ใต้ม่านหมอกแห่งศิลป์
เสียงล้อจักรยานฝ่าเปียกพื้นหญ้าหน้าอาคารโบราณสไตล์บาโรก รวิศชายหนุ่มร่างผอมสวมแว่นหนา มือข้างหนึ่งกำสมุดร่างภาพแน่น เขาชะงักหน้าประตูเหล็ก สังเกตประตูปิดสนิทแต่มีรอยสนิมสดใหม่ตรงกลอน สตูดิโอศิลปะ ‘ซินเนอรี’ ปิดตายหลังอุบัติเหตุไฟไหม้ก่อนเปิดเทอม ข้างในคือร่องรอยอดีตและคำถามที่เขาต้องการไขให้ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"รอฉันด้วย!" เสียงใสจากซูริ เพื่อนสาวผมซอยถือพู่กันไขว้หลายด้ามวิ่งตามมา เธอถอนหายใจแรงเมื่อพลักประตูเข้ามาพร้อมรวิศ แสงไฟฉายจากมือถือของเธอกรีดผ่านช่องว่างกลางห้องก่อนหยุดตรงภาพเขียนครึ่งเสร็จบนผนัง "คืนนี้ กลิ่นสีมันแรงผิดปกตินะ"
รวิศเหลือบมอง กระจกบนผนังสะท้อนเงาเขาและซูริ ท่ามกลางหมอกจาง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน "เธอคิดว่าคืนนี้เราจะเจอตัวอะไรไหม ซูริ" เขาเอ่ยเสียงเบา คล้ายกลัวบางสิ่งในความมืดที่มองไม่เห็น
เสียงแกร๊กเบา ๆ ดังจากมุมห้อง ร่างสูงทะมึนหนึ่งโผล่จากหลังฉากวาด รูปหล่อโครงหน้าคมของกันต์ เพื่อนสนิทอีกคนที่มักปากเสียแต่ใจนักเลง เขามองทั้งสองด้วยแววตาแข็งขืน "นี่แค่เสียงหนู อย่าเพ้อเจ้อ รวิศ จะวาดรูปก็มาวาดซะ คืนนี้ฉันไม่ได้อยากอยู่ที่นี่นาน"
ซูริเหลือบมองกันต์ เธอตอบกลับด้วยเสียงท้าทาย "ถ้ากลัวก็กลับไปเลยสิ บางทีคำสาปของที่นี่อาจกำลังจ้องเธออยู่"
กันต์ยิ้มเย้ย แต่แววตาเขามีรอยตึงเครียดจาง ๆ รวิศจับสังเกตได้ แต่ไม่ได้เอ่ยทัก
รถมอเตอร์ไซค์เก่าคันหนึ่งจอดหน้าสตูดิโอ กลิ่นบุหรี่ลอยมาก่อนเจ้าของตัวจริง ดีนักศึกษาชายผู้พูดน้อย ใบหน้าคมผิวคล้ำก้าวเข้ามา ความเงียบของเขาทำให้บรรยากาศอึดอัดยิ่งขึ้น "มีใครเห็นไฟติดในห้องชั้นบนเมื่อคืนไหม" ดีกระซิบถามพลางหมุนเชือกกำไลที่ข้อมือ
รวิศส่ายหน้า "ไม่มีนะ…แต่เมื่อคืนฉันฝันเห็นคนในห้องนี้ลุกขึ้นมากลางเปลวไฟ…"
กันต์หัวเราะ "ไม่ต้องเอาความฝันหลอน ๆ มาใส่พวกเรา เฮ้ย มาเริ่มวาดกัน ก่อนที่จะเจอใครที่เราไม่อยากเจอจริง ๆ"
ทุกคนยืนล้อมรอบผืนผ้าใบว่างเปล่า รวิศใช้ดินสอร่างเส้นแรกด้วยมือสั่น เขากลอกตาหลีกเลี่ยงสบตาใคร ซูริเริ่มตัดพู่กันลงถุงสี พลางพึมพำ "รู้สึกเหมือนมีใครแอบดูเงียบ ๆ ตรงบันได…หรือฉันประสาทเสียคนเดียววะเนี่ย"
กันต์หรี่ตา "จะหาเรื่องให้กลัวกันทั้งทีมันไม่ดีต่อใจนะ"
ทันใดนั้น เสียงสิ่งของตกหล่นจากชั้นบนดังสนั่น รวิศสะดุ้งจนมือวาดลากเป็นเส้นแปลกสาย ดียิ้มจาง ๆ "ไม่ใช่หนูแล้วล่ะคราวนี้" ซูริกระชับพู่กันในมือ ใจหายวาบ "หรือ…มีใครอยู่จริง ๆ"
เงาผ่านเร็ววาบที่บันไดไม้เก่า ๆ รวิศกลืนน้ำลาย "เราควรขึ้นไปดูไหม"
กันต์พยายามกลบเกลื่อน "ไม่มีอะไรหรอก พวกเธอคิดมาก" แต่เสียงเขาสั่นกว่าเดิม
ทั้งกลุ่มค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดทีละขั้น ไฟจากมือถือซูริส่องนำแคบ ๆ ผนังเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ราวกับใครพยายามหนีออกจากห้องนี้ สายตารวิศหยุดที่รูปถ่ายขาวดำใบหนึ่งในกรอบแตก เห็นเพียงเงาคนกำลังยืนหันหลังให้กล้อง
"นี่มันรูปใคร?" ดีนกระซิบ เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างลังเล
คืนนั้น ทุกคนแทบไม่ได้พูดคุยอะไรมากนัก หลังจากพบว่าห้องชั้นบนเต็มไปด้วยเศษผ้าขาด สมุดวาดกระจัดกระจาย มีบางเล่มเขียนประโยคซ้ำ ๆ "อย่าทิ้งฉันไว้ที่นี่"
ดียังคงนิ่ง ขณะกันต์หัวเสียพยายามจะเปิดหน้าต่างที่ปิดสนิท ซูรินั่งนิ่งอยู่ริมกรอบรูป ร่างกายเธอเกร็งแข็ง เสียงเงียบแผ่กระจาย เหมือนทั้งสตูดิโอหายใจร่วมกับพวกเขา
รวิศเปิดสมุดร่างของเขา ไล่นิ้วตามรอยเปื้อนน้ำตาเก่า ๆ เขานึกถึงอดีตตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย … วันที่ความคาดหวังของแม่กลายเป็นแรงบีบที่เขาแบกรับไม่ไหว
"…บางครั้งฉันกลัวว่าสิ่งที่ฉันสร้างจะไม่มีใครจดจำ" ในที่สุดรวิศก็ตัดสินใจเอ่ยออกมาสั้น ๆ ซูริมองกลับมาพร้อมแววตาอบอุ่น "เราก็กลัวเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ลองสร้าง มันยิ่งไม่เหลืออะไรเลยนะ"
กันต์เหลียวหลัง ถอนใจแรง "ถ้าจะดราม่า ฉันขอไปสูบข้างนอกก่อนนะ"
ประตูข้างห้องเปิดออกช้า ๆ ลมเย็นพัดมาแผ่วเบา เงาหนึ่งขยับผ่านกระจก คนทั้งสี่มองหน้ากัน ด้วยความรู้สึกบางอย่างในห้องนี้อาจเป็นมากกว่าอดีตของใครบางคน
สายลมรุนแรงกระแทกประตูจนปิดแน่น รวิศพยายามเปิดแต่ไม่ขยับ กันต์พยายามเตะอย่างหัวเสีย ซูริเดินไปที่โต๊ะเขียนภาพ พบสมุดวาดภาพปกหนังจางที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ภายในมีลายมือขยุกขยิกสอดแทรกแง่มุมศิลปะกับประโยค .. "ถ้าภาพนี้เสร็จ ทุกอย่างจะสงบ"
รวิศขนลุก "ใครเขียน…"
ซูริเงยหน้าช้า ๆ "ฉันว่ารูปนั้น เหมือนกับที่ฝาผนังชั้นล่างเลยนะ อย่างกับคนคนเดียวกันวาด"
เสียงกระซิบดังขึ้นจากมุมห้อง "ไปให้พ้น … อย่าอยู่ที่นี่"
ดีหน้าซีด มือกำสร้อยแน่น "เธอได้ยินไหม หรือฉันประสาท"
ไม่มีใครตอบ เพราะเสียงนั้นเหมือนอยู่ในหัวของทุกคน ชั่วขณะหนึ่ง สายตาทั้งสี่หลบเลี่ยงกันราวกับกลัวที่จะยอมรับว่าสิ่งที่เจอกำลังเกินความเข้าใจ
ในความมืด รวิศรู้สึกถึงแรงบีบอัดของบรรยากาศ เขาตัดสินใจเดินไปดูภาพบนผนังซึ่งเป็นเด็กชายคนหนึ่งยืนถือพู่กันสั่น ๆ ใต้ม่านหมอกสีเขียว มันสะท้อนแววตาเศร้าสุดลึก ทุกคนหยุดมองตามราวกับถูกดึงดูดโดยแรงบางอย่าง
ซูริงับริมฝีปาก "รูปนี้…ฉันเคยเห็นในข่าวตอนเด็ก ศิลปินที่หายตัวไปกับรูปสุดท้าย—"
กันต์แทรกขึ้น "ไม่เอาอย่าโยงใครมากลัว ช่วยกันหาทางออกก่อน"
ดีพยักหน้า หยิบโทรศัพท์กดหาแสงไฟ แต่หน้าจอขึ้นเป็นสัญญาณรบกวนพร้อมเสียงรบกวนสะท้อนกลับมา คำว่า "ติดอยู่" ปรากฏบนจอ
เสียงกระซิบขยายก้องดั่งบทกวี "วิญญาณที่ถูกขัง … จิตวิญญาณศิลป์ที่ไม่ได้พัก"
รวิศใจเต้นไม่เป็นส่ำ "คนวาดรูปนี้ หรือ…เป็นเจ้าของเสียง"
กันต์ทำเสียงหึ กลบความกลัว "เอาน่า…ถ้ามีวิญญาณ ฉันจะถ่ายรูปโชว์ลงโซเชียลเลย" ทั้งที่มือสั่นจนโทรศัพท์แทบหลุด
เสียงประตูข้างหลังปิดแน่นขึ้นอีก ลมหนาววูบผ่านทุกผิวหนัง ทันใดนั้นไฟฉายดับสนิท ทิ้งห้องไว้ในความมืด มีแสงฟ้าเรือง ๆ จากภาพเด็กชายตรงผนัง ซูริกระซิบ "มัน…เปลี่ยนไปหรือเปล่า"
ดีมองตารวิศ "เราต้องทำอะไรสักอย่าง บางทีมันอยากบอกอะไรเรา"
ซูริกัดฟันแน่น เธอยื่นมือแตะใกล้ภาพ บางจุดอุ่นเหมือนมีชีพจร เธอสะดุ้งเมื่อรู้สึกได้ชัดถึงชีพจรสั่น ๆ หลังผืนผ้าใบ
รวิศยื่นสมุดร่างในมือซึ่งเขียนด้วยลายมือของเขา เป็นดินสอร่างภาพเดียวกันกับเด็กชายในผนัง เส้นสายคล้ายกับวาดไปเรื่อย ๆ อย่างหวาดกลัว "หรือมันมีอะไรเกี่ยวกับรูปนี้"
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้น ภาพบนผนังพุ่งเป็นแสงขึ้น ฉายใบหน้าเด็กชายซ้อนทับใบหน้ารวิศ—เขาทรุดลงกับพื้น เหงื่อผุดเต็มหน้า เสียงกระซิบในหัวเขาดังก้อง "ช่วยฉัน…วาดภาพให้เสร็จ…"
ซูริเข้าไปเขย่าตัวรวิศ "เฮ้! กลับมานะ!"
ดียืนอึ้ง นัยน์ตาสั่นไหว "ฉันว่าเสียงที่ได้ยิน คือเจ้าของภาพ—คนที่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน"
รวิศค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นด้วยน้ำตาคลอเบ้า "ฉัน…เหมือนจำเสียงนั้นได้ มันคล้ายเสียงในวัยเด็ก"
กันต์พยายามดึงทุกคนกลับมาสู่ความเป็นจริง "เราควรจะออกไป พยายามอีกครั้งประตูต้องเปิดได้"
ทุกคนรีบร้อนเดินลงไปที่ประตูหลัก รวิศใจเต้นแรง เขานึกถึงความกลัวล้มเหลว ความกลัวถูกทอดทิ้ง ความกลัวที่จะเป็นเหมือนศิลปินคนนั้น…ชีวิตถูกขังในความคาดหวังของใครต่อใคร
ดีหยุดยืนหน้าประตูแล้วหยิบมีดพกจากกระเป๋า ตัดเชือกที่ขวางประตูออก "ถ้าเรายังนิ่งมันยิ่งขังเรา ขอฉันลองตัดดู"
ประตูถูกเปิดออก ลมแรงปะทะหน้า ม่านหมอกหนาวเย็นโล่งออก ทุกคนก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว หัวใจยังสั่นไหว รวิศหายใจลึก ก้มหน้ามองสมุดวาดและนึกถึงเสียงนั้น
ภาพจำสุดท้าย กลุ่มเพื่อนยืนในแสงจันทร์กลางหมอกจางขณะที่รวิศนิ่งไปครู่ ก่อนหันมาบอกเพื่อน ๆ เบา ๆ "ถ้าความกลัวคือสิ่งที่ขังเรา ก็มีแต่การเผชิญหน้ามันเท่านั้นที่จะปลดปล่อยเราได้"
ดีเหลือบมองซูริและกันต์ แต่ละคนมีแววตาเศร้าและแข็งแกร่งขึ้น
หลังจากวันนั้นรวิศกลับมาสตูดิโออีกครั้ง คราวนี้เขามาคนเดียว วางสมุดร่างหน้าภาพบนผนัง ใช้พู่กันแต่งเติมเส้นสายให้จบลงด้วยมือของเขาเอง — เสียงกระซิบสุดท้ายคล้ายกระซิบขอบคุณลอยมาก่อนที่ห้องจะเงียบสงบเหมือนคืนแรกที่ทุกอย่างเริ่มต้น