คนหายที่สตูดิโอศิลปะ
แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกเก่าของสตูดิโอศิลปะกลางเมือง ตกกระทบบนโต๊ะไม้ยาวเต็มไปด้วยหลอดสี กระดาษร่าง และรอยเปื้อนน้ำหมึก น้ำอิงนั่งเงียบอยู่ริมโต๊ะ ใจว้าวุ่นเพราะผลงานส่งอาจารย์ยังไม่เสร็จ เสียงขีดเขียนจากเพื่อนรอบข้างสลับกับเสียงพัดลมเก่า ๆ ที่หมุนเอื่อย เธอมองมือที่สั่นเล็กน้อย รู้ดีว่านี่เป็นทางผ่านสำคัญของชีวิต ถ้าไม่สอบผ่านครั้งนี้ บางอย่างอาจเปลี่ยนไปตลอดกาล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แซนด์เดินเข้ามาโยนเป้ลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงดังเรียกความสนใจจากเพื่อนรอบข้าง “เมื่อไหร่จะเลิกเครียดแล้ววาดกับเขาบ้างวะ น้ำอิง” เสียงเหนื่อย ๆ กับรอยยิ้มจาง ๆ ของแซนด์ตัดกับความเงียบของน้ำอิงอย่างชัดเจน
นิศาอีกคนที่นั่งติดกัน สะกิดแขนน้ำอิงเบา ๆ “คืนนี้พวกเราไปกินข้าวผัดร้านประจำกันมั้ย ฉลองส่งงานถึงตีหนึ่งเลยไง” น้ำอิงแค่มองแล้วส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความลังเล ปฏิเสธไม่ได้เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธอกลัวอะไรในที่ที่ทุกคนมองว่าสวยงาม
เพื่อนร่วมกลุ่มอีกคน นิลุบล เดินมาวางมือบนไหล่น้ำอิง ดวงตาดูมีความลับบางอย่าง “ถ้ามีอะไรไม่ไหว ก็บอกพวกเรานะ ไม่ต้องเก็บไว้คนเดียวหรอก” เธอยิ้ม ก่อนหยิบกระดาษร่างเดินออกนอกร่มแสง สู่มุมมืดของสตูดิโอที่คนไม่ค่อยกล้าเข้าไป
ตกเย็น ลมพัดกลิ่นสีเจือจาง สตูดิโอถูกปิดประตูเหลือแต่กลุ่มน้ำอิง, แซนด์, นิศา และเจนที่ยังค้างอยู่ ทั้งหมดตั้งใจจะอยู่ต่อเพราะงานยังไม่เสร็จ น้ำอิงถอนหายใจมองไปทางที่นิลุบลเดินหายเข้าเงามืดเมื่อหัวค่ำ
เสียงโทรศัพท์สั่น แซนด์หยิบขึ้นมา ตาโตทันที “นิลุบลไม่ได้กลับบ้าน แม่เขาถามว่าอยู่กับเรารึเปล่า” เพื่อนทุกคนหยุดมือ ไฟในตาสะดุดนิ่ง เหมือนกันทุกคนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
น้ำอิงกัดริมฝีปาก ลุกขึ้นเดินไปยังบริเวณที่นิลุบลชอบนั่ง ศิลปะขนาดใหญ่บนผนังมีรอยขีดเขียนใหม่ ลายดินสอสะกิดตาเป็นรูปรอยมือกำแน่น มีข้อความเขียนสั้น ๆ “อย่ามองข้ามความกลัวของใครอีกเลย”
นิศาเริ่มร้องไห้ เสียงสะอื้นสั่น ๆ “เราควรออกไปตามหานิลุบลไหม หรือแจ้งตำรวจดี” แซนด์ทำเสียงฮึด “ถ้ายังไม่ครบ 24 ชั่วโมง เขาก็ไม่ตามหาให้หรอก เอาแบบนี้…เราแยกกันหาในสตูแล้วเจอกันที่ประตูทางออกในสิบห้านาที”
แต่ละคนแยกย้าย เดินเข้าสู่มุมต่าง ๆ ของสตูดิโอซึ่งค่อย ๆ มืดลง เจนถือไฟฉาย มือสั่นขณะเดินผ่านห้องเก็บผ้าใบเก่า ประตูกรอบสีลอกครวญครางเมื่อโดนลมพัด ใต้โต๊ะมีเงาลาง ๆ ขยับวาบ หัวใจเธอกระตุกจี๊ดแต่เมื่อส่องไฟกลับพบเพียงผ้าสีขาวกองยับมากมาย
ขณะที่น้ำอิงเดินผ่านหน้าต่างกระจก แสงไฟถนนข้างนอกสะท้อนใบหน้าตนเองครึ่งซีก เธอหยุด หายใจแรงขึ้น มือจับขอบโต๊ะแน่น พลันทรุดตัวนั่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่กลัวที่สุด— การถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง
เสียงขวัญใจแตกดังมาจากห้องเวิร์กช็อป แซนด์ร้อง “นิศา! นั่นนายรึเปล่า!” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงจิ๊กจิ๊กของหลอดไฟสลัวที่ตกกระทบกับเงาของโต๊ะและเก้าอี้โล่งๆ
สิบนาทีผ่านไป ทุกคนกลับมาที่ประตู ยกเว้นนิศา น้ำอิงหน้าซีด ร้องเรียกชื่อเพื่อนอีกครั้ง เสียงสะท้อนในห้องโถงใหญ่ ๆ ฟังดูห่างไกล
แซนด์หงุดหงิด “นิศา! อย่าเล่น! มันไม่ตลก!” เจนกอดอกแน่น “เราโทรหากันดีมั้ย…โทรเข้าเครื่องนิศา” น้ำอิงโทรหา เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ใกล้ ๆ พอวิ่งตามเสียงถึงมุมมืด ก็เห็นโทรศัพท์นิศาวางอยู่บนพื้นข้าง ๆ ขวดสีเปิดฝาและผ้าพันคอเปื้อนสี
ห้องเงียบงัน ทุกคนเงียบ น้ำอิงสบตาแซนด์ ก่อนพูดเสียงแผ่วเบา “เราต้องบอกความจริงก่อนที่อะไรมันจะสายไปมากกว่านี้”
เจนถามเสียงแข็ง “เรื่องอะไร?”
แซนด์กลอกตา พึมพำเบา ๆ เหมือนไม่อยากเอ่ย “เพราะการแข่งขันใช่ไหม หรือเพราะเรื่องเงินรางวัลพิธีเปิดนิทรรศการ?”
น้ำอิงหลบตา มือสั่น “เรา…เราเคยเถียงกับนิลุบลเรื่องรางวัลจริง แต่…ไม่ได้ถึงขนาดจะ—” เสียงขาดห้วง อารมณ์ค้างกลางห้อง สายตาแต่ละคนไหลวนไปมาระหว่างข้อกล่าวหาและความหวาดหวั่น
เจนเริ่มรื้อข้าวของตรงนั้น หวีดร้อง “นี่มัน…โน๊ตรูปหัวใจที่นิลุบลวาดไว้กับน้ำอิง…” น้ำอิงจ้องโน๊ตจ้องตาแข็ง ปากสั่นไม่เอื้อนเอ่ย
เสียงอะไรบางอย่างขยับเคลื่อนมาในเงามืด ทุกคนขยับเข้าหากัน กอดแขนแน่น เจนกลั้นหายใจเมื่อประตูห้องเวิร์กช็อปเคลื่อนไหวเองช้าๆ
แล้วเสียงฝีเท้าดังใกล้ขึ้น น้ำอิงกลืนก้อนสะอื้น “เรา…เรากลัวความล้มเหลวมากจน…เราเกือบจะขโมยงานนิลุบลน่ะ…” ทุกคนเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น น้ำอิงมองพื้น หยาดน้ำตาตกใส่หัวแม่มือ
แซนด์มองน้ำอิง “ทีงี้ทำไมเพิ่งบอก” เสียงสั่นปนเสียใจและโกรธ เจนปลอบนิศาในใจแต่ตัวเองก็หวั่นไหว
ตอนนี้ ทุกความรู้สึกอัดแน่นในห้องสตูดิโอที่อึดอัด เหงื่อไหลตามขมับน้ำอิงเมื่อสำนึกผิดแน่นอก พลันไฟดับ ทั้งห้องมีแต่ความมืดและเสียงหายใจสลับกัน ทุกคนร้องเรียกชื่อเพื่อนที่หายตาม สุดท้ายเงียบไป
ประตูสบัดเปิด แสงไฟฉายจากนิศาสะท้อนเข้าตา ทุกคนถอนใจและโผเข้ากอดนิศา!
นิศายิ้ม น้ำตาซึม “ขอโทษ เราตกใจเลยรีบไปหลบเอง กลัว…” เธอไม่กล้าสบตา “กลัวว่าเพื่อนจะเกลียดเราเพราะเราแอบลอบลากคะแนนอาจารย์…”
บรรยากาศตึงเครียดเปลี่ยนเป็นความจริงใจ น้ำอิงยิ้มทั้งน้ำตา “เราก็ผิดเหมือนกัน…” เจนเดินมาแตะหัวไหล่ทั้งคู่ “เราทุกคนไม่สมบูรณ์แบบ เข้าใจมั้ย?”
แซนด์เอ่ยแทรก “ยังหานิลุบลไม่เจออยู่ดี…” เสียงเรียกขาดห้วง ทุกคนใกล้จะถอดใจ
จู่ๆ มีเสียงเคาะต้นฉบับเบาๆ จากในห้องเก็บของเก่า ทุกคนพุ่งไปทางนั้น พบกระดาษวาดภาพของนิลุบลวางพาดอยู่บนโต๊ะใหญ่ และหัวใจของทุกคนเหมือนถูกบีบ แนบอยู่กับเศษกระดาษที่เขียนคำสารภาพรักถึงเพื่อนสนิท น้ำอิงยิ้มทั้งน้ำตา หัวใจเบาเหมือนลอย
เสียงเท้าที่คุ้นเคยดังขึ้นที่มุมประตู นิลุบลออกจากซอกเก็บของในชุดเปื้อนสี ท่าทางหอบหายใจแรงแต่ยิ้มอ่อน “ขอโทษ พวกเรา…เราอยากทบทวนความกลัวของตัวเองข้างในนิดเดียว ไม่ได้ตั้งใจทำให้ทุกคนเป็นห่วงขนาดนี้”
น้ำอิงวิ่งมากอดนิลุบลแน่น ร้องไห้ “เราขอโทษ เราทำผิด เรา…เราแค่…กลัวการผิดหวัง”
นิลุบลลูบหลังเพื่อน “ทุกคนกลัว แต่ไม่ควรแบกไว้คนเดียว” น้ำอิงมองหน้ากัน ทุกคนหัวเราะทั้งน้ำตา สตูดิโอเก่าแก่ในค่ำคืนเงียบสงัดกลับอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
ภาพสุดท้ายของคืนนี้ คือแสงไฟสีเหลืองจากนอกหน้าต่าง สะท้อนสายตาทุกคนที่ยืนกอดคอกันตรงโต๊ะใหญ่ตรงกลางสตูดิโอ อ้อมแขนที่เอื้อมถึงกันได้ในวันที่เผชิญความกลัวและให้อภัยตัวเอง