เสียงกระซิบในหอคอยร้าง
เสียงฝนตกพรำเคล้าไปกับเสียงกรวดกราวบนหลังคาสังกะสีเก่า สนามหญ้ารกร้างด้านข้างตึกเรียนกลางมหาวิทยาลัยกลับดูเงียบกว่าทุกคืน เสาวลักษณ์ยืนอยู่ใต้ร่มไม้ ตาจ้องไปยังหอคอยร้างสูงตระหง่านซึ่งลือกันว่าไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ยามค่ำ เธอกำร่มไว้แน่น มืออีกข้างกำโทรศัพท์ ใจเต้นแรงเพราะข้อความจาก “จูน” เพื่อนสนิทซึ่งบอกว่าเจอบางอย่างในหอคอยแล้วขอให้เธอมาที่นี่ด่วน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงไฟจากตัวตึกหลักสาดส่องมาไม่ถึง เสาวลักษณ์ลังเล เธอยืนครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าหาเงาดำของหอคอย ฝีเท้าของเธอหลบหลีกเศษกิ่งไม้และโคลน น้ำหยดลงมาจากปลายผมขณะเธอเดินเข้าใกล้ประตูเหล็กที่ปิดสนิท เสียงประตูเอี๊ยดแผ่วเมื่อเธอผลักเข้าไป ความเย็นชืดพุ่งเข้าใส่ทันที
ภายในหอคอยเงียบสนิท มีกลิ่นอับ เห็นฝุ่นลอยวนในแสงจากไฟฉายมือถือของเสาวลักษณ์ เธอเดินช้าๆ เสียงฝีเท้าก้องกังวาน สายตากวาดมองไปทั่ว โถงชั้นล่างว่างเปล่า มีโต๊ะไม้เก่าและเศษกระดาษเปียกฝนกองอยู่บนพื้น เสียงโทรศัพท์สั่น เสาวลักษณ์รีบรับด้วยความรีบร้อน
“จูน…อยู่ไหน?” เธอพูดเสียงเบา เงียบนิ่ง ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ กับเสียงฝีเท้าเบาๆ คล้ายกำลังเคลื่อนที่อยู่ห่างออกไป เสาวลักษณ์ขมวดคิ้ว หมุนตัวกวาดไฟฉายไปรอบตัว
เสียงกระซิบแผ่วเบาแทรกมาในความเงียบ “…ออกไป…” เสาวลักษณ์ชะงัก หัวใจเต้นแรง เธอพยายามมองหาต้นเสียงแต่พบเพียงความว่างเปล่า โทรศัพท์ในมือดับไปเองโดยไม่มีเหตุผล
เธอเดินไปที่บันไดซึ่งนำขึ้นสู่ชั้นบน ไฟฉายส่องให้เห็นรอยเท้าดินเปียกจางๆ คล้ายมีใครเพิ่งเดินขึ้นไป เสาวลักษณ์กลืนน้ำลาย เธอตัดสินใจเดินตามรอยขึ้นบันได แต่ละขั้นลั่นเอี๊ยด เสียงกระซิบแผ่วๆ ยังวนเวียน
“จูน?” เธอร้องเรียกอีกครั้ง แต่ได้รับเพียงเสียงสะท้อนกลับมาจากความมืด เสาวลักษณ์หยุดยืนหน้าประตูห้องเก็บของชั้นสอง มือแตะลูกบิดอย่างลังเล ภาพความทรงจำเมื่อสองปีก่อนวาบขึ้น—ภาพเธอยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องนี้ คนหนึ่งจากไปไม่มีวันกลับ
เธอสูดหายใจลึกและเปิดประตูเข้าไป ข้างในมืดสนิท มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของผ้าเปียกฝน เสาวลักษณ์ส่องไฟไปรอบห้อง เห็นเงาตะคุ่มของชั้นวางของเก่าๆ ทันใดนั้นมีเสียงกรอบแกรบใต้โต๊ะ เธอก้มลงมอง เห็นเพียงหนังสือเล่มหนึ่งถูกวางไว้
เมื่อเธอหยิบขึ้นมา เห็นปกเขียนด้วยลายมือ “บันทึกคืนฝน” และชื่อ “อรนุช” เพื่อนร่วมรุ่นที่เสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน เสาวลักษณ์กอดหนังสือไว้แน่น ริมฝีปากสั่นงัน เธอเดินออกมาจากห้อง พลันได้ยินเสียงฝีเท้าปรากฏขึ้นที่ปลายสุดของทางเดิน
“ใครน่ะ?” เธอร้องถาม เสียงฝีเท้าหายไปทันที มีเพียงเสียงฝนซัดเข้ามาทางหน้าต่างเก่าๆ กับเสียงกระซิบดังขึ้นใกล้ๆ อีกครั้ง “…อย่าเชื่อมัน…”
เสาวลักษณ์เดินไปที่ปลายทางเดิน พบว่าประตูทางออกถูกล๊อคจากด้านใน เธอหันหลังกลับกะทันหัน เจอกับ “ดนัย” เพื่อนร่วมรุ่นชายที่เพิ่งย้ายมาร่วมกลุ่มศึกษาครั้งนี้ ดนัยยืนตัวแข็ง กระซิบเสียงสั่น “ได้ยินเสียงเหมือนกันใช่ไหม?”
“เสียง…เสียงกระซิบ…” เสาวลักษณ์พยักหน้า ดนัยจ้องหน้าเธอด้วยสายตาหวาดหวั่น “จูนไม่ตอบโทรศัพท์เลย เธอหายไปตั้งแต่เย็นแล้ว”
“ฉันได้ข้อความสุดท้ายเมื่อกี้…” เสาวลักษณ์ยกโทรศัพท์ให้ดู—แต่หน้าจอขึ้นข้อความแปลก “ห้ามตามหา” เธอตกใจ หน้าซีด ดนัยพยายามปลอบแต่แววตาเขาก็ดูหวาดกลัวไม่แพ้กัน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นช้าๆ จากหลังประตูห้องเก็บของ ทั้งคู่สะดุ้งเฮือก ดนัยลังเล “อย่าไปเปิด” เขากระซิบ เสาวลักษณ์เม้มปาก เธอรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เธอเดินกลับไปหยุดหน้าประตู เคาะตอบเบาๆ “จูน? ถ้าเธออยู่ข้างใน ส่งเสียงหน่อย”
ไม่มีเสียงตอบ เดินกลับมากับดนัย ทั้งคู่ตัดสินใจลงไปชั้นล่าง หวังออกทางประตูหลักแต่ประตูไม่ขยับ เสียงลมแรงขึ้น ไฟฉายดับ วินาทีนั้นเสียงกระซิบดังกว่าเดิม “…ออกไป…หรือจะอยู่ที่นี่ตลอดไป…”
ดนัยพยายามใช้ไฟแช็กส่องหาเส้นทางออก ขณะที่เสาวลักษณ์เปิดหนังสือ “บันทึกคืนฝน” อ่านเจอข้อความสั้นๆ ว่า “อย่าเชื่อใครในนี้ คืนฝนปีนั้น มีคนโกหก” เธอหันไปสบตาดนัย “นายรู้เรื่องอรนุชมั้ย?”
ดนัยหลบตา “แค่ได้ยินข่าวลือ…เขาตายที่นี่ใช่ไหม?”
เสาวลักษณ์พยักหน้า น้ำตาคลอ เธอพูดเสียงสั่น “วันนั้น ฉันกับจูนอยู่ด้วยกัน…แต่จูนบอกฉันว่าห้ามบอกใคร”
เสียงกระซิบแทรกกลางบทสนทนา “…พวกเขาโกหก…”
ดนัยเริ่มหวาดระแวง “หมายความว่ายังไง เสาวลักษณ์? จูนเกี่ยวอะไร?”
เสาวลักษณ์ลังเล เธอกัดฟันแน่น “ฉันกับจูนเห็นอรนุชตกลงมาจากหอคอย แต่เรา…เราไม่ได้ช่วย…”
ดนัยตัวสั่น “แล้ว…แล้วจูนหายไปไหน?”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างนอกหน้าต่างห้องโถงล่าง ทั้งคู่หยุดฟัง ลมหายใจขาดช่วง ประตูห้องโถงเปิดออกอีกครั้ง แต่ไม่มีใคร ทั้งคู่ตัดสินใจแอบอยู่ข้างโต๊ะเก่า ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของดนัยดังขึ้น “ช่วยฉันด้วย…อยู่ชั้นบน…” เป็นเสียงของจูน
ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความลังเล ก่อนจะตัดสินใจเดินขึ้นไปบนหอคอย เสียงกระซิบยังแว่ว “…อย่าไว้ใจมัน…”
เมื่อถึงชั้นบนสุด พบห้องเล็กปิดอยู่ มีเงาตะคุ่มอยู่ข้างใน เสาวลักษณ์ผลักประตูเข้าไป พบจูนอยู่ในสภาพอิดโรย ตาแดงก่ำ “จูน!” เธอตรงเข้าไปกอด
แต่จูนกระซิบช้าๆ “เราติดกับแล้ว…”
ดนัยมองรอบห้อง ทันใดนั้นประตูปิดลงเอง เสียงลมหวีดร้อง “ใครบอกความจริง?”
เสาวลักษณ์พูดเสียงแตกพร่า “เรา…เราโกหก ทุกคนโกหก อรนุชไม่ได้ตกเอง…”
เสียงกระซิบดังราวกับมีหลายร้อยเสียงซ้อนกัน “…พูดออกมา…”
เสาวลักษณ์ร้องไห้ เธอยอมรับ “เราผลักอรนุช…เพราะเราเกลียดเธอ…”
ทันใดนั้น ความเย็นเยียบแผ่ซ่านทั่วห้อง เงาดำก่อตัวขึ้นตรงมุมห้อง มีลมหายใจเย็นเฉียบ เสียงกระซิบเงียบลง เหลือเพียงเงาสีดำที่ค่อยๆ ขยับเข้าหาเสาวลักษณ์ เธอหลับตาแน่น จูนร้องไห้ ดนัยกอดตัวเองตัวสั่น
เงานั้นหยุดอยู่หน้าทั้งสาม มีเสียงกระซิบสุดท้าย “…ใครจะอยู่ ใครจะไป…”
ไฟฉายในมือถือของเสาวลักษณ์ติดขึ้นอีกครั้ง ส่องเห็นเพียงเงาว่างเปล่า ห้องทั้งห้องกลับเป็นเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยของเงาหรือความเย็น เหลือเพียงหนังสือ “บันทึกคืนฝน” วางอยู่ตรงกลางห้อง
เสาวลักษณ์ จูน และดนัย มองหน้ากันอย่างเงียบงัน พวกเขาเดินออกจากห้อง พอลงไปถึงพื้นล่าง ประตูหอคอยกลับเปิดออกโดยไม่มีใครแตะต้อง
ทั้งสามออกมายืนกลางสายฝน ตัวเปียกปอน ไม่มีใครพูดอะไร เสาวลักษณ์หันกลับไปมองหอคอยร้างอีกครั้ง รู้ว่าความจริงได้ถูกเผยแล้ว แต่ความรู้สึกผิดและเสียงกระซิบยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในหัวใจ
ในคืนฝนตกอีกปีหนึ่ง หอคอยร้างยังคงตั้งตระหง่าน เสียงกระซิบแผ่วเบายังวนเวียนอยู่ในความเงียบ รอคอยใครสักคนที่ยังต้องชดใช้ให้กับความลับในอดีต…