เสียงกระซิบใต้ถุน
เสียงรถสามล้อเครื่องจอดนิ่งหน้าบ้านไม้เก่า ริมรั้วหญ้าขึ้นรกทึบ แป้งยืนลังเลอยู่ตรงประตูรั้ว ถุงเดินทางบนบ่า ทั้งตื่นเต้นและฝืนใจ เธอมองซากท่อนซุงใต้ถุนบ้านที่เหมือนมีเงาอะไรบางอย่างเคลื่อนไหว แต่พริบตานั้นเอง เสียงน้ำตาลเพื่อนสนิทตะโกนเรียกจากระเบียง “ขึ้นมาสิแป้ง ช่วยถือของไปเก็บในครัวหน่อย!” แป้งฝืนยิ้ม เดินข้ามรั้วไม้ผุเข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในเรือนรับแขก ฝุ่นหนาทึบและกลิ่นอับชื้นจับใจ เฟอร์นิเจอร์เก่าเหงาสะท้อนเงาพวกเธอ น้ำตาลกับจ๋าย กำลังเปิดกล่องข้าวของ ขณะพิม สาวร่างผอมแว่นหนา กำลังเช็ดกระจก “บ้านนี้เหมือนจะร้างมานานนะ ใครอยากเปลี่ยนใจก็ได้นะ…” น้ำตาลหันมาขู่ “ก็ใกล้มหา’ลัย ค่าเช่าถูกจะตาย” จ๋ายหัวเราะเบา ๆ แต่สายตาเธอกลับมองไปรอบห้อง เหมือนกำลังฟังเสียงอะไรบางอย่าง
สามวันแรกผ่านไปอย่างเหนื่อยล้า พวกเธอจัดห้องนอนและแบ่งเวรกันทำอาหาร กลางคืนมีเสียงสัตว์วิ่งใต้ถุนกับเสียงลมครางลอดหน้าต่าง แต่ค่ำคืนหนึ่ง ในความเงียบของคืนฝนพรำ แป้งได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาใต้พื้นไม้ “อย่า… อย่า…” เธอแน่ใจว่าไม่ใช่เสียงลม หัวใจเต้นแรง ใจหนึ่งอยากวิ่งไปปลุกเพื่อน แต่ตัดสินใจทนฟังต่อ เสียงนั้นเงียบหายไปเฉย ๆ
รุ่งเช้า แป้งเล่าให้เพื่อนฟัง ทุกคนเงียบไปพักหนึ่ง จ๋ายทำหน้าหนักใจ “เมื่อคืนเราก็ฝันว่าได้ยินเสียงใครร้องไห้” น้ำตาลพูดขำกลบเกลื่อน “พวกนี้ขี้กลัวกันจัง ผีอะไรจะมาพูดใต้ถุน” พิมเงียบกว่าปกติ ขยับแว่นหนา เอ่ยเบา ๆ “บางที…เสียงอาจจะเป็นพวกสัตว์”
คืนนั้นฝนตกหนัก สายฟ้าฟาดสว่างวาบ แป้งลุกขึ้นนั่งเหงื่อแตกเพราะฝันร้าย เสียงกระซิบกลับมาชัดขึ้น “อย่าลืม… อย่าลืม…” เธอกดโทรศัพท์เปิดไฟฉายค่อย ๆ เดินออกจากห้อง เหงื่อเย็นซึมทั่วหลัง เมื่อเดินถึงบันไดลงใต้ถุน เงาในความมืดเคลื่อนไหวตะคุ่ม ๆ
พิมเดินตามหลังออกมา “แป้ง จะไปไหน” แป้งสะดุ้ง “ได้ยินเสียง…ใต้ถุน” พิมลังเล ก่อนจะพยักหน้า “ไปด้วย” พวกเธอค่อย ๆ ย่องลงบันไดไม้ เสียงฝีเท้าเบาราวกับกลัวปลุกอะไรบางอย่าง ใต้ถุนบ้านทั้งเปียกและเย็นชื้น กลิ่นเหม็นอับแรงขึ้นทุกที พวกเธอส่องไฟฉายสำรวจ แต่ไม่มีอะไรนอกจากซากท่อนซุงและเศษผ้าเก่า ๆ
รุ่งเช้า จ๋ายกับน้ำตาลมองพวกแป้งเดินกลับขึ้นมากระอักกระอ่วน “เจออะไรมั้ย” จ๋ายถาม พิมส่ายหน้า น้ำตาลกระซิบเบา ๆ “เมื่อคืนฉันฝันว่าอยู่ในบ้านนี้กับผู้หญิงแปลกหน้า พวกเธอร้องไห้แล้วขอให้ฉันช่วย” เธอมองหน้าทุกคนเหมือนรอใครสักคนยอมรับว่ารู้สึกเหมือนกัน
กลางวันผ่านไปอย่างไร้เหตุการณ์ ทุกคนพยายามทำตัวเป็นปกติ แต่จ๋ายแอบนั่งเขียนบันทึก เธอเขียนถึงเสียงในบ้านและความฝันซ้ำ ๆ ทุกคืน เธอเริ่มฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งผมยาว ใบหน้าเลือนราง นั่งกอดเข่าใต้ถุนบ้าน
วันต่อมา พวกเธอไปเรียน ปล่อยบ้านทิ้งไว้ทั้งวัน ตอนเย็นกลับมาพบซองจดหมายเก่า ๆ ใต้ประตู ไม่มีชื่อผู้ส่ง แป้งเปิดอ่าน เสียงกระซิบในหัวกลับมา “อย่าลืม…” จดหมายนั้นเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ เตือนว่าอย่าเดินใต้ถุนบ้านตอนกลางคืน
พิมวางจดหมายบนโต๊ะนิ่งงัน “นี่มันบังเอิญเกินไป” น้ำตาลพูดเสียงแข็ง “อาจเป็นใครแกล้ง” แต่สายตาเธอมองหน้าต่างเหมือนกำลังหวาดระแวงอะไรบางอย่าง จ๋ายขยับมากระซิบกับแป้ง “ถ้าเป็นผีจริง ๆ ล่ะ?” แป้งไม่ตอบ เธอเริ่มสงสัยอดีตของบ้านหลังนี้
คืนต่อมา เสียงกระซิบกลับมาชัดเจนยิ่งขึ้น คราวนี้ดังมาจากกลางบ้าน เสียงผู้หญิงสะอื้นแทรกเข้ามาเป็นจังหวะ “ช่วยด้วย… อย่าลืมฉัน…” แป้งใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอลงไปที่ครัว พบน้ำตาลนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้อง น้ำตาลเงยหน้าขึ้น น้ำตาเอ่อเบ้า “ฉันนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงเหมือนกัน”
จ๋ายกับพิมเดินออกจากห้องนอน “เราต้องคุยกันจริง ๆ จัง ๆ ได้แล้ว” จ๋ายพูด น้ำตาลลุกขึ้นมาอย่างระแวดระวัง “แล้วจะทำยังไงล่ะ?” พิมครุ่นคิด “ต้องหาประวัติบ้านนี้”
วันต่อมา พวกเธอไปสอบถามป้าร้านโชห่วยข้างบ้าน ป้าหลบสายตา “อย่าอยู่บ้านนั้นนานนะหนู เมื่อก่อนมีเรื่องร้ายแรง…แต่ป้าไม่อยากพูดถึง” เธอกระซิบเสียงเบา “ถ้ามีเสียงอะไรแปลก ๆ อย่าไปตอบ…อย่ารับปาก” จ๋ายพยายามถามต่อ ป้าปิดปากเงียบ สายตาหวาดกลัว
พวกแป้งกลับบ้านมืด ๆ ทุกคนอึดอัดตลอดทาง พิมวิเคราะห์เสียงที่ได้ยิน “เหมือนเสียงร้องขออะไรสักอย่าง แต่พยายามไม่พูดตรง ๆ” น้ำตาลถามเสียงแผ่ว “ถ้าเราตอบรับจะเกิดอะไรขึ้น” ไม่มีใครตอบ
คืนนั้น แป้งฝันเห็นผู้หญิงคนเดิม นั่งร้องไห้ใต้ถุนบ้าน เธอเอื้อมมือมาขอให้ช่วย “ช่วยฉัน…อย่าลืมฉัน” แป้งตื่นขึ้นมาพร้อมเหงื่อเย็น เพื่อน ๆ ก็ลุกขึ้นมาพร้อมกัน เหมือนถูกเรียกออกไปพร้อมกันทั้งสี่คน
พวกเธอเดินลงใต้ถุนบ้านในความเงียบ เสียงกระซิบรอบทิศทางประสานกัน “อย่าลืม…” เงาเคลื่อนไหวเป็นรูปร่างผู้หญิงนั่งกอดเข่า เสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จ๋ายก้าวไปข้างหน้า “เธอต้องการอะไร” ไม่มีคำตอบ มีแต่เสียงสะอื้น น้ำตาลตะโกนใส่ความมืด “ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกมาเลย!”
ทันใดนั้น ประตูรั้วหลังบ้านลั่นปิดเอง เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ “อย่ารับปาก…อย่ารับปาก…” พวกเธอถอยหลังกันทีละคน ใบหน้าของเงาผู้หญิงเริ่มชัดขึ้น ช้ำบวมผิดรูป ดวงตาว่างเปล่า
จังหวะนั้นแป้งจำได้ว่าเคยเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านนี้ตอนเด็ก ๆ เธอนิ่งงัน ภาพเด็กหญิงสองคนเล่นซ่อนแอบแล้วเกิดทะเลาะกัน เด็กอีกคนพลัดตกจากใต้ถุน… แป้งน้ำตาไหล “ฉัน…ฉันเคยทิ้งเพื่อน” เงาหญิงสาวค่อย ๆ เลื้อยเข้ามาใกล้ ทุกคนใจเต้นแรง
จ๋ายคว้าแขนแป้ง “เราต้องเผชิญหน้ากับมัน” เธอก้าวไปข้างหน้าพูดเสียงสั่น “ขอโทษ…ขอโทษที่เคยละเลยเธอ” เสียงกระซิบเงียบลงเป็นครั้งแรก น้ำตาลกับพิมกุมมือกันแน่น เงาหญิงสาวค่อย ๆ เลือนจางแต่ยังคงมองพวกเธอด้วยสายตาที่ยังมีคำถาม
รุ่งเช้า ทุกคนเหนื่อยล้าแต่รู้สึกเบาขึ้น แป้งไปขอขมาใต้ถุนบ้านตรงจุดที่เคยเกิดเหตุ จู่ ๆ สายลมเย็นพัดแรง จดหมายอีกฉบับปลิวมาติดรั้ว “ขอบใจที่ยังจำฉันได้…แต่ความผิดไม่เคยหายไป” พิมสบตาแป้ง “เราจะออกจากบ้านนี้ไหม” แป้งส่ายหน้า “ยัง…ฉันต้องอยู่เพื่อชดใช้”
บรรยากาศในบ้านยังคงเย็นเยียบ ทุกคืนยังมีเสียงกระซิบ แต่เสียงนั้นค่อย ๆ เบาลง เหมือนกำลังจากลา หรือบางที…อาจรอวันที่ความผิดจะได้รับการให้อภัยจริง ๆ
คืนสุดท้ายก่อนสอบปลายภาค พวกเธอรวมตัวในครัวอีกครั้ง เสียงกระซิบยังวนเวียน แป้งพูดเสียงเคร่งขรึม “เราต้องไม่ลืม ไม่ว่ามันจะหลอนแค่ไหน” น้ำตาลหัวเราะในลำคอ “แล้วถ้าเสียงนั้นกลับมาแรงอีกล่ะ” จ๋ายถอนหายใจ “เราจะเผชิญหน้าด้วยกัน” พิมมองออกไปทางหน้าต่างที่มีเงาร่างผู้หญิงผมยาวยืนอยู่ ท่ามกลางความเงียบ เธอพูดเสียงเบา “บางที…เธอแค่ต้องการให้เราจำ ไม่ใช่ให้อภัย”
เสียงกระซิบสุดท้ายดังแผ่วผ่านพื้นไม้ ก่อนจะจางหายไปในความมืดของบ้านเช่าเก่าหลังนั้น