สองใจ…คนละทาง
เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องทำงาน ฟ้าสะดุ้ง เธอนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโครงการสถาปัตย์กระจายเต็มหน้าจอ มือสั่นเล็กน้อยเมื่อล้วงหยิบโทรศัพท์มาดู เป็นชื่อพี่ชายเธอที่เธอไม่ได้คุยกันนานสองปี ฟ้าลังเล ปล่อยให้เสียงสั่นนั้นหยุดไปเอง เธอมองหน้าจอที่เพิ่งดับลงอย่างเหม่อลอย แววตาเหนื่อยล้านิดๆกับความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เสียงอีเมลแจ้งเตือนขึ้นมาทันที หัวข้อจ่าหน้า: “Project Sunrise – ทีมงานใหม่”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทสถาปัตย์ใจกลางกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยผู้คนที่บางคนฟ้าแทบไม่รู้จัก สายตาคนมากมาย แต่เจ้าของสายตาที่ทำให้เธอสะดุดกลับเป็นชายหนุ่มในชุดสูทสีกรมท่า ดิน พนักงานฝ่ายมาร์เก็ตติ้งที่ขึ้นชื่อเรื่องความตรงไปตรงมาและท่าทีไม่สนใจใคร ดินนั่งตรงข้ามกับฟ้า ดวงตาของเขากวาดมองรายชื่อทีมงานใหม่พลางถอนหายใจบางเบา เมื่อสายตาเผลอสบกับฟ้า ต่างฝ่ายต่างหลบตา เงียบไปเหมือนไม่อยากให้ใครรู้ว่าต่างรู้สึกหนักใจ
ดินเก็บของออกจากห้องประชุมก่อนใครโดยไม่พูดกับใครสักคำ ทั้งที่ใครๆก็บอกว่าเขาเป็นคนพูดเก่งร่าเริง แต่กับโปรเจกต์นี้เขากลับนิ่งผิดสังเกต ฟ้าเก็บสมุดโน๊ตไว้ในกระเป๋า เธอยังจำภาพพ่อกำลังนั่งวาดแบบบ้านหลังแรกในชีวิตให้ลูกค้าได้ดี มันคืออดีตที่เป็นเหมือนเงาตามหลอกหลอน เมื่อเดินตามออกมา เธอก็เจอดินรออยู่สงบๆตรงลิฟต์ ดินปรายตามอง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“งานครั้งนี้…ไม่ต้องฝืนคุยก็ได้ครับ ถ้าไม่ถนัดทำงานเป็นกลุ่ม จะได้ขอเปลี่ยนทีม”
ฟ้าชะงักกับประโยคของดิน สีหน้าครุ่นคิด ก่อนคลี่ยิ้มบางๆ
“ฉันไม่ถนัดเปลี่ยนใจตัวเองมากกว่าค่ะ ยังไงคงต้องทำด้วยกันอยู่ดี”
ดินเงียบ ดวงตาดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลดสายตาลง เดินนำออกไปโดยไม่พูดอะไร ฟ้าสัมผัสได้ถึงกำแพงบางอย่าง กำแพงที่ตัวเองก็สร้างเช่นกัน เธอกะพริบตาไล่ความคิด ก่อนก้าวตามออกไป
เสียงกลุ่มเพื่อนในห้องกาแฟหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นฟ้านั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ เธอเลื่อนดูรูปภาพเก่าๆ ที่ถ่ายสมัยมหาวิทยาลัย ภาพกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอไม่เคยพูดถึงอีกเลย รอยยิ้มจากวันนั้นเหลือเพียงเงาในดวงตา
“มองอะไรอยู่ ฟ้า?” เสียงพลอย เพื่อนร่วมงานถามขึ้นมาเจือความอยากรู้ ฟ้าปิดโทรศัพท์ ดึงยิ้มฝืนๆออกมา
“ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดถึงอดีตนิดหน่อย”
พลอยมองนิ่ง ก่อนหัวเราะกลบเกลื่อน “อดีตที่อยากลืมหรืออดีตที่ยังฝังใจนะ?” ฟ้าเลือกจะไม่ตอบ
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของออฟฟิศ ดินยืนอ่านเอกสารอยู่ที่หน้าต่าง ใบหน้าขึงขัง กับมือถือที่มีข้อความสั้นๆจากแม่เตือนให้กลับบ้านมื้อเย็น ดินพิมพ์ตอบอย่างห้วนๆคล้ายปัด รอยแผลจากการถูกพ่อทิ้งไปตั้งแต่เล็กยังคงแกะไม่จาง ดินยิ้มจางๆให้กับกระจก เขาไม่ได้ฝันจะเป็นนักการตลาด เขาอยากเรียนศิลปะ แต่บ้านต้องการความมั่นคง
การนำเสนอแรกเริ่มขึ้น ฟ้าเปิดคอมพิวเตอร์ต่อหน้าทีมงาน ดินนั่งข้างๆ เธอสับสนว่าควรพูดยังไงให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจแบบของตน ดินยื่นมือมาหยิบเอกสาร มีแววตาไม่พอใจนิดๆ
“โจทย์ลูกค้าชัดมาก เขาอยากได้บ้านราคากลาง ต้องขายได้ ความฝันก็สวยนะ แต่ขายไม่ได้ก็จบ”
ฟ้าหยุด ตอบกลับเสียงต่ำ
“บางทีมันก็ต้องเหลือที่ว่างให้ความฝันคนบ้าง ไม่ใช่เหรอ? บ้านไม่ใช่แค่ตึก เป็นพื้นที่ชีวิต”
ทุกคนเงียบไป ดินชะงักเล็กน้อย กระพริบตา คำพูดนั้นสะกิดบางอย่างในใจ
หลังประชุม ฟ้าเดินมาขอบคุณดินที่ช่วยเคลียร์ฟีดแบคลูกค้า ดินถอนหายใจ “ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมพูดแรงไปด้วยซ้ำ ขอโทษนะ”
สายลมเย็นตอนเย็นพัดผ่านระเบียงออฟฟิศ ฟ้านั่งมองกรุงเทพฯ ยามพลบค่ำ ดินออกมานั่งข้างๆ ไม่มีใครพูดอะไรกันพักหนึ่ง จนกระทั่งดินเป็นฝ่ายขยับปากก่อน
“เมื่อก่อนผมอยากเป็นศิลปิน แต่แม่บอกว่าอย่าเหยียบฝันตัวเองจนลืมชีวิตจริง”
ฟ้ายิ้มจาง ๆ “ฉันสิ ตรงข้ามกันหมด พ่ออยากให้ไปต่อยอดบริษัทของบ้าน ฉันอยากทำอะไรเล็ก ๆ ให้คนที่ไม่มีเสียง”
ความเงียบทอดยาวเป็นนาที ๆ ดวงตาสองคู่จับจ้องวิวกรุงเทพฯ อย่างคนไร้ที่ลงใจ
หลังเลิกงานวันนั้น ฟ้าเดินลงบันไดออกไปพร้อมดินโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างคนต่างยังละอายกับความรู้สึกในใจ เสียงฝนเริ่มๆโปรยปราย ฟ้าเงยหน้ามอง ฟ้าส่งร่มให้ดิน ดินอึ้ง “เอาไว้ใช้กับฉันก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจหรอก”
“เธอไม่เปียกหรือ?”
“เดี๋ยวก็แห้ง” ฟ้าหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงจุดประกายอะไรบางอย่างในตัวดินที่ปกติไม่กล้าถาม
วันต่อมา ฟ้าและดินต้องลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้านเป้าหมาย ลูกค้าเดินมาพูดคุยแต่ละหลัง ดินสังเกตฟ้าคุยกับเจ้าของบ้าน ช่วยลูกสาวเล็ก ๆ ของเขาขนของเล่น ฟ้าดูใจดีและเป็นมิตรกับเด็กๆอย่างที่เขาไม่เคยเห็นอีกเลยในที่ทำงาน
ฟ้ากลับมามองดิน ดวงตาครุ่นคิด ดินออกปากถาม
“ฟ้า ไม่กลัวเหรอ เวลาต้องวาดฝันแล้วมันไม่จริง?”
ฟ้าสะอึกแต่พยายามยิ้ม “กลัวนะ แต่ไม่ฝันก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม”
ทั้งสองคนเริ่มสัมผัสได้ถึงสิ่งบางอย่างที่คล้ายความผูกพัน เวลาทำงานด้วยกันมีรอยยิ้มจาง ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ ทุกการกระทำเล็กๆน้อยๆกลายเป็นการสนใจอย่างเงียบงันของแต่ละฝ่าย
คืนหนึ่งฟ้าทำงานอยู่ดึก ดินเดินผ่านมาเห็นไฟออฟฟิศยังเปิด เขาแวะเข้ามาอยู่เป็นเพื่อน เงียบอยู่นานจนดินพูดขึ้นแทบกระซิบ
“ถ้าผมเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองจริงๆ…ตอนนี้ ผมคงเลือกอย่างอื่น”
ฟ้าเงยหน้ามอง หยิบดินสอกดหมุนเล่นในมือ ก่อนเอ่ยอย่างเนิบๆแต่ปนเศร้า
“ฉันก็เหมือนกัน ดิน…แต่ถ้าย้อนกลับไปเปลี่ยนได้จริง ฉันกลัวฉันเองจะไม่กล้าจับดินสออีก”
ดินยิ้ม บรรยากาศอึดอัดอยู่พักหนึ่ง ฟ้าลุกไปเปิดหน้าต่าง ให้ลมกลางคืนโบกผ่าน เธอหันกลับมาถามเสียงเบา
“นาย…คิดว่าคนเราควรเลือกอะไร ระหว่างอยู่เพื่อตัวเองหรืออยู่เพื่อคนที่รักเรา?”
ดินนิ่ง ริมฝีปากขยับแต่ไม่มีเสียง ทั้งสองคนจ้องตากันนาน ต่างคนต่างเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับปล่อยให้ความเงียบคั่นกลาง
โครงการเริ่มเข้มข้นขึ้น ฟ้ากับดินต้องใช้เวลาทำงานด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ปัญหาใหม่ ๆ ผุดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องงบประมาณที่โดนตัด ฟ้าต้องเลือกระหว่างรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เธออยากเก็บไว้ กับความจริงที่ต้องปรับตามตลาด ดินพยายามเจรจา แต่ความกดดันก็ทำให้ทั้งคู่เริ่มหงุดหงิดใส่กัน
“ดิน! นายจะรู้เรื่องฝันของฉันอะไรมากนัก” ฟ้าเสียงสั่น น้ำตาซึมจนฟ้าต้องเบือนหน้าหนี
ดินเตะขาโต๊ะเบาๆ สายตาแข็งกร้าวชั่ววูบ
“นายมีสิทธิ์เลือกในแบบนาย ส่วนฉัน ไม่มีอะไรให้เลือก!”
ความเงียบหนาหนัก ก่อตัวเป็นกำแพง ระยะห่างระหว่างสองคนนั้นเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว การพูดคุยกลายเป็นสั้นลง มีแต่การส่งเมลสั้น ๆ เฉพาะงานเท่านั้น
ฟ้ากลับบ้านน้ำตาคลอ เธอเปิดโทรศัพท์ ดูรูปเก่ากับพี่ชาย เขาโทรมา แต่เธอไม่รับสาย หลายคืนผ่านไปโดยที่ต่างคนต่างเอาแต่คิดถึงคำพูดของอีกฝ่าย ฟ้าเริ่มวางแผนลาออกจากงาน กลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน เพราะแม่โทรตามทุกคืน
ขณะเดียวกัน ดินกลับบ้านก่อนเวลาแม่เที่ยงคืนวันหนึ่ง ก็เจอแม่ทำกับข้าวรอ เธอพูดน้อยมาก ดินพยายามคุยแต่แม่ตอบเพียง “ทำอะไรก็ได้ที่ลูกไม่ต้องเสียใจ” ดินนั่งนิ่ง ๆ คำพูดนั้นวนเวียนอยู่ในหัว
รุ่งเช้า ดินเอาดอกกุหลาบที่ยังไม่บานหนึ่งดอกวางทิ้งไว้โต๊ะทำงานฟ้าไม่มีใครเห็น ฟ้ามาถึงแล้วเห็นแต่ไม่ได้พูดอะไร เธอยิ้มจาง ๆ ซ่อนดอกไม้ไว้ในลิ้นชัก ดวงตาแดงเรื่อ
เมื่อคนในทีมเริ่มพูดถึงแผนฟ้าจะลาออก ดินได้ยินข่าว คนอื่น ๆ ต่างถามไถ่ ฟ้าบอกปัด “ยังไม่แน่ใจค่ะ” ดินแน่นิ่งไปเหมือนโดนกระแทกแรงๆทางความรู้สึก
ระยะห่างระหว่างสองคนเหมือนกว้างขึ้น ดินหลบหน้าฟ้า ฟ้าก็ไม่ได้เข้าไปพูดคุยอะไรอีก
จนวันหนึ่ง ฟ้าส่งอีเมลลาออกอย่างเป็นทางการ ดินเปิดอ่านกลางดึกขณะนั่งอยู่ริมระเบียงบ้าน ลมคืนวันศุกร์พัดแรง เขาน้ำตาคลอ ไม่กล้าตอบอะไร เขาโทรหาฟ้าแต่เธอไม่รับ
วันสุดท้ายของฟ้าที่บริษัท ดินเดินสวนกับฟ้าที่ล็อบบี้ ดินหยุดเธอไว้
“นาย…จะไปจริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงสั่น ดวงตาวาววับด้วยบางสิ่งที่ไม่กล้าเอ่ย
ฟ้าชะงัก “ฉัน…ควรไปนะ เราทำงานด้วยกันไม่ได้อีกแล้วดิน…”
“ทำไม มันผิดขนาดนั้นเลยเหรอ ฉัน…ถ้าฉันพูดอะไรบางอย่างตั้งแต่แรก มันจะเปลี่ยนอะไรไหม?”
ฟ้ากัดปาก น้ำตาหยดลงพื้น
“บางอย่างมันก็ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้แล้วดิน ฉันขอโทษ”
ดินนิ่งไปนาน ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งฟ้าไว้กับความรู้สึกแหลมคมที่พูดไม่ออก
หลายสัปดาห์หลังลาออก ฟ้านั่งวาดภาพอยู่ในบ้านใหม่ของเธอ อากาศเงียบราวกับคนในบ้านนี้ไม่เคยหัวเราะ อินเตอร์เน็ตเด้งขึ้นรูปภาพเดิม ๆ ที่เธอเคยเก็บไว้ในมือถือ ฟ้ากดปิด ไม่กล้าดูต่อ
ดินตั้งใจไปเรียนศิลปะที่คอร์สออนไลน์ช่วงเลิกงาน เขานั่งวาดภาพศิลป์ช้าๆ ทำงานในบริษัทเดิมแต่หัวใจโล่งผ่านขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาด
วันหนึ่ง ดินได้รับการ์ดนิรนามส่งถึงบริษัท เขาเปิดออก เป็นรูปบ้านหลังเล็กที่วาดด้วยดินสอขาวดำ มีข้อความเพียงว่า “ขอบคุณที่ทำให้ฉันกล้าทำตามฝัน”
เสียงฝนตกโปรยปราย ดินยืนจ้องหน้าฝนนานแสนนาน
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ฟ้าเดินเข้ามาหาทีมงานที่บริษัทเพื่อส่งเอกสารฉบับสุดท้าย ทุกคนตกใจ ดินเดินเข้ามาหาเงียบๆ ต่างคนต่างไม่รู้จะทักอย่างไร
ดินพูดขึ้นในที่สุด
“นาย…ยังกลัวอยู่ไหม ที่จะเลือกในแบบนาย”
ฟ้าสบตา กลืนน้ำลายเงียบ ๆ ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“กลัว…แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ถ้าไม่เลือกตามใจตัวเอง ฉันจะเสียใจไปตลอดชีวิต”
ดินพยักหน้า ซ่อนรอยยิ้มไว้ในแก้ม
“ฉันอยากลองเริ่มใหม่…ถ้านายยังอยากคุย”
ฟ้าลังเลเป็นวินาทีก่อนขยับปากตอบ “ถ้านายไม่กลัว ฉันก็ไม่กลัวแล้วเหมือนกัน”
ทุกอย่างเงียบไป ต่างคนต่างสบตา น้ำตาไหลพรากแต่ก็ยิ้มออกมาในที่สุด
แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านหน้าต่าง บริษัทในวันที่อบอุ่นผิดปกติ เจ้าของหัวใจทั้งสองคนยืนอยู่ตรงกลาง ไม่มีใครพูดคำนั้นออกมา แต่ทุกคนในห้องรับรู้จากแววตาว่า “เราจะลองดูอีกครั้ง…ด้วยกัน”