หน้าต่างบนภูเขา
เสียงสุนัขเห่าดังสะท้อนออกมาจากตรอกแคบ ๆ ท่ามกลางหิมะขาวที่ปกคลุมหมู่บ้านอันห่างไกลบนภูเขา เอมเดินพรวดออกจากบ้าน ลมหายใจแปรเป็นไอขาวทันที เธอล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาว หัวใจเต้นแรงเพราะโทรศัพท์จากแม่ของคีร์บอกว่าเขาหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บ้านเรือนรอบ ๆ เงียบงัน มีเพียงเสียงหิมะกรอบแกรบใต้เท้าและไฟถนนสีส้มวับแวม ‘คีร์จะไปไหนตอนกลางคืน?’ เธอคิดในใจ พลางเดินตรงไปยังบ้านของคีร์ที่เต็มไปด้วยคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านหลายคนที่ดูเคร่งเครียด
เอมไม่พูดอะไรก่อนจะปีนขึ้นไปบนเนิน ร่างสูงโปร่งของเรเพื่อนร่วมชั้นเดินมาคู่ขนาน เขาไม่เอ่ยทัก เพียงยื่นโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ให้เธอ ‘ถ้าอยากรู้ ให้ไปที่หน้าต่างเก่า — คีร์’ ลายมือคีร์ ขยุกขยิกบนกระดาษเก่า ๆ
“ให้ฉันอ่านดูไหม?” เจน เพื่อนอีกคนกระซิบพลางดึงแขนเอม เห็นได้ชัดว่าเจนกลัว แต่แววตายังคงสอดส่ายความหวัง
เอมส่ายหน้า เบิ่งตาโตใส่เร เหมือนต้องการคำอธิบาย “นายเจอที่ไหน?” เธอถามเสียงต่ำ
เราขบฟันแน่น นิ่งไปชั่วขณะ “ในช่องกระเป๋าเป้ของคีร์ เขาคงเขียนไว้ก่อนหายตัว…”
ลมหิมะเย็นเฉียบตีหน้า ขณะทั้งสามมองหน้ากันนิ่ง เจนกระซิบว่า “หรือจะเป็นหน้าต่างที่บ้านร้างตรงเขตป่า?”
แสงไฟสีเหลืองละมุนในบ้านคีร์สะท้อนสีหน้าทุกคนต่างเคร่งเครียด เอมหายใจลึก ตัดสินใจทันที “ต้องไปดูเอง”
เราช้อนตามองเธออย่างลังเล “คืนนี้เลยเหรอ? มันอันตรายนะเอม”
เจนเสียงสั่น “เราควรรอคนอื่นไหม…”
เอมกัดริมฝีปาก เธอไม่อาจรอให้คีร์กลายเป็นหนึ่งในตำนานการหายตัวไปของหมู่บ้าน เธอเพียงจ้องหน้าทั้งสองคนเขม็ง “จะไปไหม? ถ้าไม่ไป ฉันไปเอง”
เราพยักหน้าในที่สุด ขณะเจนขยับมาจับมือทั้งสองไว้แน่น — ธารแห่งความกลัว เอาชนะด้วยความกล้าชั่ววูบของเด็กวัยสิบหก
ทั้งสามคนออกเดินฝ่าความหนาวไปยังขอบเขตป่าด้านนอกหมู่บ้าน หัวใจของแต่ละคนล้วนคล้ายกลั้นลมหายใจเป็นจังหวะเดียวกัน
เสียงรองเท้าบูทกระทบกับหิมะดีดกลับ ฟองอากาศเย็นพ่นจากปาก เอมเพ่งสายตาไปข้างหน้า จังหวะนี้ไม่มีเสียงใดนอกจากหัวใจของเธอเอง
ที่ปลายเนิน เขาสามคนเห็นตัวบ้านไม้สองชั้นทรุดโทรม ตั้งเด่นอยู่ใต้เงาไม้เปลือยกิ่ง หน้าต่างบานใหญ่สีดำสนิทครอบงำท่ามกลางผืนหิมะ ทั้งสามหยุดยืนล้อมกันโดยไม่ได้พูด
“ในตำนาน…เราบอกว่า ถ้าใครมองหน้าต่างนี้ในคืนหิมะ จะไม่มีวันได้กลับไป” เจนกระซิบ พลางหลบตามองพื้น
เราปากแข็ง แต่มือจับไฟฉายแน่น “ใครจะเชื่อ ตำนานโง่ ๆ แบบนั้น”
เอมเดินนำเข้าไปใกล้ เธอสัมผัสถึงลมหายใจของตัวเองที่เร็วขึ้น ทุกวินาทีคือแรงกดดันที่ไม่รู้จะเกิดอะไรต่อไป
ประตูบ้านไม้ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ เมื่อเอมดึงมันออก ภายในมืดมิด กลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นไม้แห้ง ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นส้มอมชมพูจากแสงไฟถนนห่างไกล
เจนกระซิบเสียงเบามาก “เอม…เดี๋ยว”
เอมหยุด ฟังเสียงเท้าเราหย่อนบนบันไดไม้ดังกรอบแกรบ เขาส่งไฟฉายให้เธอ เอมรับมา ในแสงอ่อน ๆ เธอเห็นเงาตัวเองและเพื่อนสะท้อนเบี้ยว ๆ บนบานหน้าต่าง
ขณะเธอส่องไฟตามหาเบาะแสในความมืด เสียงดังบางอย่างมาจากชั้นสอง ทั้งสามชะงัก หายใจกระชั้น ความกังวลในดวงตาพร้อมจะระเบิดสู่ความแตกหักหรือไม่ไว้วางใจ
เอมเดินขึ้นบันได ช้า ๆ เสียงบันไดไม้ดังระรัว มือสั่น ข้างหลังเรากับเจนเดินตามด้วยความกังวล เจนอธิษฐานเงียบ ๆ ให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างปลอดภัย
เดินถึงห้องใต้หลังคา เอมพบหน้าต่างโบราณบานใหญ่ ติดตะปูขอบรอบด้าน แสงจาง ๆ สะท้อนสีฟ้าอมเทาจากหิมะด้านนอก
ใบหน้าของเอมกระจายอยู่บนกระจก “คีร์!” เธอตะโกนสุดเสียง
แต่สิ่งที่ปรากฏกลางสายหมอกเย็นของหน้าต่าง กลับไม่ใช่ร่างของเพื่อน แต่เป็นเงาหยอกเย้าของคนสามคนเดินวนเวียนซ้ำไปมา และเสียงกระซิบแผ่วเบาก้องอยู่ในอากาศ
“นายได้ยินไหม…” เจนกระซิบ เสียงสั่นจนแทบขาดหาย
เราทำท่าจะถอยหลัง เอมคว้ามือเขาไว้ “อย่าเพิ่งไป ตอนนี้ห้ามกลัว”
เธอยื่นมือออกไปสัมผัสกระจก หน้าต่างเย็นเฉียบ น้ำค้างแข็งเกาะกรอบไม้เหมือนเพชร
แล้วเสียงร้องของคีร์ดังมาจากมุมหนึ่ง เป็นเสียงแผ่ว ๆ เหมือนคนฝันร้าย “ช่วยฉันที…”
ทั้งสามหันไปมอง เห็นเงาลาง ๆ ของคีร์ติดอยู่ในหน้าต่าง ฝ่ายในเหมือนกับว่าเขาถูกขังอยู่ในกระจก เธอพยายามมองตาเขาผ่านภาพสะท้อนนั้น ภายในใจของเอมทั้งกลัวและสับสนจนไม่กล้ากระพริบตา
จู่ ๆ เราทำท่าจะพุ่งเข้าชนกระจก แต่เอมห้ามไว้ “ถ้าทำพัง คีร์อาจอยู่ในนั้นตลอดไป!”
เจนเริ่มร้องไห้ พยายามเอื้อมมือจับแขนเอม “เราจะช่วยเขายังไง…เราก็ไม่รู้…”
เราเงียบ ระบายลมหายใจแบบติดขัดที่สุด “ทุกคน…เห็นในหน้าต่างนั่นไหม? มันสะท้อนอดีต — หรือสิ่งที่เรากลัวที่สุด…”
เอมหลับตานิ่ง เธอนึกถึงวันที่เคยเถียงกับคีร์ก่อนวันเกิดเหตุ — เธอตะโกนเสียงดังจนเราต้องกันไว้ นี่คือสิ่งที่เธอกลัว ว่าการโต้เถียงนั้นจะทำให้เสียเพื่อน “เราต้องให้อภัย”
เสียงคีร์กระซิบอีกครั้ง “ให้อภัยฉัน…”
เอมยกมือขึ้นแตะหน้าต่างเบา ๆ ด้วยน้ำตา เธอกระซิบตอบ “ฉันให้อภัย นายก็ต้องให้ฉันบ้างได้ไหมคีร์”
แสงจากดวงอาทิตย์เริ่มลอดผ่านหลังคาเก่า ๆ ของบ้านไม้ ทำให้รอบ ๆ สว่างขึ้นทีละน้อย เงากระจกบนพื้นไหวติงเหมือนจะคลายพันธนาการ
ทันใดนั้น หน้าต่างสั่นไหวเล็กน้อย เงาของคีร์แตกออกเป็นแสงขาว เขาถลันออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ทรุดอยู่บนพื้น เอมรีบเข้าไปกอดเขาแน่น เจนร้องไห้เสียงดัง ส่วนเอนั่งลงข้าง ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบ ๆ
คีร์น้ำตาคลอเบ้า ฝืนยิ้ม “ฉันเห็นทุกอย่าง…ทั้งความกลัว ความเสียใจของพวกนายในนั้น”
เอมซบหน้ากับไหล่เขา พลางกระซิบเบา ๆ “ขอโทษนะ…”
เรายืนขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองแสงสีทองอ่อน ๆ ที่ฉายผ่านกระจก เกล็ดหิมะเริ่มละลายผ่านสายลมและเสียงหัวเราะปะปนสะอื้น
ทั้งสี่คนกอดกันแน่น ลมหนาวผ่านช่องไม้เป็นเสียงหวีดวูบสุดท้ายก่อนพวกเขาค่อย ๆ เดินออกจากบ้านร้าง แสงอาทิตย์แรกของวันใหม่สะท้อนบนหิมะสีขาวไร้ที่ติ
พวกเขากลับลงเขาเอาชนะทั้งความมืด ความกลัว ตลอดจนอดีตที่เจ็บปวด และบนเส้นทางที่ลื่นด้วยเกล็ดหิมะนั้น ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะไม่มีทางเป็นเด็กคนเดิมอีกต่อไป