เสียงเพรียกกลางสายหมอก
สายหมอกขาวปกคลุมทั่วภูหมอกชนิดที่แม้แต่แสงไฟจากบ้านยังกลืนหาย ขิมยืนลังเลอยู่หน้าประตูไม้เก่า มือกำแน่นที่กระเป๋าเดินทาง เสียงลมหายใจตัวเองดังก้องอยู่ในอก ชาวบ้านในร้านน้ำชาตำบลเตือนเมื่อเช้าว่า “ที่นี่…พบเสียงบางอย่างตอนกลางคืน อย่าออกจากบ้านหลังพระอาทิตย์ตก” เธอรับฟังอย่างเรียบเฉย ทั้งที่ด้านในลึกซึ้งนั้น หัวใจเต็มไปด้วยหวาดกลัว เธอไม่ได้บอกใครว่ามาเพื่อเขียน และเพื่อหนีความทรงจำบางอย่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมื่อลากกระเป๋าเข้าบ้านเช่า เสียงไม้ครางเบา ๆ ขิมเห็นเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูง ใบหน้าซีดหม่น เขาเดินก้มหน้าเลี่ยงแสงไฟ แต่สายตาสบกันอย่างฉับพลัน ดวงตาเย็นเฉียบและลึกจนเธอเบือนหน้าหนี ภายในเธอระคนประหลาดและตึงเครียด
หัวค่ำ อากาศเย็นลงจนขิมต้องหยิบเสื้อหนาวผ้าบาง ๆ มาคลุมไหล่ ร้านขายของชำเล็ก ๆ ยังเปิดไฟสลัว เธอเข้าไปซื้อข้าวสารและเทียนไข เสียงแม่ค้าพูดงึมงำ “ปีนี้ดูเหมือนเสียงจะดัง…คุณอยู่บ้านให้ดีนะคะถ้ามีอะไรแปลก ๆ” ขิมเพียงยิ้มแล้ววางเงิน
พอกลับถึงบ้าน เธอเปิดโน้ตบุ๊ก หวังจะเริ่มเขียนเรื่องใหม่ กลับพิมพ์ไม่ออก คำพูดคำจาในใจสะอึกสะอื้นพร้อมเสียงฝนที่ตกกระหน่ำ เธอคิดถึงรอยร้าวกับแม่ ที่กลายเป็นบาดแผลฝังลึก คืนนี้ หมอกหนาขึ้นกว่าปกติ เงาคืบคลานตามผนังบ้าน ดึกสงัด ทันใดนั้นเสียงหนึ่งแว่วมาจากนอกหน้าต่าง ราวกับเสียงเรียกเบา ๆ เสียงที่เหมือนหลอกลวงหรือกระซิบจากอดีต
ขิมนิ่งงัน สายตาตรึงไปที่ม่าน แม้กลัวแต่เธอขยับเข้าใกล้ เสียงนั้นดังขึ้นชัดเจน “ขิม…ตามมา…” หัวใจหยุดเต้นครู่หนึ่ง เธอส่ายหน้าคิดว่ายังฝัน แต่เสียงนั้นเคลื่อนไหวท่ามกลางไอหมอก เธอผลักหน้าต่างมองออกไป ไม่มีใครนอกจากเงาไม้ดูไหวระริก ริมรั้วฝั่งตรงข้ามเห็นร่างชลิตจ้องมาเงียบ ๆ ท่าทางราวกับรู้สิ่งเดียวกับที่เธอได้ยิน
รุ่งเช้าแดดจัดจ้า หมอกจางลง ชลิตยืนก้มหน้าริมน้ำ ขิมเดินไปทัก พยายามไม่ให้เสียงสั่น “เมื่อคืน…คุณได้ยินเสียงอะไรไหม” ชลิตชะงักแต่ไม่มองตอบทันที มือสองข้างขยับ เชิดหน้ามาสบตา “เสียงที่นี่ ไม่ใช่แค่เสียงหรอกคุณขิม มันกำลังตามหาอะไรบางอย่าง”
ขิมเบิกตา หัวใจเต้นรัว เธออดถามต่อไม่ได้ “แล้วมัน…พาใครไปหรือยัง” ชลิตนิ่งอยู่นานก่อนถอนหายใจ “ฤดูฝนปีที่แล้ว เด็กผู้หญิงคนหนึ่งหายไปกลางหมอก ไม่มีร่องรอยคืนกลับ ใครในหมู่บ้านก็ต่างเชื่อว่าเป็นเสียงเพรียก”
ความเงียบแผ่ขยายระหว่างทั้งสอง ขิมอึดอัด ราวกับมีบางอย่างตะโกนในอก “แต่คงไม่จริงใช่ไหม คุณเชื่อแบบนั้นเหรอ”
ชลิตเหลือบมองไกลออกไปที่ภูเขา เมฆหมุนวน รอบหมู่บ้าน “ผมไม่เคยอยากเชื่อ แต่ผมเป็นคนสุดท้ายที่ได้ยินเสียงนั้นก่อนน้องสาวผมจะหายไป”
น้ำเสียงสะท้อนอดีตที่เจ็บปวด ดวงตาของเขามีประกายละห้อย ขิมนิ่งอึ้ง ไม่รู้จะตอบอย่างไร ลมหายใจมีเพียงเสียงเย็นเฉียบของลมบนภูเขา
กลางตลาดบ่ายวันถัดมา ขิมหาข้อมูล เธอพบว่าหลายบ้านปิดเงียบ เธอแชทหาข้อมูลเรื่อง “เสียงเพรียกในหมอกภูหมอก” บนมือถือ แต่แทบไม่มีข้อมูล เท่าที่รู้ หมู่บ้านนี้ไม่มีใครอยากพูดถึงเหตุการณ์เก่า ๆ
ขิมเดินสวนกับชลิตที่เพิ่งซื้อกับข้าวในมือ ทั้งคู่สบตา ชลิตเอื้อมมือเหมือนจะช่วยถือของ ขิมปฏิเสธเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มแฝงระแวง “ขอบคุณ ไม่เป็นไรค่ะ อยากเดินดูที่นี่เอง”
บรรยากาศครึ้มฝน เสียงไก่ขันบ่งบอกเวลาย่ำค่ำ ชลิตจอดรถจักรยานเอาข้าวกล่องไปให้ยายที่ป่วยในอีกซอย เสียงล้อหมุนครูดถนนดินกับไอหมอก ชลิตสวนกับกลุ่มชายชรากำลังตั้งวงนั่งดูแลเด็ก ๆ กันเงียบ ๆ เขายิ้มให้ทุกคน ถึงจะมีความลับในดวงตา แต่ความเมตตายังปรากฏ
กลางดึกคืนต่อมา เสียงเพรียกมาซ้ำอีก ขิมฝันว่ามีเงาคนเดินกลางหมอก เรียกหาเธอด้วยชื่อเก่า ๆ ในวัยเยาว์ เธอลุกขึ้น เหงื่อโทรมตัว เสียงฝีเท้าของเธอสั่น สบตาชลิตผ่านหน้าต่างอีกครั้ง เสียงร้องไห้แผ่วเบาลอยเข้าสู่หู
เช้าวันใหม่ ขิมตัดสินใจเดินเข้าไปในป่าเพื่อหาที่มาของเสียง เธอพบชลิตกำลังเก็บเห็ด เขาเงยหน้าอย่างตกใจเมื่อเห็นเธอในชุดกันฝนสีฟ้า “จะเข้าไปคนเดียวจริงเหรอ ที่นี่ทางลึกและหมอกหนามาก” ขิมจ้องตอบ สายตาเด็ดเดี่ยวผสมสั่นกลัว “ฉันต้องหาคำตอบ ฉันไม่อยากอยู่กับความกลัวไปตลอดชีวิต”
สองคนเดินลัดเลาะลึกเข้าไปในป่า เถาวัลย์และความชื้นทำให้เดินลำบาก ทุกย่างก้าวชลิตนำ ขิมตาม เธอถามขึ้นขณะเดิน “คุณกลัวอะไรบ้างไหม” ชลิตนิ่ง เงียบไประยะหนึ่ง “ผมกลัวว่าจะไม่เหลือใคร ถ้าต้องสูญเสียน้องไปจริง ๆ คนเดียวแบบนี้มัน…” เขากระดกคอขึ้น มองหมอกโรยตัว
ขิมเหมือนเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในคำพูดนั้น เธอกลับคิดถึงแม่ ความทรงจำที่หลบซ่อน ทั้งเสียใจและค้างคา ชลิตเหลียวกลับ “แล้วคุณล่ะ กลัวอะไรที่สุด” ขิมยิ้มบาง ๆ ด้วยสายตาปนเศร้า “กลัวไม่ได้ขอโทษก่อนที่แม่จะจากไป”
เสียงปริศนากระซิบลอยผ่านมาอีก “ขิม…ขิม…” เธอสบตาชลิต ทั้งสองตึงเครียดแต่มุมปากขยับรับชะตากรรม
เดินลึกถึงลำธารเก่า ชลิตชะงัก วางมือลงบนโขดไม้ “ตรงนี้คือที่ที่น้องผมหายไป” ขิมมอง รอบตัวหมอกหนาหนักผิดปกติ จู่ ๆ มีเงาร่างเด็กหญิงโผล่มาจากม่านหมอก เสียงร้องไห้ดังรบกวน ทุกอย่างดูเหนือจริง
“นั่น…” ขิมกระซิบ ชลิตแทบห้ามใจไม่ให้วิ่งเข้าไป เขาหยุดชะงัก สองมือตึงแน่น เพราะกลัวสูญเสียซ้ำรอยเดิม “อย่าเข้าไปคนเดียว” ขิมคว้ามือไว้ เสียงร้องดังขึ้น “ช่วยด้วย…” ชลิตพึมพำแทบไม่มีเสียง “นัท…”
มวลหมอกเคลื่อนไหว ม่านหมอกเปิดเผย เงาเด็กหญิงหันกลับมา น้ำตาอาบแก้ม เธอเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแต่เสียงจางหาย เงานั้นชี้ไปยังซอกหินข้างลำธาร ทั้งสองเดินเข้าไปพบสร้อยข้อมือของเด็ก
ขิมหยิบสร้อยขึ้นมา มือสั่น รู้ว่านี่คือสิ่งที่ตามหามานาน ชลิตเหมือนหัวใจจะแตกสลาย เขาทรุดลงกับพื้น คำพูดถูกกลืนไปในลมหายใจเงียบ ๆ ของหมอกภูเขา
เมื่อเดินออกจากป่า ขิมพบว่า เธออดแข็งแรงขึ้น คำพูดกับชลิตหลายคำสะท้อนความหมายลึกซึ้ง ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องควรบอกความจริงกับชาวบ้านหรือยอมรับว่า ต้องอยู่กับความสูญเสียด้วยใจกล้าหาญกว่าที่เคย
คืนส่งท้ายฤดูฝน หมอกจางลง ที่ลานหน้าบ้าน ขิมนั่งกับชลิตในเงาแสงสลัว เธอพูดเบา ๆ “เสียงในหมอกไม่ได้เอาใครไป มันแค่ต้องการให้เราไม่ลืม…” ชลิตพยักหน้า น้ำเสียงปนขอบคุณ “คุณทำให้ผมกล้าเผชิญอดีต”
ขิมเงยหน้ามองฟ้าที่ไร้หมอกเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ เธอหายใจเข้าลึก หัวใจอุ่นขึ้น เหมือนได้รับการให้อภัยจากวันวาน
เงาเด็กหญิงในหมอกคืนนั้นมิได้หวนกลับมาอีก หมู่บ้านภูหมอกยังคงอาบเงาหมอกทุกเช้า แต่สำหรับขิมและชลิต—เสียงเพรียกไม่ได้หมายถึงการสูญเสียอีกต่อไป มันคือสัญญาณแห่งการให้อภัยตนเองและการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง