เสียงเพรียกจากโพรงสมอง
รถไฟใต้ดินแล่นผ่านรางเก่าเสียงก้องสะท้อนผนังในอุโมงค์มืดสนิท แม้ในเมืองอิษยาดใต้ดินแห่งนี้ แสงเทียมก็ไม่มีทางแทนแสงอาทิตย์ที่อาชาไม่เคยเห็นจริง เธอนั่งซบกระจก หน้าสะท้อนสีฟ้าเย็นชาและดวงตาคล้ำ กลุ่มเพื่อนนักเรียนต่างแบ่งปันข่าวลือคนหายกันอื้ออึง แต่สำหรับอาชา แค่ความเงียบของหัวใจก็หนักอึ้งเกินพอแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ได้ยินไหม… พ่อเด็กหายโวยวายเมื่อคืน” ลัดดาเพื่อนสนิทพูดเบา ๆ พลางมองรอบข้างเหมือนหวาดกลัวสายตาคนเฝ้าถนนเหนือศีรษะ
“เขาว่าบางคนได้ยินเสียงแปลกในหัวก่อนจะหาย” อิฐหนุ่มขี้เล่นที่นั่งข้าง ๆ กระซิบจบก็หัวเราะแห้ง ลัดดาจ้องเขาตาดุ “พูดอะไรไร้สาระ”
อาชาไม่ขัด เธอแค่หลบตากระจก อาศัยความนิ่งซ่อนความอลเวงในใจ ตั้งแต่แม่จากไป เหลือแต่พ่อขี้เมา เธอรู้สึกเหมือนทั้งเมืองนี้หันหลังให้เธอเช่นเดียวกับที่ตัวเองหันหลังให้ความจริง
เมื่อรถไฟหยุด อาชาเดินแยกกับเพื่อนไปซอกอาคารเก่า เธอมองชุดเสื้อผ้าเรียบง่ายในกระจกแตก เธอล้วงกระเป๋า ไม่มีเงินเหลือสำหรับข้าวเที่ยง
เสียงฝีเท้าเร็ว ๆ ด้านหลังทำให้เธอชะงัก ใจเต้นแรง เธอกำมือแน่น เตรียมรับความกลัวแปลก ๆ ที่ซ้อนอยู่ตลอด
แต่เสียงเดียวที่ได้ยินกลับกลายเป็น “อย่า… อย่าหันกลับ!” เสียงนั้นก้องอยู่ในหัว ไม่ใช่เสียงตัวเอง เธอสะดุ้ง มองรอบข้างอย่างลังเล ไม่มีใครเลย
อาชาเหยียดยิ้มจาง ๆ ส่ายหัว “เรานี่บ้าขึ้นทุกวัน” เธอพึมพำ หวังกลบความกลัวแล้วก้าวต่อไป
ภายในบ้านเหล็กโทรม พ่อซึ่งเมาอยู่ข้างโต๊ะขว้างขวดเปล่าลงพื้นเมื่อเห็นเธอเข้า พ่อจ้องด้วยสายตาเจ็บแค้นปะปนสำนึกผิดที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ยปาก
“ซื้อข้าวมั้ย?” พ่อถามแข็งกร้าวเหมือนรู้ดีว่าไม่มีเงิน อาชาหน้าเจื่อน “หมดแล้ว”
เสียงในหัวดังขึ้นอีกทันที “เขาอยากร้องไห้… แต่ก็โกรธเกินไป”
อาชาก้าวขึ้นห้องเงียบ ๆ ใจกระวนกระวายกับเสียงชวนงุนงงนั่น เธอนอนซุกตัวในผ้าขาด ฟังเสียงเครื่องกลใต้ดิน หม่นเศร้าแทรกเสียงสุดท้ายก่อนหลับ “คืนนี้… อย่าออกไปข้างนอก”
เช้าใหม่เริ่มต้นด้วยเสียงรถไฟเสียดหูอีกครั้ง เพื่อนทั้งสองตั้งวงสนทนาใกล้ล็อกเกอร์ ลัดดายื่นขนมปังให้ “แบ่งกันนะ ช่วงนี้แม่ทำเยอะ” อาชาเงยหน้าขยับยิ้มบาง แตะมือลัดดาอย่างซาบซึ้ง
อิฐเพ่งมองเธอเหมือนอยากถามอะไรแต่ลังเล ก่อนจะหลบตาแล้วว่า “เมื่อคืนได้ยินเสียงแปลกในห้องรึเปล่า”
อาชาเม้มปากสั่นน้อย ๆ “ไม่มีอะไรหรอก…”
ทุกอย่างเหมือนปกติ แต่ขณะเรียน เสียงในหัวดังแบบขาดตอน “ช่วย… ด้วย…” ครั้งนี้ชัดเจนจนเธอวางปากกา ท่ามกลางความวุ่นวายในห้อง เสียงเพรียกนั้นมอบความกลัวจนเธอเหงื่อซึม
เวลาพักกลางวัน ลัดดาสังเกตสีหน้าและถาม “เป็นอะไร หน้าเธอซีดผิดปกติ”
“เมื่อคืนไม่ได้หลับ… ฝันร้าย” อาชาหลบตา
“เธอเองก็ฝันร้ายเหมือนกันใช่มั้ย” อิฐกระซิบ เขาชำเลืองดูสองสาว “มีบางอย่างไม่ปกติในเมืองนี้”
อาชาไม่ตอบ เธอกังวลกับเสียงในหัวและเหตุคนหาย เธอพยายามปกปิด แต่มือเริ่มสั่นจนน้ำในขวดเกือบหล่น อิฐสังเกตแต่ไม่พูด เพียงเอามือแตะหลังเบา ๆ
ออกจากโรงเรียน อาชากลับบ้านลำพัง อาศัยเส้นทางซอกแคบร้างคน หัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรอยเท้าใครบางคนสะท้อนในอุโมงค์ เธอเร่งฝีเท้า แต่เสียงในหัวกลับดัง “ซ้าย… ซ้าย… หลบ!” เธอกระโจนหลบเข้ามุมทัน เห็นเงาคนร่างสูงเดินฉับผ่านไปแล้วหายเข้าอาคารระเบิด
ภาพหลอกหลอนติดตา เธอหอบหนัก ประจำใจอยู่กับคำถาม—เสียงนั้นคือใคร หรือเป็นตัวเธอเองที่กำลังเสียสติ
กลางดึก เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เหงื่อแตกพลั่ก พ่อเดินเข้ามาอย่างเมาๆ “ลุกไปซื้อน้ำให้หน่อย”
อาชากล้ามองตาพ่อ “พ่อ… ทำไมตั้งแต่แม่หายไป พ่อถึงเปลี่ยนขนาดนี้”
พ่อชะงัก เหมือนกลืนคำตอบ เสียงในหัวเธอ… “เขากลัวถูกทอดทิ้ง”
อาชาเบนสายตา “หนูขอโทษ หนูจะไปเดี๋ยวนี้”
เดินในทางเดินมืด เธอรู้สึกว่าเงาในซอกหลืบแต่ละซอกขยับตาม เสียงเพรียกในหัวเปลี่ยนเป็นเศร้า “ฉัน… เคยอยู่ที่นี่… แต่ไม่มีใครเห็นฉัน…”
เธอกัดฟัน เร่งฝีเท้า กระทั่งขวดน้ำร่วงลงรางเพราะตกใจเสียงแหลมที่ไม่มีใครได้ยิน เธอเอื้อมเก็บ มือแตะบางอย่างแข็ง ๆ คล้ายกล่องเหล็กติดป้ายชื่อ “ธันวา”
เธอเหลียวซ้ายขวาอย่างระแวง ตัดสินใจนำกล่องกลับ บ้าน ใจเต้นแรงด้วยความอยากรู้และกลัวผสมกัน
ลัดดาและอิฐมาหาเธอแต่เช้า อาชาเล่าเรื่องกล่องให้เพื่อนฟัง “ฉันได้ยินเสียงในหัว… ไม่รู้เป็นของใคร”
อิฐกระซิบเบา “อาจเป็นคนที่กำลังหายตัวไป”
ลัดดาช่วยปลอบ “เราเชื่อเธอ…แต่ต้องรู้ว่าอย่าไว้ใจใครง่าย ๆ”
สามคนเริ่มค้นหาความจริง คนในเมืองดูทุกข์ระทมและหวาดผวา ใบประกาศคนหายติดตามเสาไฟฟ้าทุกเส้น อาชาหยิบกล่องเหล็กกลับมาตรวจสอบกับอิฐและลัดดาในโรงรถร้าง
เมื่อเปิดกล่อง พบเพียงป้ายชื่อ สมุดบันทึกเก่า และแผ่นเสียงเล็ก ๆ ในสมุด มีข้อความสั้น ๆ ว่า “เสียงในโพรงสมอง คือความจริงทั้งหมดที่ห้ามใครรู้”
เสียงในหัวเธอกระซิบ “อย่าเชื่อใคร… แม้แต่ตัวเอง”
อิฐหน้าเครียด “นี่อาจเกี่ยวกับการทดลองอะไรบางอย่าง”
ลัดดาออกความเห็น “หรือเราโดนเล่นของ”
อาชาส่ายหน้า “มันเหมือนจริงเกินไป”
ทั้งสามตกลงกันจะค้นหาต่อ อาชารู้สึกถึงพลังบางอย่างเปลี่ยนแปลงในตัวเอง เสียงในหัวเริ่มชัดขึ้น และหนักแน่นมากขึ้น รวมถึงเผยข้อมูลที่ไม่มีใครบอกเธอได้
วันต่อมา ตอนเช้า อาชาตื่นมาพบพ่อหายไป เธอรีบออกตามหา ขณะเดียวกันเสียงในหัวกู่ร้องขอความช่วยเหลือ “ช่วยฉัน… ส่งฉันกลับบ้าน…”
เธอออกค้นหาในตรอกซอกซอย เห็นรอยเลือดบางจางบนพื้นและรอยล้อเข็นชายพิการลากผ่านทางเดินไปยังประตูบานใหญ่ใต้สถานีรถไฟร้าง ทุกอย่างเงียบสงัด
อิฐและลัดดาตามมาสมทบ “มีคนเห็นพ่อเธอตรงนี้จริง ๆ” อิฐบอก ซ่อนความโมโหและกลัว
ทั้งสามเปิดประตู เผยห้องขนาดมหึมาเต็มด้วยสายไฟ สมองเทียมใสในหลอดแก้วหลายร้อยหลอด และคนเหลือค่อนข้างอ่อนแรงนอนเรียงราย เธอเห็นพ่อนอนอยู่มุมห้อง เสียงในหัวกู่ร้อง “พวกเขาขังฉันไว้ที่นี่…”
คนแก่ร่างสูง เจ้าของเสียงในหัว ปรากฏตัว “ออกไป!” เขาตวาดลั่นอย่างถึงขีดสุดในขณะอาชา เผยความจริงทีละนิด ๆ ผ่านภาพในความคิด—การทดลองฝังคอมพิวเตอร์ย่อยเข้าโพรงสมองเด็ก ๆ เพื่อสร้างผู้รับสัญญาณคลื่นความคิดหลังหายนะโลกเหนือดิน
“นายต้องการอะไรจากเรา” อิฐถาม น้ำเสียงแข็งแต่มือสั่น อาชาและลัดดายืนกำมือแน่น
ชายชราอธิบายว่าสมองเทียมนี้ดึงคลื่นความคิดและอารมณ์จากเด็กที่ฝังชิพในอดีต พวกเขาควบคุมใจไม่อยู่ คนที่ทนไม่ไหวก็หายตัวไปอย่างเฉียบพลัน หรือบางครั้งก็…จบชีวิตตัวเอง
อาชามองหน้าพ่อ—พ่อมีแผลที่ต้นคอ เธอคิดย้อนถึงฝันร้าย พ่อเองก็เป็นเด็กทดลองดังกล่าว!
ลัดดาคิดเร็ว “เราจะช่วยพวกเขายังไง”
เสียงในหัวอาชาตื้นตัน ทั้งกลัวทั้งอยากต่อสู้ “ปลดปล่อยฉัน… แค่ปิดระบบหลัก”
สามคนช่วยกันแอบปีนเข้าไปยังห้องควบคุม ท่ามกลางอุปสรรคและเสียงเตือนภัย งานนี้เงียบขรึมกว่าเคย ไม่มีบทพูดใดนอกจากเสียงหายใจสั่น ๆ กับแววตากลัว
อิฐมีปัญหากลัวความสูง เขาเผลอพลาดตกบันไดเล็กน้อย แต่ลัดดาดึงขึ้นมา “ถึงคราวนั้น จะได้ไม่ทิ้งเธอ” ฉากนี้เชื่อมสัมพันธ์ทั้งสามคนแน่นแฟ้นขึ้นโดยไม่ต้องพูดอะไรมาก
อาชาใช้สติและความเข้มแข็งบุกฝ่าการอาละวาดของคนแก่ คำพูดสุดท้ายของชายชราระหว่างปะทะกัน “ความเจ็บปวดในเมืองนี้คือสายใยเรา ไม่มีใครปลดออกได้!”
เธอฮึดพลิกคันโยก เสียงในหัวดังจนแทบแตก—“ขอบคุณ… อิสระ…” ไฟดับทั้งเมือง จังหวะมิเตอร์ไฟหยุดเต้น ชั้นใต้ดินเงียบสงัด
เช้าใหม่ หัวใจทุกคนเบาบางขึ้น อาชาอำลาพ่อบนเตียง พ่อขอโทษด้วยสายตา อาชายิ้มให้ น้ำตาคลอเบ้าและวางมือบนมือพ่อ “ต่อไปนี้… จะเดินด้วยตัวเอง”
อิฐกับลัดดาช่วยกันประคองอาชาออกเดินสู่ถนนสายแรกที่แสงแดดเทียมส่องตกกระทบใบหน้า โลกใหม่กำลังเริ่มต้นในใจของทุกคน—ถึงจะยังอยู่ใต้ดิน แต่ความกลัวในโพรงสมองกลับเงียบงันลงอย่างเหลือเชื่อ