เมื่อแสงเช้ากระทบใจ
แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านผ้าม่านบางในเช้าวันจันทร์ ทาบลงบนโต๊ะไม้เรียบเรียงเอกสารและถ้วยกาแฟที่มีคราบหลงเหลือของเมื่อวาน เจนนี่นั่งหันข้าง พิงกระจกด้านหนึ่งของออฟฟิศ เหม่อมองโทรศัพท์นิ่งก่อนจะถอนใจยาวๆ เหมือนอยากปล่อยบางอย่างไปกับลมหายใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้าหนังเฉียดพื้นเป็นจังหวะเบาๆ ดังใกล้เข้ามา พงษ์ ชายหนุ่มร่างสูงในสูทลำลอง แต่แววตายังคงความอ่อนโยนเช่นเคย เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูออฟฟิศชั่วครู่ ก่อนจะเคาะเบาๆ
“เช้านี้… มีประชุมสิบโมง ใช่ไหม?” เสียงพงษ์สั่นน้อยๆ เหมือนพยายามชั่งใจระหว่างความเป็นทางการกับบางอย่างที่มากกว่านั้น
“อืม…สิบนาที เจอกันห้องใหญ่” เจนนี่แค่เหลือบตามา กระชับเสื้อคลุมเข้าหาตัวโดยไม่รู้ว่าความเย็นในห้องหรือความอึดอัดในใจอันไหนรุนแรงกว่ากัน
เงียบอยู่อึดใจหนึ่ง เสียงโทรศัพท์สั่นเบาๆ บนโต๊ะ เจนนี่รับสาย สายตาเลื่อนผ่านพงษ์ไปชั่วขณะ ก่อนสายตาทั้งสองจะสบกันสั้นๆ แล้วต่างฝ่ายต่างส่งเพียงรอยยิ้มอ่อนใจโดยไม่ต้องพูดอะไรต่อ
การประชุมเริ่มขึ้นในห้องสีเทาอมน้ำเงิน โต๊ะยาวเรียงต่อกัน ผู้บริหารและพนักงานนั่งเรียงราย พงษ์เปิดโน้ตบุ๊ก มองจอแต่หางตาเหลือบดูเจนนี่ที่กำลังพูดนำเสนอ เขาหลบตาทุกครั้งที่เจอสายตาเธอ
เจนนี่นำเสนอเกี่ยวกับแผนโครงการใหม่ เธอพูดเก่ง ฉะฉานเหมือนนักกีฬาในเกมสำคัญ เสียงของเธอหยุดลงครู่หนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าของพงษ์ อะไรบางอย่างในอดีตสะกิดให้ใจสั่น มือเธอสั่นเล็กน้อย หัวหน้าทีมขมวดคิ้วถาม “มีอะไรเปล่า?” เจนนี่รีบยิ้มกลบเกลื่อนแล้วพูดต่อ
พักเที่ยง เจนนี่รีบออกไปที่สวนหลังตึก ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้ มองต้นไม้นิ่ง เธอครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต มหาวิทยาลัย ห้องสมุด วันนั้นที่บอกลากันแบบไม่มีคำอธิบาย มันยังติดค้างข้างในเสมอมา
เสียงใบไม้กรอบแกรบ พงษ์เดินมาหยุดข้างๆ เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่เอามือไปแตะต้นไม้ สายตาเขามองไกลไปข้างหน้าอย่างลังเล
“กินข้าวหรือยัง?” พงษ์กระซิบ เงียบพักหนึ่งรอฟังคำตอบ
“ยัง…” เจนนี่ตอบ รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่แอบแฝงระหว่างถ้อยคำธรรมดา ๆ
“อยากคุยอะไรไหม?” พงษ์ถามต่อ แต่เธอแค่มองหน้าเขา เงียบนานจนเหมือนจะไม่ได้เจอกันอีกเลยถ้าใครสักคนไม่เริ่มพูด
“เมื่อเช้า… ฉันนึกถึงวันนั้น” เจนนี่พูดเสียงเบา มือไล้นิ้วไปตามลายไม้ พงษ์อยากเอ่ยขอโทษแต่กลับทำได้แค่ถอนหายใจ
ช่วงบ่าย งานถาโถม เจนนี่ต้องแก้ปัญหาเอกสารหายจากระบบ อารมณ์เธอเครียดตึง ส่วนพงษ์เห็นแต่ไม่กล้าช่วยตรง ๆ หยิบกาแฟแก้วใหม่วางไว้ข้างเธอ แล้วแกล้งทำเป็นผ่านมาโดยบังเอิญ
“ขอบใจนะ” เจนนี่เอ่ย เฉพาะตอนเขาลับตาไปแล้ว
เย็นวันนั้น ฝนตกพรำ ๆ พงษ์ยืนรอรถเมล์หน้าตึก เจนนี่เดินกางร่มออกมา เจอเขาโดยไม่มีใครพูด เธอยื่นร่มให้เขาถืออีกข้างหนึ่ง ทั้งคู่เดินเงียบ ๆ ไปด้วยกัน น้ำไหลหยดติ๋งๆ บนขอบร่ม ฟังดูคล้ายเสียงในใจที่ยังหาคำตอบไม่ได้
ช่วงสัปดาห์ต่อมา งานโปรเจกต์ใหม่เข้มข้นขึ้น ทั้งสองทำงานร่วมกันมากขึ้น มีทั้งความขัดแย้งเรื่องแนวทางและวิธีแก้ปัญหา เจนนี่หัวดื้อ ไม่ยอมฟังใครง่าย ๆ ส่วนพงษ์ก็ไม่ชอบถอย เขาค้าน เห็นต่าง ใช้เหตุผลแตะต้องความคิดของเธอ แต่บางเวลาสองคนกลับหัวเราะพร้อมกัน เมื่อพบเรื่องตลกเล็ก ๆ หรือหัวข้อเดียวกันที่เคยเถียง
คืนนั้น ทั้งสองถูกดึงไปปาร์ตี้เล็ก ๆ ที่บาร์ข้างออฟฟิศ เพื่อนร่วมงานแซว เรื่อง”เพื่อนจากอดีต” ทุกคำกระเซ้าเหมือนโยนประกายไฟลงกองเชื้อเพลิงเงียบ ๆ เจนนี่ขำกลบเกลื่อน ขณะที่พงษ์เลือกจิบเบียร์เงียบ ๆ ไม่ตอบอะไร
“จริง ๆ แล้วนายกลัวอะไรอยู่หรือเปล่า” เจนนี่ถามหลังเลิกงาน ขณะแยกขึ้นรถไฟฟ้า
“ก็กลัวเหมือนเธอนั่นแหละ… กลัวจะผิดพลาดอีก กลัวไม่เหมือนเดิม” เสียงเขาอ่อนลง
“คือเรา… อะไรสักอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ” เจนนี่พูดติดขัด
“แต่บางทีมันก็ยังเหมือนเดิม อย่าง… เวลาที่อยู่ด้วยกัน”
ต่างคนต่างยิ้มขื่น พูดอะไรไม่ได้มากกว่านั้น จากกันด้วยความเงียบ
วันถัดมา เจนนี่สะดุดขาเพื่อนขณะเดินก้มหน้าเอกสาร เอกสารปลิวกระจาย พงษ์เข้าไปช่วยเก็บโดยไม่รอ เธอยื่นมือรับพร้อมสบตา หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว บางอย่างอุ่น ๆ เพิ่มขึ้นในบรรยากาศ
ทั้งสองเริ่มคุยกันบ่อยขึ้นจากเรื่องงานไปสู่เรื่องอดีต เจนนี่เผยรายละเอียดในครอบครัวที่ไม่เคยได้พูด ชีวิตที่แม่คาดหวังมากเกินไป กลัวการผิดหวัง พงษ์เล่าว่าเคยถูกครอบครัวขัดขวางความฝันอยากเปิดร้านกาแฟ เขายิ้มบาง ๆ เมื่อต้องยอมแพ้เหมือนกัน ทุกเรื่องราวทำให้ต่างคนเข้าใจและมองกันลึกขึ้น
คืนวันศุกร์ เจนนี่เจอข้อความจากแฟนเก่าที่ทิ้งกันไปเมื่อสิบปี เธอสั่นไหวใจหนึ่งแต่เลือกไม่ตอบ ความเงียบในห้องเหมือนคุยกับตัวเอง อยู่ๆ พงษ์ก็ทักแชทถามว่า “เป็นไรไหม” เธอพิมพ์ไป “อยู่คนเดียวเฉย ๆ” เขาตอบ “คืนนี้ขออยู่เป็นเพื่อนได้ไหม” เจนนี่ไม่ตอบแต่ก็วางมือถือแล้วยิ้มเบา ๆ
วันงานอีเวนต์บริษัท เจนนี่กับพงษ์ต้องพรีเซนต์งานคู่กัน เวลาซ้อม ความเกร็งระหว่างกันแล่นลึกลงไปถึงทุกถ้อยคำ ทุกมุกตลกบางมุกไม่ได้ขำแต่หัวเราะกันเองเพราะประสาทกิน
หลังงาน พงษ์ยืนนิ่งข้างเวที มองมือที่วางบนราวจับ เจนนี่เดินเข้ามาเงียบๆ “รู้ไหม เมื่อก่อนฉันกลัวเธอจะไม่มีวันกลับมา”
“ฉันแค่… ไม่กล้าขอโทษ” พงษ์พูดชัด สะท้อนใจ เจนนี่มองพื้น
“ทุกวันนี้ก็ยังกลัว กลัวจะเสียเธอไปอีก”
เธอเงียบ มือขยุ้มกระโปรงแน่น “นายยังอยากลองใหม่อีกไหม” เจนนี่ถามเสียงแผ่ว
พงษ์นิ่ง แววตาลังเลอยู่พักใหญ่ “ถ้าเธอยังให้โอกาส ฉันก็อยาก”
แต่เวลานั้นเอง เพื่อนร่วมงานเรียกให้ไปช่วยเหลือเรื่องด่วน ทั้งคู่ต้องแยกจาก ความในใจที่เพิ่งเปิดเผยก็ถูกกลบด้วยความยุ่งเหยิง
ผ่านไปอีกหลายวัน สองคนแทบไม่ได้คุยกัน ต่างหมกมุ่นกับงานใหญ่ที่ต้องเร่ง พงษ์ส่งข้อความแต่เจนนี่อ่านไม่ตอบ ทุกครั้งที่ขอเจอเธอจะปฏิเสธ เมฆหมอกเริ่มปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง
สุดท้ายคืนหนึ่งพงษ์มาที่ออฟฟิศ เขารออยู่หน้าตึกจนมืด เจนนี่เดินออกมาเงียบ ๆ
“หนาวไหม?”
เธอพยักหน้า
“ฉันขอโทษนะ… ที่ตอนนั้นเลือกหนีออกไปเอง ฉันกลัวว่าจะต้องผิดหวัง ฉันไม่กล้ารับความจริง”
เจนนี่กลั้นน้ำตาไว้ “ฉันก็ผิดเองที่ไม่กล้าบอกความรู้สึก ไม่กล้าให้อภัยใครง่าย ๆ”
ทั้งสองจึงยืนกันอยู่เงียบ ๆ สายลมเย็นพัดผ่าน เก็บเรื่องผิดพลาดในอดีตลงไว้เบื้องหลังช้า ๆ
วันสุดสัปดาห์ ทั้งสองนัดเจอกันที่ร้านกาแฟริมแม่น้ำ พงษ์เล่าว่าเพิ่งกล้าลงเรียนทำกาแฟที่ใฝ่ฝันมานาน “ฉันเริ่มเข้าใจว่าบางอย่างก็ต้องใช้เวลา บางอย่างก็ต้องให้อภัยตัวเองก่อนถึงจะเดินต่อ”
เจนนี่ยิ้ม “เราน่าจะเริ่มเรียนรู้จะให้อภัยคนอื่นด้วยเหมือนกัน…”
แสงเช้าสะท้อนตามช่องหน้าต่างเจิดจ้าขึ้น ทั้งคู่สบตากัน ต่างฝ่ายต่างทำใจจากอดีต เลือกจะเริ่มเดินทางชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยกันช้า ๆ ไม่รีบร้อน ให้ความรู้สึกเติบโตบนพื้นฐานใหม่
ในออฟฟิศเช้าวันจันทร์ กาแฟบนโต๊ะยังอุ่น มือของใครบางคนแตะโยกถ้วยไปมา พงษ์แกล้งทำปากเสียง “กาแฟเธอไหม้นะ”
เจนนี่หัวเราะเบา ๆ “แต่อย่างน้อยมันก็ยังอุ่นเหมือนใจคนชง”
ทั้งสองคนยิ้มให้กันจริง ๆ เป็นครั้งแรกหลังจากคืนวันอันยาวนาน บทสนทนาเงียบ ๆ ดำเนินต่อไปขณะที่ชีวิตเดินหน้า จากนี้เรื่องราวใหม่รออยู่ข้างหน้า คล้ายแสงเช้าที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความหวัง