เมื่อเสียงหัวเราะกลายเป็นความรัก
เสียงโทรศัพท์ดังสนั่นในห้องประชุมเช้าวันจันทร์ ซาวด์ประกอบเฉพาะกิจที่แทรกกลางระหว่างการนำเสนอพรีเซนต์งานของ “พิม” หญิงสาวผมยาว ตาแข็ง อารมณ์เย็นเฉพาะตอนทำงาน พิมห้ามใจไม่ให้ถอนหายใจ ข้างตัวเธอคือ “วิน” ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตลวกๆ กับทรงผมเหมือนไม่แคร์โลกซึ่งเป็นต้นเหตุเสียงดัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วินรีบหยิบมือถือขึ้นปิดแต่หน้าจอกลับติดประกาศ “วินเปลี่ยน ringtone ด้วย!” พิมพูดเสียงต่ำ เบี่ยงหน้าให้กล้องโปรเจ็กเตอร์ไม่จับความไม่พอใจ ทุกสายตาหันมาที่วิน วินยิ้มยักไหล่ “เสียงมันเท่ดี พิมไม่เห็นจะเข้าใจศิลปะเลย”
เสียงหัวเราะเบาๆ จากเพื่อนร่วมงานในห้องช่วยลดความตึงเครียด แต่สำหรับพิม นี่คือจุดเริ่มต้นของเช้าวันยุ่งวุ่นอีกวันหนึ่ง
หลังประชุม พิมเดินจ้ำออกจากห้อง หัวใจปั่นป่วน วินตามมาติดๆ “ว่าแต่ พิมกลัวอะไร กลัวงานเข้าเหรอ หรือกลัวมีคนรู้ว่าจริงๆ แล้วก็มี sense of humor นะ?”
พิมหยุด เดินช้าหลงไปสองจังหวะ หันกลับหาเขา “วิน ถ้าจะเล่นมุกแบบไม่ดูที่ มันไม่ได้ช่วยงานเลยนะ แล้วฉันต้อง present อีก” พิมเสียงเบาแต่จิกกัด วินยักไหล่หัวเราะ “โอเคๆ คราวหน้าเลือก ringtone เสียงเป็ดร้องให้ พิมจะได้ผ่อนคลาย”
พิมกลอกตา เลือกจะเดินหนีแทนจะต่อความยาว
เวลาเที่ยงถึงกับต้องลงไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมโต๊ะ พิมได้แต่นั่งหลบฝั่งหนึ่งเพราะรู้ว่าวินก็จะมากับแก๊งเขา เธอได้ยินเสียงหัวเราะดังล่วงหน้า ก่อนเจ้าตัวจะเดินเข้ามา “โอ้ โต๊ะนี้ ดารานำหญิงเต็มเลย เผื่อใจไว้หน่อยละกันนะ”
เพื่อนๆ ขำกันใหญ่ มีเพียงพิมที่เงียบ วินทิ้งตัวนั่งข้างๆ “เคยคิดว่าพิมน่าจะชอบเสียงหัวเราะนะ ทำไมเดี๋ยวนี้เหมือนคนแก่จ้ำจี้จ้ำไช”
พิมพูดเบา “ก็กลัวเจอมุกไม่โดนใจจนมื้อกลางวันไม่อร่อย” วินหัวเราะ “งั้นมื้อนี้แบ่งข้าวฉันสิ” แล้วเขาก็ดันวางจานข้าวผัดลงกลางตัวพิมจริงๆ พิมถอนหายใจส่ายหน้าแต่ริมฝีปากคลายอารมณ์ไม่ออก เธอรับมุกด้วยรอยยิ้มจางๆ
วันต่อมา งานใหม่จากผู้บริหารมาแบบไฟลน พิมต้องเข้าประชุมพร้อมวินที่ดันโดนจับให้อยู่ทีมเดียวกันต่างฝ่ายต่างไม่ปลื้ม “ไม่ได้จะสอด” วินเริ่มเปิดประเด็นขณะจัดเอกสาร “แต่ถ้าพิมคิดงานไม่ออก ลองให้ฉันช่วยก็ได้”
“เธอเคยเสนอไอเดียดีๆ ให้ใครบ้างไหมวิน ยกเว้นไอเดียเล่นมุกนอกสถานที่” พิมพูดติดประชด วินยิ้มเจื่อน เหมือนประโยคนี้โดนใจเขา
บ่ายนั้น ทั้งสองต้องนั่งออกแบบ presentation ร่วมกัน วินเสนอวิธีแบบหลุดโลก พิมคัดค้านแทบทุกข้อ บรรยากาศเริ่มร้อนแรงขึ้นทีละนิดแม้จะนั่งติดแอร์
“เราลองใช้ธีมสีน้ำเงินสดดิ จะได้ดู modern” วินเสนอสั้นๆ
“บริษัทนี่เน้นเรียบ งานนี้เอาสีสดออกจะขัด” พิมตอบทันที
วินยิ้มมุมปาก ขยับเข้ามาใกล้แล้วก้มดูโน้ตจากสมุดพิม “งั้นแบ่งครึ่ง ใจกลางเป็นน้ำเงิน ของพิมขาว ของวินน้ำเงินไง สะท้อนคาแรกเตอร์เราด้วย”
พิมนิ่ง มองหน้าเขานานผิดปกติ ก่อนพูดเบาๆ “บางทีมุกเธอก็… ไม่ไร้สาระหรอกนะวิน” วินยิ้มนิ่ง มีแววประหลาดใจในตา
เวลาผ่านไปสองสัปดาห์งานโครงการใหญ่ยังไม่เสร็จ ความขัดแย้งเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการถกเถียงเชิงสร้างสรรค์ วินพูดเล่นน้อยลง เริ่มฟังพิมมากขึ้น ในคืนหนึ่ง ขณะทั้งคู่นั่งทำสไลด์จนดึกพิมไม่มีอารมณ์ทานข้าว ดันตะกร้าขนมปังไปให้วินแบบเงียบๆ วินรับไว้แล้วมองหน้าเธอ
“พิม… ทำไมต้องตั้งใจขนาดนี้ อยากพิสูจน์อะไรกับใครเหรอ”
พิมนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะพูดเบาๆ “ฉันไม่ได้อยากแพ้อีกแล้วไง งานนี้จะเป็นผลงานที่ทำให้แม่ภูมิใจได้จริงๆ สักที”
วินเงียบกว่าปกติ เหมือนเข้าใจบางอย่าง
หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำงานต่อเงียบๆ ในออฟฟิศดึกๆ ที่มีแต่เสียงคีย์บอร์ดกับลมหายใจของกันและกัน
เมื่อโปรเจกต์สิ้นสุดลง ตอนเสนอผลงาน true-color ของพิมกับวินกลับได้รับคำชมล้นหลาม การปรบมือในห้องประชุมมากกว่างานครั้งไหน เพื่อนร่วมงานแซว “ในที่สุดก็ไม่มีใครต้องกัดกันแล้ว”
วินชมเธอต่อหน้าทุกคน “โชคดีที่มีพิม งานเลยรอด แต่อย่าเขินไป บางทีฉันไม่ดื้อซะทีเดียวหรอกนะ” พิมอมยิ้ม เธอลอบชำเลืองสายตาเขาอย่างเปิดใจขึ้น
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นุ่มนวลมากขึ้น มีช่วงที่เริ่มส่งไลน์คุยกันเรื่องงานน้อยลง เรื่องติดตลกมากขึ้น กลางค่ำคืนที่แชตเข้าไปว่า “วันนี้แข่งขันใครจะออกแบบปกสมุดสวยสุด พิมกล้าสู้ป่ะ”
พิมลังเลแต่ก็กดเข้าไปดูรูปที่วินส่ง เป็นรูปสมุดขีดเขียนเรื่องไร้สาระแต่ดูอบอุ่นกว่าการออกแบบจริง
มีช่วงหนึ่งที่พิมลาป่วย หายไปจากที่ทำงาน วินทำเป็นไม่สนใจในกลุ่มไลน์แต่หลังเลิกงานกลับเอายาต้มกับโจ๊กมาให้หน้าคอนโด พิมเปิดประตูลังเลแต่ในที่สุดยอมรับไว้
“ก็แค่… แวะผ่านมา” เขาพูดเบาๆ สบตาแค่ครู่เดียวแล้วเดินลับไปอย่างเงียบงัน ทิ้งให้พิมสงสัยในหัวใจตัวเอง
คืนวันศุกร์ เพื่อนๆ ชวนทั้งสองไปงานเลี้ยง วินดื่มพอสมควร ใจกล้ามากขึ้นก็เลยพูดกับพิมที่ระเบียงร้าน “บางที… ฉันก็ขี้เกียจสร้างปัญหาให้เธอต้องหงุดหงิดนะ รู้มั้ย”
พิมนิ่งไป วินหยิบแก้วขึ้นจิบ อากาศเย็นลงแบบมีลม พิมเอ่ยเบา ๆ “ถ้าวินไม่อยู่ แล้วใครจะกวนฉันวะ?”
วินยิ้มกว้าง พิมกลับเดินหนีเพื่อซ่อนมุมปากที่ฉีกยิ้มกว้างเกินปกติ
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ไม่ได้ไปต่อโดยไม่มีอุปสรรค เมื่อบริษัทประกาศปรับโครงสร้างใหญ่ วินมีโอกาสได้ย้ายไปทำสาขาต่างประเทศ สิ่งนี้เป็นความฝันของเขามาตลอดแต่เขานิ่งงันเมื่อได้รับอีเมลจนนั่งจ้องจออยู่ครู่ใหญ่
คืนนั้นวินโทรหาพิม ไม่ใช่เรื่องงานแต่ขอเจอที่สวนสาธารณะใกล้ๆ พิมรับนัดอย่างแปลกใจ สายลมพัดกระโปรงเธอปลิวเบาๆ วินหยิบกระดาษใบนั้นส่งให้ “ถ้าเราจะไปจริงๆ… พิมว่าฉันควรไปมั้ย”
เธอเงียบ คิดอยู่นาน ก่อนตอบ “นี่คือโอกาสของวิน… ฉันไม่ควรห้าม”
วินถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมไม่เคยมีมาก่อน “แต่ถ้าต้องเลือกฉันหรือโอกาสนี้ พิมจะเลือกอะไร”
ความเงียบเข้ามาแทนความคึกคักของวันก่อน พิมตัดบท “ชีวิตมันไม่ง่ายแบบมุกที่วินชอบเล่า ไม่ใช่เหรอวิน?”
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่ห่างกัน คุยน้อยลง พิมทุ่มเทให้กับงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย วินกลับบ้านตอนเย็นมาเหมือนไม่มีรอยยิ้ม หงุดหงิดกับงาน ทำตัวเหินห่างกับเพื่อน
ช่วงเวลานี้ข้อความจากวินน้อยลงอย่างชัดเจน มีเพียงสติ๊กเกอร์เบาๆ ที่ส่งมาทุกค่ำคืน
เมื่อวันตัดสินใจมาถึง วินเดินไปหาพิมที่ออฟฟิศหลังเลิกงาน “ฉันต้องไปจริงๆ แล้ว”
พิมพูดเสียงเบา แต่มั่นคง “ดีใจกับวินนะ ไปแล้วก็อย่าลืมตัวเอง อย่าลืมว่าใครเคยยืนเถียงกับนายเรื่องสีน้ำเงินกลางบริษัท”
วินหัวเราะกลั้วน้ำตา “ฉันคงลืมยากนะ เพราะบางสิ่งมันอยู่ในใจมากกว่าที่คิด… ขอบคุณที่ไม่ห้าม ไม่ฝืน ขอบคุณที่เป็นเพื่อน เป็น… เป็นอะไรก็ได้สำหรับฉัน”
หลังจากนั้นทั้งคู่แทบไม่ได้ติดต่อกัน นอกจากอีเมลหรือส่งรูปขำๆ ใหม่ๆ บ้าง เวลาค่อยๆ เปลี่ยนให้ความคิดถึงกลายเป็นแรงบันดาลใจ
วันหนึ่ง พิมได้รับจดหมายจากวิน ข้างในเป็นรูปสเก็ตซ์สมุดปกน้ำเงินที่เธอออกแบบใหม่ มีข้อความสั้นๆ “ฉันยังคิดถึงความผิดพลาดในวันแรกของเราอยู่เลย เพราะมันทำให้เจอเธอในวันนี้”
หัวใจพิมเต้นแรง เธอจ้องห่อจดหมายนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เห็นรอยยิ้มของตัวเองในกระจกอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน
ท้ายสุดเมื่อได้กลับมาเจอกันในงานอีเวนต์บริษัท ต่างคนต่างเปลี่ยนเติบโต พิมเดินตรงเข้าหาเขาโดยไม่ลังเล วินยิ้มกว้างแบบที่เขาไม่เคยกล้าแสดงออกมาก่อน
“ว่าไง สีของเรายังอยู่ตรงกลางมั้ย?”
พิมสบตาเขานิ่ง “สีอะไรไม่สำคัญ เท่ากับใครที่ยังมีอยู่ตรงนี้”
คราวนี้ไม่มีใครเดินหนี ไม่มีเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน เฉพาะเสียงเงียบๆ ของความเข้าใจที่คลี่คลายจากใจสองดวงที่เคยขัดแย้งเติบโตและยอมรับข้อเสียของกันและกันอย่างเต็มหัวใจ