บทเพลงในสายหมอก
ลานหญ้าหน้าห้องสมุดมหาวิทยาลัยบนภูเขา กล้ากำลังนั่งเล่นกีตาร์สีหม่นอยู่ใต้ต้นสน ท่วงทำนองที่เขาเกลี่ยนิ้วลงบนสายอย่างแผ่วเบาเจือเสียงถอนหายใจ ไม่ได้ตั้งใจให้ใครฟังนอกจากตัวเอง ทว่าความเหงาห่อหุ้มความคิดมากไป ทุกครั้งที่เขาหยิบกีตาร์ขึ้นมา ภาพเงาร่างผู้หญิงในชุดขาวจะแล่นเข้าในหัวใจดั่งเงาเลือน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จู่ๆ กลิ่นอากาศเย็นจัดและกลุ่มหมอกบางปกคลุมบริเวณสนาม กล้าเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองหมอก นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเอะใจ ราวกับได้ยินเสียงขับร้องเบาๆ ลอยแทรกอยู่ในสายลม เขายิ่งจมกับเสียงนั้น หยุดดีดนิ้วพลางฟัง หากเพ่งฟังดีๆ เสียงร้องนั้นสั่นสะท้าน ทั้งเศร้าและอ่อนโยน มีบางอย่างที่เขาไม่อาจละสายใจได้
เวลาผ่านเข้าสู่กลางคืน กล้ากลับมาที่ห้องพักในหอ ใจยังไม่คลายความสงสัย เขาไม่กล้านอน เสียงที่ได้ยินติดค้างอยู่ในสมอง จนต้องเปิดหน้าต่างออกไปมองหมู่บ้านลอดม่านหมอกเห็นไฟเล็กๆ ของบ้านแต่ละหลัง เขาคิดว่าเสียงนั้นน่าจะมาจากทิศเหนือ ที่ลำธารบนเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น กล้าเข้าห้องเรียนสาย เขานั่งแถวหลังกับเพื่อนสนิทชื่อกานต์ หญิงสาวแก้มกลมพูดมาก กานต์เหลือบมองใบหน้ากังวลของกล้าก่อนกระซิบถามเบาๆ
“เมื่อคืนเป็นอะไร? ทำไมดูเหมือนคนไม่ได้นอนเลยวะ”
กล้าอึกอัก ไม่ตอบในทันที ก่อนถอนหายใจ “กูว่า… กูได้ยินเสียงแปลก ๆ ในหมอกน่ะ”
กานต์ทำหน้าสงสัย “แน่ใจว่าไม่ใช่หมาหอนอะ”
กล้าเกาหัว “มันเหมือนเสียงคนร้อง… ได้ยินแล้วใจหวิว ๆ ประหลาดมาก เหมือนกำลังร้องเรียกใครอยู่”
เสียงอาจารย์ดังขัดจังหวะ และทั้งสองก็เงียบ นัยน์ตาของกล้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นต้นสนกับหมอกลอยต่ำ ลึกๆ เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกอะไรบางอย่างเรียกหา
หลังเลิกเรียน กานต์แอบจ้องกล้าขณะเดินกลับหอพัก เธอพยายามพูดเปลี่ยนเรื่องชวนหัวเราะตลอดทาง แต่กล้าดูเงียบขรึม ไม่เหมือนทุกวัน ถึงหน้าประตูหอ กานต์หยุดก่อนเปรยเสียงเบา “ถ้ามีอะไร อย่าเก็บไว้คนเดียวนะ”
คืนนั้น กล้านั่งอยู่ในห้องเงียบสนิท เสียงร้องประหลาดดังขึ้นอีกครั้ง มันลึกซึ้งกว่าเดิม เขาตัดสินใจหยิบเสื้อกันหนาว สะพายกีตาร์ เดินลัดเลาะออกไปในหมอก ไฟจากบ้านเรือนเริ่มจางหายเมื่อเดินลึกขึ้นไปบนเนิน
ท่ามกลางความมืด กล้าได้ยินเสียงร้องใกล้เข้ามา ภายในแอ่งน้ำกลางป่า เงาวูบไหวกำลังนั่งอยู่ กล้าไม่กล้าเข้าไปใกล้จึงหยุดยืนห่าง เมื่อเงานั้นเงยหน้าขึ้น เขาก็ได้พบกับดวงตาสีดำขลับ นิ่งและเศร้า
“ใคร… คุณคือใคร” กล้าถามเสียงฝืด หัวใจเต้นผิดจังหวะ
หญิงสาวไม่ได้ตอบ เธอจ้องเขานานก่อนพูดเสียงแผ่ว “ได้ยินเสียงฉันหรือเปล่า?”
กล้ากลืนน้ำลาย แกะกีตาร์ออกจากหลัง “คุณเป็นใครกันแน่? ผมอยากรู้…”
หญิงสาวยิ้มจาง “ฉันชื่อฝัน…อยู่ที่นี่มานานที่สุดเท่าที่จะจำได้แล้ว”
กล้ามองฝันอย่างไม่เชื่อสายตา ฝันดูลึกลับ นุ่มนวล และเศร้าลึก แต่แววตาของเธอคึกคักประหลาด มันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอยู่ใต้ท่าทีสงบเย็นนั้น
พอหมอกบางลง กล้าชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ “เสียงที่ผมได้ยินเมื่อคืน มันคือเสียงคุณเหรอ?”
ฝันไม่ตอบ เงียบงันชั่วครู่ก่อนหลบสายตา “บางเพลงก็ร้องกับหมอก… บางเพลงก็ร้องกับความเหงา ไม่มีใครได้ยินนอกจากคุณ”
กล้านิ่งงัน จิตใจปั่นป่วน ปากพูดอะไรไม่ออก กีตาร์ในมือหนักอึ้ง “แล้วคุณร้องไปเพื่ออะไรครับ?”
ฝันหัวเราะเบา สะบัดผมบาง ๆ แห้งกรอบ “ร้องเพื่อไม่ให้ลืม”
การเผชิญหน้าคืนแรกจบลงตรงนั้น เมื่อฝันลุกเดินหายไปในหมอก ทิ้งให้กล้ายืนงงและหัวใจสั่นไหวกลางความหนาว
เช้าวันถัดมา กล้าปลุกตัวเองขึ้นจากเตียงด้วยความกังวลและกระสับกระส่าย กานต์โทรมาตามแต่ละทิ้งให้ไปพร้อมอารมณ์สับสนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ในใจกล้ารู้ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และอยากไขความลับนั้นต่อ
เวลาผ่านไป กล้าพยายามหาโอกาสกลับไปแอ่งน้ำทุกคืน ฝันมักปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเศร้า แรก ๆ การพูดคุยของทั้งคู่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“ทำไมคุณถึงมาอยู่แถวนี้คนเดียว?” กล้าถามในคืนหลัง ๆ
ฝันเงียบ หลีกเลี่ยงสายตา “ฉันลืม…ลืมวิธีกลับบ้านนานแล้ว”
กล้าฟังแล้วใจหาย เขาสะดุดกับประโยคนี้ เพราะเคยรู้สึกหลงทางเช่นกัน ฝันไม่เหมือนคนทั่วไป เธอดูเหมือนเงา ฝุ่น และหมอก
กล้าเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องครอบครัวให้ฝันฟัง “แม่ผมเคยร้องเพลงกล่อมผมทุกคืน แล้ววันหนึ่งแม่ก็ป่วย ผมเอาแต่เล่นดนตรี ไม่ยอมกลับมาเยี่ยมแม่จนท่านเสีย ตอนนี้ผมจึงเล่นดนตรีไม่ได้เหมือนเดิมอีกเลย”
ฝันวางมือลงบนหัวเข่า จ้องกล้าอย่างเข้าใจ “คนเราทุกคนต่างมีเพลงที่ขาดหาย แต่ถ้าไม่ร้องออกมา จะไม่มีวันได้ยินมันอีก”
บทสนทนาเหล่านี้ กานต์เริ่มสงสัยว่ากล้าหายออกไปไหนทุกคืน วันหนึ่งเธอตัดสินใจสะกดรอยตาม เห็นกล้าคุยอยู่กับใครบางคนตรงแอ่งน้ำในป่า พอเข้าใกล้… ฝันกลับจางหายไปต่อหน้าต่อตาเหลือเพียงกล้ายืนพูดกับหมอก กานต์ตกใจและกลัวมาก เธอวิ่งกลับไปหอ พอรุ่งเช้าค่อยบอกกล้า
“กล้า เมื่อคืนนั้นใครเป็นคนที่นายคุยด้วย?”
กล้ายิ้มมุมปากแบบเศร้า ๆ “เธอคงคิดว่าฉันเพี้ยนแล้วใช่ไหม…ถ้าฉันบอกว่าเมื่อคืนคุยกับ ‘ฝัน’ ที่เหมือนไม่ใช่คนธรรมดา”
กานต์กอดอก ทำหน้านิ่งอึ้ง “แล้วเขาเป็นใคร ทำไมนายถึงต้องไปหาเขาทุกคืน?”
กล้าส่ายหัว ไม่กล้าตอบตรง ๆ “ทุกครั้งที่ฉันอยู่กับฝัน ฉันเหมือนเจอคนที่เข้าใจหัวใจตัวเอง… ฉันว่าฝันเองก็กำลังรอฟังเพลงของตัวเองเหมือนกัน”
การเผชิญหน้าคืนถัดมา ฝันสารภาพว่า เธอติดอยู่บนโลกใบนี้เพราะอดีตที่ยังไม่คลี่คลาย เคยสูญเสียคนที่รักและมีความผิดติดตัวจนใจติดค้าง เธอเลิกพูดกับใคร มอบเสียงเพลงให้มีเพียงหมอกได้ยิน กล้าเข้าใจความเจ็บปวดนั้นดี
“ถ้าฉันไม่ให้อภัยตัวเอง…ฉันคงต้องอยู่กับความผิดไปตลอด” ฝันพูดเสียงสั่น “ฉันกลัวว่าถ้าร้องเพลงสุดท้ายออกไป จะไม่มีวันได้ยินเสียงใครอีก”
กลางหมอกในคืนนั้น กล้าและฝันเริ่มร้องเพลงกล่อมร่วมกัน ท่วงทำนองประหลาดคล้ายจะปลอบใจทั้งสอง วิญญาณบางอย่างในป่านั้นเริ่มปล่อยแสงเรืองรอง ลมหนาวหมุนวน ทุกอย่างเงียบลง เหลือแต่เสียงร้องของทั้งสองคน
ไม่นาน ฝันจางหายไปต่อหน้ากล้า เพียงเศษหมอกคลุ้ง กล้าอึ้ง งุนงงและเสียใจ ในหัวใจเขาฝันยังคงร้องเรียก
วันรุ่งขึ้น กล้าไม่เปิดใจพูดกับใคร แม้กานต์จะปลอบอย่างไรก็ไม่มีน้ำเสียงในคำตอบ เขาตัดสินใจหยิบกีตาร์มาที่แอ่งน้ำ จ้องหมอกและป่ารอบตัว พร้อมพูดเบา ๆ กับตัวเอง
“ฝัน ถ้ายังอยู่… ฉันจะร้องเพลงที่ฉันกับคุณแต่งด้วยกันให้ฟัง”
นิ้วของเขาร่ายโน้ตเฉพาะออกมาจากหัวใจ กล้ามองข้ามความกลัวและบาดแผลของตัวเอง เปิดใจปล่อยเสียงร้อง ดังไปทั่วป่า เสียงนั้นค่อย ๆ ประสานกับเสียงหมอก ถี่ขึ้น… จนเหมือนมีเสียงของฝันร้องร่วมด้วย กล้าหลับตา น้ำตาริน รับรู้ว่าตนเองให้อภัยตัวเองแล้ว
เช้ามา กล้ากลับไปใช้ชีวิตปกติ เริ่มเดินคุยกับเพื่อนมากขึ้น สนิทกับกานต์ กล้ากับเพื่อนร่วมวงเล่นดนตรีในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง แม้ฝันจะไม่ปรากฏกาย แต่ทุกค่ำคืนหากเงียบสงบ เขาจะได้ยินเสียงฝันแผ่วเบาเป็นแรงบันดาลใจเสมอ
คืนสุดท้ายก่อนจบการศึกษา กล้านั่งที่ลานหน้าห้องสมุด มองหมอกขาวโพลน ในหัวได้ยินบทเพลงที่เขากับฝันแต่งร่วมกัน เขายิ้ม เหงื่อปนลมหนาว เหลียวซ้ายขวา แล้วกระซิบเบา ๆ
“เพลงของเรา… ฉันจะจดจำตลอดไป”