ใต้เงาลำพูยามบ่าย
แสงแดดอ่อนยามบ่ายส่องลอดต้นลำพูที่เอนตัวเหนือแม่น้ำเจริญกรุง กลิ่นรากไม้หมักน้ำเจือจางปะปนกับเสียงเรือลำเล็ก ๆ แล่นผ่านหน้าสำนักงานเล็ก ๆ ที่มีป้ายเขียนว่า “สตูดิโอสาม” แขวนอยู่หน้าประตู แม้จะเพิ่งบ่ายสองแต่ในห้องประชุมสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีเพียงเก้าอี้สามตัวที่มีคนนั่งเต็มเท่านั้น—เสียงพัดลมหมุนครืดคราดช่วยลดความอึดอัดได้ไม่มากนัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฟ้า–หญิงสาววัยยี่สิบหกปี สวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงขาสั้นตามสไตล์ออฟฟิศชิค เธอเหลือบมองโน้ตบุ๊กตรงหน้า บอกให้ตัวเองห้ามถอนหายใจตอนที่หัวหน้าส่งแฟ้มสีเขียวมาให้ “ฟ้า งานนี้ฝากด้วยนะ คุยกับลูกค้าให้เรียบร้อย” เสียงพี่อิ๋วหัวหน้าทำท่าล้า ๆ มือเคาะโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะ ฟ้าเงยหน้าพยักเพียงน้อย ๆ “ค่ะ พี่อิ๋ว”
โต๊ะข้างหลังมีชายคนหนึ่งนั่งก้มหน้ามองแผ่นกระดาษ เขาใส่แว่นกรอบดำ ผมยุ่งนิด ๆ เหมือนเพิ่งผ่านคืนไม่ได้นอน ทิว–ชายหนุ่มวัย 31 ปี เพิ่งย้ายกลับมาจากต่างจังหวัดด้วยเหตุผลที่สตูดิโอแทบไม่มีใครล่วงรู้ “เดี๋ยวต้องไปถ่ายรูปที่สนามหลวงบ่ายนี้ จะไปด้วยกันไหมทิว” ฟ้าเอ่ยอย่างชวนน้ำเสียงเรียบ ๆ
ทิวนิ่งไปนิด “…คลิปโปรโมตการท่องเที่ยวของจังหวัดเหรอ”
“ใช่ค่ะ เขาอยากให้เราเน้นมุมที่คนท้องถิ่นไม่ค่อยไป”
ทิวพยักหน้าอย่างลังเล บางอย่างในแววตานั่นทั้งหนักใจและเศร้า ฟ้าชำเลืองมองแต่ไม่ถามต่อ
รถแท็กซี่สีน้ำเงินจอดริมคูน้ำ ฟ้าเปิดประตูออกก่อน ทิวเดินตาม ลมริมแม่น้ำพัดเอากลิ่นอับชื้นมากระทบจมูก ทิวยกกล้องขึ้นส่องคว้างไปมาโดยยังไม่ยกขึ้นถ่าย ฟ้าก้าวนำแต่หยุดรอเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ยังไม่เดินตาม
“เคียดอะไรขนาดนั้นนะ?” ฟ้ายิ้มบาง ๆ ทิวส่ายหน้า เงียบไปพักใหญ่ “ผมไม่ได้ถ่ายรูปมานานแล้ว…คิดว่ามือสองข้างไม่น่าจะจับกล้องดี”
เงียบ ฟ้าล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมาแต่มือกลับแน่นเกินกดอะไรได้จริง “ถ้าไม่ไหวพี่ทำเองก็ได้นะ”
“ลองดู” ทิวยิ้มเศร้าก่อนจะยกกล้องขึ้นช้า ๆ เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว เสียงชัตเตอร์แรกดังก้องในความเงียบ ฟ้าเหลือบมอง เห็นแววตานิ่งขึ้นของเขา
หลังเสร็จงาน ฟ้านั่งเช็กภาพในกล้องร่วมกับทิวที่มุมร้านกาแฟใกล้สำนักงาน มือทั้งสองจับแก้วกาแฟมั่นเหมือนระแวง “แปลกดีนะ รูปที่พี่ถ่ายมันเหมือนไม่ได้ถ่ายสถานที่…แต่ถ่าย ‘ความรู้สึก’ มากกว่า” ฟ้าเอ่ยเสียงเบา
“บางที…ผมคงมองเมืองนี้เป็นที่ที่คนอยากหนี ไม่ใช่อยากอยู่” ทิวตอบ มุมปากเบี้ยวเหมือนประชดตัวเอง ฟ้าชะงัก น้ำเสียงเศร้าในถ้อยคำนั้นสัมผัสใจเธออย่างประหลาด
“เพราะมันมีใคร หรือเพราะมันมีอะไร” ฟ้าถามเบา ๆ จ้องแก้วตนเอง ทิวไม่ตอบ เงียบครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินออกจากร้าน ปล่อยฟ้านั่งอยู่กับความสงสัยและขวดน้ำแช่แข็งสั่น ๆ ในมือ
วันต่อมาในห้องประชุม สภาพอากาศชื้นแฉะแบบหน้าฝนบดบังแสงแดด ฟ้านั่งอยู่คนเดียว ทิวเดินเข้ามาช้า ๆ มองเธอสักพักก่อนเอ่ย “เมื่อวานขอโทษนะ ที่ตอบไม่ดี” ฟ้ายิ้มบาง ๆ “ถ้าอยากพูดก็บอกได้ ถ้าไม่อยาก…”
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะ” ทิวเสียงแผ่ว “บางเรื่องก็…เอ่อ…กลัวมันออกมาแล้วจะหนักกว่าเดิม”
เสียงฝนเริ่มซาบซ่า ทิวสูดลมหายใจลึก ๆ “ผมกลับมากรุงเทพฯ เพราะบ้านมีปัญหา…แม่ป่วย พ่อตกงาน จะให้ผมอยู่ต่อก็เหมือนใจร้าย มันเลย…” เขาหยุดเหมือนกลืนถ้อยคำ ฟ้าขมวดคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไรอีก
ความเงียบระหว่างทั้งคู่ถูกแทนด้วยเสียงฝนกระทบบานกระจก วันต่อมา ทิวไปออกกองถ่ายคนเดียว ฟ้าเพียงส่งเมสเสจ “สู้ ๆ ค่ะ” ไปในเช้าวันนั้น ทิวอ่านข้อความแล้วไม่ตอบกลับ
เวลาผ่านไป ฟ้าเริ่มรู้สึกเหงาในสตูดิโอเล็ก ๆ ถึงจะเปิดเพลงแต่เสียงก็ไม่ได้กลบคิดถึงในความเงียบได้เลย เธอเผลอหยุดมองโต๊ะทำงานโล่ง ๆ ของทิวบ่อยขึ้น
วันศุกร์ทิวกลับเข้ามา แววตาเหมือนคืนที่เหนื่อยล้า ฟ้านั่งรอที่โต๊ะด้วยสมุดบันทึกในมือ พลิกหน้าไปมาก่อนตัดสินใจแน่นแฟ้น “พี่ทิว” เธอเรียก เขาหยุด เงยมองแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“พอจะให้ช่วยอะไรได้บ้างไหม” เธอถามเสียงไม่มั่นใจ ทิวเม้มปากแล้วส่ายหน้า “ก็…ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องการอะไร”
ต่างคนต่างเงียบ ฟ้าฝืนยิ้ม “ถ้ารู้แล้วก็บอกนะ”
ช่วงเวลาหลายวันต่อมา ทิวกลายเป็นคนเก็บตัวกว่าเดิม หลายครั้งฟ้าต้องทำงานแทนจนดึกดื่น เธอไม่ได้บ่น แต่ใบหน้าโรย ๆ สะท้อนให้เห็นความล้า ทั้งสองไม่มีโอกาสพูดคุยกันมากเหมือนเดิม
บ่ายวันหนึ่ง ฟ้าเดินมานั่งริมลำพูหลังออฟฟิศ ริมฝั่งคลองน้ำขุ่น เมื่อเสียงฝีเท้าเบา ๆ ตามมา ทิวนั่งลงข้างเธอ โชคดีที่ไม่มีใครอีกคนอยู่
“มีอะไรอยากพูดไหมฟ้า” ทิวเอ่ยไปโดยไม่มองตา ฟ้าคิดช้า ๆ คำพูดเหมือนร่างกายต้านแรง ลมหายใจเธอสั่น “บางครั้งฟ้าอยากวิ่งหนีเหมือนกัน…แต่ถ้าเราวิ่งจากทุกปัญหา ชีวิตจะไปเหลืออะไร”
ทิวเงียบ หัวเราะแผ่ว “ผมไม่กล้าพูดแบบนั้น…ผมหนีกับทุกอย่างจนไม่เหลือใครเลย”
ฟ้าก้มหน้าซบเข่า เหมือนจะร้องไห้แต่ก็ยังฝืน “บางทีการมีใครสักคนคอยฟังก็อาจไม่แย่”
ทิวเหลือบมองมือของฟ้าที่วางข้างตัวอย่างหลวม ๆ ไม่แตะต้อง เขาเอ่ยช้า ๆ “ผมเคยมีแฟน…แต่ผมทำทุกอย่างพังเอง เพราะเอาแต่คิดถึงปัญหาตัวเอง”
ฟ้าขบกรามแน่น “ฟ้ารู้ว่าตัวเองก็เห็นแก่ตัวเหมือนกัน จริง ๆ ฟ้าก็กลัวเริ่มต้นจากศูนย์อีก ถ้ามันพังขึ้นมา…”
ทวิบนกิ่งลำพูร่วงลงมาบนฝ่ามือ ฟ้าหัวเราะจืด “หรือเราจะต่างคนต่างกลัวมากจนลืมว่าความกลัวมันอยู่คนละฝั่งกับความหวัง”
ทั้งสองนั่งเงียบ ทิวขยับมือเล็กน้อยแต่ยังไม่กล้าแตะ ฟ้าหยิบใบร่วงออกจากมือตัวเอง วางลงบนพื้นน้ำ
หลังจากวันนั้น บรรยากาศในออฟฟิศเริ่มอึดอัดเพราะใกล้ปิดโปรเจกต์ใหญ่ ทิวกับฟ้ามีเวลาคุยน้อยมาก แต่บ่อยครั้งที่ต่างคนต่างสบตากันท่ามกลางความเงียบ ฟ้าคงรู้สึกบางอย่างแต่ไม่พูด ทิวเองก็มีแววตาลังเล
วันหนึ่งใบงานผิดพลาดครั้งใหญ่ ทิวตกเป็นเป้าเจ้านายเพราะไฟล์หาย ห้องประชุมเครียดจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ฟ้านั่งเงียบข้าง ๆ เห็นเหงื่อทิวเกาะขมับ เขายืนนิ่งอึดอัด “ขอโทษครับพี่ ผมผิดเอง”
ฟ้าลังเลแต่แล้วตัดสินใจลุกขึ้นบังหน้า “จริง ๆ ฟ้าก็ตรวจดูรอบสุดท้ายไม่ละเอียดเองค่ะ” เธอเสียงสั่น ทิวประหลาดใจแต่ไม่พูดอะไร เจ้านายถอนหายใจ “ครั้งหน้าระวังด้วยละกัน”
หลังประชุม ฟ้าค่อย ๆ เดินไปใต้ลำพูริมน้ำ ทิวยืนมองแม่น้ำเหมือนจมหายไปกับปัญหาตัวเอง
“ขอโทษนะ” ทิวเอ่ยอย่างรู้สึกผิด ฟ้าส่ายหน้า “ไม่ใช่ความผิดพี่คนเดียว แต่ฟ้ากลัวมากกว่าถ้าต้องเห็นพี่ออกไป”
ทิวมองหน้าฟ้านานพอที่จะเห็นความจริงในดวงตา “ทำไมถึงกลัวนักล่ะ จะอยู่หรือไม่อยู่ผมก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไรเลย” เขาถอยหลังห่างไปครึ่งก้าว
ฟ้าหน้าซีด “เพราะหลังจากวันที่ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ฟ้าก็ไม่อยากเสียใครอีก”
ทิวยิ้มซีดจาง ริมฝีปากสั่นเล็ก ๆ “แต่ผมทำพังเองตลอด ผมไม่น่าจะ…”
“ไม่มีใครสมบูรณ์ทั้งนั้นแหละ” ฟ้าตัดบท
ทิวเม้มปาก หายใจแรงแล้วเดินหนีไปโดยไม่หันกลับ
ช่วงเวลานั้นต่างคนต่างเงียบ ฟ้าทำงานจนค่ำ วันศุกร์ออฟฟิศเงียบกริบ เธอหยิบแก้วกาแฟมานั่งใต้ลำพูมองแสงไฟสะท้อนน้ำ
ทิวเดินเข้ามาเงียบ ๆ หย่อนตัวนั่งข้างกัน ไม่มีคำพูดใดถูกเปล่ง ต่างคนต่างเงียบไปนานจนเธอเริ่มใจสั่น
“ผมรู้ว่า…ผมกลัวความล้มเหลว แต่ผมกลัวจะไม่มีใครให้อภัยมากกว่า” ทิวเสียงพร่า “ฟ้าคงไม่ต้องการคนวุ่นวายแบบผมหรอก”
ฟ้าบีบมือแน่น ก่อนผ่อนออก “ทุกครั้งที่พี่ไม่อยู่ในออฟฟิศ…ฟ้าก็เหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง”
เงียบ ทิวหันมากลอกตาให้ “หลอกกันเปล่า”
“เปล่า…” ฟ้ายิ้มน้อย ๆ น้ำเสียงจริงใจ “ฟ้ารู้ว่าชีวิตพี่ติดปัญหานู่นนี่ แต่ฟ้า…แค่คิดถึง”
ทิวกุมหัว ถอนหายใจแรง “บางทีผมควรขอโทษจริง ๆ สำหรับอะไรหลายอย่าง ไม่ใช่แค่กับฟ้า”
“ถ้าพรุ่งนี้ทุกอย่างดีขึ้น เราจะ…เริ่มใหม่ด้วยกันได้ไหม” ฟ้าถามเบา ๆ
ทิวหัวเราะแผ่ว “เริ่มใหม่ไม่ได้หรอก แต่เดินไปข้างหน้าด้วยกันยังได้อยู่นะ”
ทั้งสองขยับเข้าใกล้กันช้า ๆ ไม่มีคำสัญญา ไม่มีการจับมือ ไม่มีแม้แต่ประโยคหวานแหวว แต่ภายใต้เงาลำพูยามบ่าย ความกลัวกับความหวังยังเติบโตคู่กัน เงียบสงบราวกับน้ำในแม่น้ำข้างหลังที่ไม่เคยหยุดไหล