ค่ำคืนนี้ไม่มีจันทร์
เสียงฝนกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสีสนิมแดงของบ้านพักค่ายอาสาเป็นจังหวะ ในยามดึกที่เมฆดำบดบังราตรีจนมืดสนิท เด็กหนุ่มผิวเข้มสูงโปร่งเดินลากกระเป๋าเข้าไปในห้อง ใช้หลังมือปาดหยาดน้ำบนขมับ สายตาเจืออ่อนล้าแต่ไม่ยอมแสดงออกให้ใครเห็น เขาชื่อภีษณุ – หนึ่งในนิสิตแพทย์ที่ถูกบังคับให้ลงค่ายด้วยความจำใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มุมหนึ่งของห้องสว่างด้วยไฟจากโทรศัพท์มือถือ หญิงสาวร่างบางนั่งกอดเข่าข้างเตียง ผมสั้นประบ่ายุ่งเล็กน้อย เสื้อคลุมผ้ายีนส์มีฝุ่นและเปื้อนสี เธอชื่อวาด – ศิลปินปีสี่ที่เก็บตัวและไม่ชอบค่าย ไม่ใช่เพราะฝนตกหรือทางเดินเปียก แต่เพราะที่นี่เต็มไปด้วยภาพเก่า ๆ ที่เธอพยายามหลีกหนี
เสียงประตูเปิด ภีษณุสบตาเธอแว็บหนึ่งก่อนเบี่ยงหลบ เขาวางกระเป๋า สวมแจ็กเก็ต ยังไม่เปลื้องรอยยิ้มใด ๆ “มีคนอยู่ไหม” เสียงติดแข็งถืงเหมือนกลัวคำตอบจากอีกฝ่าย
วาดพยักหน้า ไม่มีเสียงตอบรับ เธอมองภาพขาวดำในโทรศัพท์ ฝุ่นสีจากนิ้วมือเปื้อนหน้าจอเบา ๆ ช่างต่างจากความสะอาดของเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือแพทย์ ทุกอย่างในห้องดูเงียบและชื้นในขณะเดียวกัน
เสียงฝนบางเบาลง นาฬิกาเดินเลยเที่ยงคืน มีแค่ลมหายใจทั้งสอง “เราชื่อวาด” เธอพูดขึ้นเบา ๆ สายตามีบางอย่างซ่อนอยู่ลึก ๆ
“ภีษณุ” เขาไม่สบตา ตอบเรียบ ๆ แล้วหยิบหนังสือภาษาศาสตร์ขึ้นอ่าน – ไม่ใช่ตำราการแพทย์อย่างที่ใครคิด นั่นทำให้วาดเลิกคิ้ว ก่อนจะเมินกลับไปหาภาพในมืออีกครั้ง
เช้าวันต่อมา เสียงไก่ขันกลบเสียงฝน ภีษณุนั่งอยู่ใต้ต้นขนุนข้างบ้านพัก เขาจ้องดูเด็ก ๆ กำลังขุดดิน วาดเดินผ่าน เธอหยุดมองสักพักแล้วเดินเลยไป อีกฝ่ายชำเลืองแว็บเดียว สายตาไม่ได้หยาบคายแต่ก็ไม่ต้อนรับ
“เมื่อคืนฝนตกแรงใช่ไหมคะ” เพื่อนผู้หญิงร่วมค่ายเดินเข้ามาคุยกับวาด เธอพยายามฝืนยิ้ม “เรานอนไม่ค่อยหลับเลย”
วาดเฉย ๆ พยักหน้าน้อย ๆ เธอไม่ถนัดคุยกับคนหมู่มาก “เราเหมือนกันค่ะ ตอนเด็ก ๆ ไม่ชอบเสียงฝน…”
“เหมือนกันเหรอ?” ภีษณุพูดเบา ๆ คนแรกที่หยุดเดินข้างเธอ แค่ประโยคนั้นกลับสร้างกำแพงบาง ๆ ระหว่างสองคนขึ้นมา
วาดยิ้มเจื่อน “แต่ถ้าวาดภาพ ฝนก็เพราะดี” เธอกระชับกระเป๋าสะพาย ออกเดินเหมือนไม่อยากให้บทสนทนาดำเนินต่อ
พวกเขาใช้เวลาช่วยงานในค่ายอย่างคนแปลกหน้าที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วม คนหนึ่งมองจ้องท้องฟ้า อีกคนจดบันทึกเงียบ ๆ ใต้โคมไฟ ภีษณุมีเป้าหมาย เขาอยากผ่านค่ายนี้ไปรับทุนเรียนต่อ แต่ซ่อนความกลัวลึกไว้ – กลัวความล้มเหลว กลัวผ่านมาโดยไม่มีร่องรอย วาดมีฝันอยากเป็นศิลปินอิสระ แต่กลับกลัวการถูกปฏิเสธ มักขังคำพูดตัวเองไว้ในใจ
เย็นวันหนึ่ง หลังช่วยกันทาสีรั้ววัด มือของวาดเปื้อนสีขาว เธอหลบสายตาไม่กล้ามองใคร ขณะที่ภีษณุบังเอิญเดินมาส่งถังสี “เปื้อนหมดแล้วค่ะ” เขาพูดพร้อมยื่นผ้าเช็ดมือให้ วาดนิ่งกับท่าทางนั้น มือสั่นนิดหน่อยเมื่อรับผ้า
“ขอบคุณค่ะ”
“วาดเป็นศิลปินเหรอ”
เธอหัวเราะเบา ๆ “ใช่ค่ะ แต่ไม่กล้าวาดภาพต่อหน้าคนอื่นเท่าไหร่”
“ทำไมล่ะ?”
วาดนิ่งไป “กลัวไม่เหมือนที่เราเห็นในหัว” เสียงเธอสั่น คำนี้ดูเล็กน้อย แต่ชัดมากสำหรับภีษณุ เขามองเธอนิ่ง มุมปากยิ้มจาง ๆ อย่างเข้าใจ
ค่ำต่อมา ในขณะที่ค่ายดับไฟเกือบหมด เหลือแต่แสงแฟลชมือถือ ภีษณุนั่งทบทวนตัวเอง เขาเปิดสมุดจด มีรูปวาดดินสอเล็ก ๆ มุมหน้าแรก – เป็นรูปเด็กผู้ชายยืนใต้ร่มแบบเปียกเงียบ ๆ
“รูปนั้นคุณวาดเองเหรอ” วาดถาม เสียงค่อย ๆ มาจากเงามุมห้อง
เขาพยักหน้า “บางทีผมอยากอยู่เงียบ ๆ ใต้ฝนคนเดียว” สายตาเขาหลบวูบคล้ายปิดช่องว่างระหว่างกัน
วาดเมินหลบสายตา เธอรู้สึกบางอย่างในคำตอบนั้น แต่ยังลังเล “แล้วทำไมไม่อยู่ฝนคนเดียวจริง ๆ ล่ะ”
“กลัวเปียกจนป่วย” เขาอมยิ้มและลดเสียงลง ดวงตากลับมีความขำปนเศร้า วาดชะงัก ยกมุมปากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
คืนฝนซา ทั้งสองเดินกลับห้องพักพร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ ภีษณุพูดขึ้น “มีงานวาดภาพวันเด็กที่อำเภอ… เธอไปด้วยกันไหม”
วาดนิ่งคิด… เกือบปฏิเสธเพราะความกลัว “ถ้ามีคนเยอะ… เราอาจจะกลัว”
“ผมก็ไม่ถนัดวงกว้าง เดี๋ยวเดินเป็นเพื่อน” เขาออกตัวช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
วันถัดมา งานเด็กเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทำให้บรรยากาศไม่เหมือนค่ายอาสา วาดนั่งวาดรูปอยู่หัวมุม ภีษณุนั่งข้าง ๆ คอยส่งสีและเป็นเพื่อนคุยเงียบ ๆ ครั้งแรกที่เธอลืมความกลัวสายตาคนอื่น และหัวเราะจนวาดรูปผิดเส้น
“ใครว่าศิลปินต้องเพอร์เฟ็กต์” ภีษณุพูดขึ้นหลังเห็นภาพสุดท้าย เธอยิ้มจนแก้มปริ – ใบหน้าเธอไม่ได้เหมือนคนที่ภีษณุเคยเจอวันแรกอีกแล้ว
คืนสุดท้ายของค่าย ฝนเทกระหน่ำอีกครั้ง ทั้งสองนั่งอยู่ใต้ระเบียงบ้านพัก ภีษณุเปิดใจเล่าว่าเขาเคยล้มเหลวซ้ำซากในการสอบแพทย์ โดนพ่อแม่กดดัน วาดเงียบอยู่ครู่ก่อนเล่าเรื่องครอบครัวที่ไม่เคยสนใจงานศิลปะ สองคนแชร์ความลับ เจ็บปวด อดีต
“บางทีเราก็กลัวมากกว่าที่บอกใคร ๆ” วาดเอียงหน้ามองสายฝน
“แต่ก็ยังอยู่ตรงนี้ได้…” ภีษณุตอบ เขามองเธอ ไม่ใช่ด้วยสายตาคนไกลอีกต่อไป
หลังค่ายผ่านไป ชีวิตกลับสู่กรุงเทพฯ เรื่องวุ่นวายที่รออยู่มากมาย ภีษณุกลับไปเคร่งเครียดกับตำรา ผู้ใหญ่ในบ้านว่าเขาเสียเวลาค่าย วาดกลับไปสตูดิโอเล็ก ๆ พ่อแม่ซักไซ้ทำไมไม่สมัครงานบริษัท
แชทของทั้งสองเริ่มห่างหาย มีแต่ข้อความ “วันนี้เหนื่อยมั้ย” กับ “งานโอเคไหม” – ไม่มีใครพูดเรื่องที่ค้างคาใจกันจริง ๆ ไม่มีใครกล้าชวนกลับไปเจอ หลังจากที่ดูเหมือนใจเปิด แต่กลับห่างโดยไม่รู้ตัว
วันหนึ่งภีษณุสอบตกอีกครั้ง กดโทรศัพท์จะโทรหาวาด แต่เปลี่ยนใจ ชะเง้อมองฝนตกนอกรั้วคณะ เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาคิดถึงเธอ แต่กลัวจะรบกวนเกินไป
วาดนั่งวาดภาพในสตูดิโอ แต่ความคิดล่องลอย ภาพในมือเหมือนใครสักคนยืนอยู่ใต้ฝน เธอหยิบโทรศัพท์จะทักหาเขา… แต่ก็เปลี่ยนใจ เก็บไว้ในใจเหมือนเดิม
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ สองคนไม่พูดกันเลย ความเหินห่างขยาย ช่องว่างกว้างขึ้น วาดเจองานนิทรรศการใหญ่มีชื่อภีษณุในฐานะผู้ช่วยแพทย์ เธอตัดสินใจไปงานนั้นแม้จะกลัวคนเยอะ
ภีษณุมองเห็นเธอท่ามกลางฝูงชน ใจเต้นแรง ไม่ใช่เพราะตกใจที่เจอ แต่กลัวจะทำอะไรผิดพลาด “มาคนเดียวเหรอ” เขาทักเบา ๆ
วาดพยักหน้า “ไม่ได้เจอกันนานเลย”
ความเงียบเกิดขึ้น ขอบตาวาดแดงก่ำ เธอกำมือแน่นก่อนจะพูดช้า ๆ “เราอาจจะไม่เก่งเรื่องพูด… แต่เราคิดถึง”
ภีษณุสบตาเธอ เงียบไปพักใหญ่ “เราเองก็เหมือนกัน”
ค่ำคืนนั้น หลังงานเลิก ฝนตกลงอีกครั้ง ทั้งสองยืนใต้ชายคาทีเดียว วาดกลัวฝนเหมือนเดิม เพียงแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้หลบคนเดียว
เสียงฝนดังใกล้หู ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากยืนอยู่ด้วยกันในความเงียบ — ไม่มีคำรัก ไม่มีคำสัญญา มีแค่การยอมรับความกลัวและข้อบกพร่องของกันและกัน แต่พวกเขาไม่ได้เป็นคนเดิมอีกต่อไป