ เขาตั้งใจเก็บกวาดแต่เมื่อกลับมาอีกกองนั้นยังอยู่ อินทิราพูดลอดไรฟัน “เหมือนมีใครบางคนไม่อยากให้เราแตะต้อง”
สุวิทย์เดินสำรวจหลังบ้าน พบรอยมือเล็กๆ ติดกระจกหน้าต่าง เขาพยายามเช็ด แต่ยิ่งเช็ดยิ่งเห็นรอยชัดขึ้น เงาอินทิรากวัดไกวบนผนัง รู้สึกวูบวาบคล้ายถูกจ้อง
คืนนั้นฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องแว่วมาจากไกล อินทิรานอนตาแข็ง มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเงาเด็กผู้หญิงเดินช้าๆ ข้ามสนามหญ้าไปยังหลังบ้าน เธอพยายามปลุกอิสรา “ตื่นสิ มีเด็กออกไประเบียง!”
ทุกคนลุกรีบไปที่หน้าต่าง อินทิราคว้าไฟฉาย ชี้ไปยังหลังบ้าน แต่มีเพียงเงาว่างเปล่าและเสียงฝนกรูเกรี้ยว
รุ่งเช้าทุกคนมีสีหน้าอิดโรย สุวิทย์เริ่มพูดน้อยลง อิสราขี้ระแวงขึ้น อินทิราพยายามชวนคุยเรื่องงานแต่ไม่มีใครตอบสนอง ทุกคนเหมือนคนละคนกับวันแรกที่มา
ธนวัฒน์เอาสมุดบันทึกของเดือนเพ็ญออกมาเปิดหน้ากลาง พบข้อความ “วันที่ 12 แม่หายไป ไม่ได้กลับบ้าน” เขาหยุดชะงัก อินทิรากระซิบ “ครอบครัวนี้เคยอยู่จริงเหรอ หรือเป็นบ้านร้างที่เจ้าของแค่เล่าเรื่องปะ?”
เสียงสัญญาณวิทยุเก่าในห้องนั่งเล่นแว่วขึ้นเองคล้ายเสียงเด็กก้อง อินทิราสะดุ้ง รีบปิดพรวด อินทิรากระซิบกับอิสรา “ถ้าเราไม่ใช่คนแรกที่มา บ้านนี้ต้องปิดบังอะไรแน่”
ค่ำวันถัดมา อินทิราตื่นกลางดึกอีก พบเงาเด็กยืนกลางห้องครัวมองลอดขอบประตู ทุกคนขวัญผวา กระชับกันแน่น ธนวัฒน์กลืนน้ำลาย “ถ้าจะมีใครซ่อนอยู่… มันมีตั้งแต่แรกแล้ว”
‘เสียงเรียก’ วนซ้ำกลางคืน เสียง ‘เดือนเพ็ญ’ กระซิบเรียกชื่อหนึ่ง “อินทิรา… เธอรู้ใช่ไหมว่าเคยพบฉัน… กลับมา…” ทุกคนฝันร้ายอีกครั้ง ตื่นมาก็พบเครื่องหมายลายมือหมุนวนด้วยชอล์กขาวหน้าห้องน้ำ ไม่มีใครยอมลากันออกจากกลุ่ม
ธนวัฒน์แอบขุดสนามหญ้าหลังบ้าน ใต้ดินเปียกพบกล่องสังกะสีใบเล็ก ภายในมีผมเปียเด็กและจดหมายลายมือบิดเบี้ยว “ถ้าเธออ่านจดหมายนี้ แสดงว่าความทรงจำกลับมาแล้ว”
อิสราเริ่มเพี้ยน ปากพูดกับอากาศ “ถ้าเราช่วยเธอ เธอจะปล่อยเรากลับไหม?” สุวิทย์เตือน “อย่าพูดกับสิ่งที่ไม่ได้เห็น” แต่ไม่มีใครฟัง
ตอนกลางคืน อินทิราเผชิญหน้าเงาเด็กผู้หญิงที่บันไดเงียบ ๆ สายตาว่างเปล่า เธอพูดเบา ๆ “ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ลืมเธอ” เงานั้นเอื้อมมือ อินทิราน้ำตาซึม รู้สึกปมบางอย่างในใจคลาย ปริศนายังไม่ถูกไขแต่ความกลัวลดลง
รุ่งเช้า ข้าวของในบ้านเปลี่ยนที่เหมือนมีใครเคลื่อนย้าย ทุกคนเริ่มทะเลาะกันแบบไร้เหตุผล สุวิทย์ตะโกนใส่อิสรา “เลิกหาว่ามีผีได้แล้ว! อยู่ให้ครบสองคืนแล้วออกไป เดี๋ยวก็จบ”
แต่คืนนั้น ฝันร้ายหนัก อินทิราถูกเงามัดแน่น เธอหวีดร้อง กระชากตัวออก อินทิราตื่นขึ้นและจำบางสิ่งได้…
ในความทรงจำ อินทิราเคยเป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จัก ‘เดือนเพ็ญ’ ผ่านรั้วไม้ บ้านหลังนี้มีพิธีเวียนเทียนแปลก ๆ ในคืนฝนตก คืนสุดท้ายนั้น เด็กถูกสั่งให้อยู่เงียบ ๆ ห้ามพูดกับใคร เหมือนมีบางสิ่งเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้จนไม่มีใครกล้าพูดถึง
คืนสุดท้ายฝนตกหนักอีกครั้ง อินทิราเดินตามเสียงร้องไห้ลงบันได เจอเงาเด็กหญิงนั่งหันหลังอยู่ที่ระเบียง เงาหันหน้าสบตาเป็นใบหน้าไร้รายละเอียด อินทิราสะดุ้ง น้ำตาไหล เธอก้าวเข้าหา เอื้อมมือ “เธออยากให้เราจำออกใช่ไหม?”
วิญญาณเด็กหญิงเอื้อมมือเย็นเฉียบจับมืออินทิรา เห็นภาพย้อนอดีต ครอบครัวทำพิธีลึกลับเพื่อขังความทรงจำชั่วร้ายในบ้าน ไม่ใช่ขังผี แต่ขังความผิด ห้ามให้พูดถึง
เสียงหายใจแผ่วเบา อิสรา สุวิทย์ ธนวัฒน์ ค่อย ๆ ฟื้นความทรงจำขึ้น ทุกคนเคยมาที่นี่ในวัยเด็ก เป็นเด็กในหมู่บ้านเก่าทั้งหมด แต่ไม่มีใครกล้ายอมรับว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดกับเดือนเพ็ญสมัยนั้น
ขณะสถานการณ์เปลี่ยน อินทิราเผชิญหน้าความจริง เธอสารภาพต่อเงาวิญญาณ “ฉันก็กลัว ไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าจำ” เงาเงียบงันก่อนจะค่อย ๆ สลายตัวไป ทิ้งไว้แค่สายลมเย็นเฉียบกลางฝน
รุ่งเช้า ฝนหยุด ฟ้าสว่าง ทุกอย่างในบ้านกลับมาเงียบสงบ ราวกับเมื่อคืนคือเงาอดีต ทุกคนเงียบ ๆ เดินออกจากบ้าน ไม่มีใครพูดถึงเด็กหญิงผมเปีย ไม่มีใครหันกลับไปมอง เงาเด็กบนชานหลังบ้านยังคงอยู่ในหางตา แล้วสิ้นสุดในม่านหมอกขาว
ไม่มีเสียงอำลา มีเพียงบ้านไม้เก่าที่ยังเฝ้ารอการเล่าขานเรื่องราวที่ไม่มีใครกล้าจำได้จนหมด