ห้วงวังวนของฝันและเรา
เสียงเครื่องตัดต่อฟิล์มกระทบกับโต๊ะอย่างแผ่วเบาในเช้าวันใหม่ เศษวัชระมองจอมอนิเตอร์ตรงหน้า ภาพของฉากทะเลสาบในหนังโฆษณาเดินวนซ้ำไปมา ดวงตาเขาสะท้อนแสงว่างเปล่าบนจอสมกับบรรยากาศเงียบเหงาของสตูดิโอที่มีเพียงแสงแดดกรองผ่านผ้าม่านบางๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โดยไม่ทันสังเกต ประตูหน้าสตูดิิโอเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่ง เสียงรองเท้าส้นตึกเบาๆ ก้าวเข้ามาทีละขั้น “ขอโทษนะคะ…คุณเศษวัชระใช่ไหม?” เสียงหนุ่มรีบปิดไฟล์บนหน้าจอ หันกลับมาด้วยท่าทางประหม่า กวาดตามองไปเห็นหญิงสาวยืนถือแมปแฟ้มแนบอก ดวงตาคมจัดดูมั่นใจแต่แฝงอะไรบางอย่างไว้ข้างใน
“ครับ…อ๊ะ กำลังจะส่งงาน” เขาเก้อเขินตอบ กลบเสียงเครื่องตัดต่อด้วยเสียงโปรแกรมบูตเครื่องใหม่ เธอยิ้มอย่างขออภัยแฝงความเก้อเขินของตัวเอง “ฉันเป็นเพชรลดา…นักเขียนบทใหม่ที่ทางพี่เอกส่งมาให้ ลองคุยรายละเอียดเกี่ยวกับหนังโฆษณาที่จะทำตัวต่อไปนะคะ”
เศษวัชระพยักหน้ารับ จ้องมองใบหน้าเธอพลางแอบถอนหายใจ เธอเป็นคนที่สามในรอบสองเดือนที่เขาต้องประสานงานด้วย เขาไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบความไม่แน่นอน หลังจากเมื่อสองปีก่อนงานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตล่มเพราะตัวเองตัดสินใจผิด คนรักเก่าก็หายไปจากชีวิต กลายเป็นเงารำลึกที่เขาต้องแบกไว้อย่างลำคาญและโทษตัวเองเสมอมา
“งั้น…เริ่มเลยมั้ยคะ?” เพชรลดาลังเลชั่วครู่ราวกับมองหาอะไรในสายตาเขา เศษวัชระผงกศีรษะแทนคำตอบ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยท่าทีขอไปที ต่างคนต่างพูดน้อย อะไรบางอย่างปกคลุมบรรยากาศห้องไว้จางๆ
เพชรลดาเปิดแฟ้ม เธอเสนอไอเดียหลากหลาย แต่ก็เหมือนจะชะงักกลางทางทุกครั้ง “จริงๆ แล้ว… ฉันเองก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าไอเดียนี้จะเวิร์กไหม” เธอพูดเบาๆ
เศษวัชระเหลือบตามอง สังเกตเห็นเธอจดอะไรยิกๆ ในสมุด สายตาชายหนุ่มนึกอยากให้ทุกอย่างง่ายขึ้น—แต่ก็เหมือนมีบางอย่างแยกระหว่างเขาสองคนออก ไม่กล้าบอก ไม่กล้าเปิดใจ ทั้งคู่ได้แต่ทำงานอย่างเป็นทางการ เก็บความรู้สึกไว้ข้างใน
เวลาผ่านไปสองอาทิตย์ เสียงหัวเราะจากทีมกราฟิกดังลอดแว่วมาในวันฝนพรำ เศษวัชระกับเพชรลดายังคงนั่งตรงข้าม โต๊ะยาวกั้นทั้งคู่เหมือนเส้นเขตแดน เศษวัชระยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ตาเหลือบมองนาฬิกาผนัง
เพชรลดาก้มหน้าก้มตาแก้บท เธอขยับแว่นสายตาขึ้น ลมหายใจขาดห้วง สีหน้าเคร่งเครียด เศษวัชระลังเล เขาอยากถาม อยากช่วยให้เธอคลายความกังวล แต่ความกลัวที่จะพูดผิดพลาดเหมือนอดีตทำให้เขาเงียบ
“ถ้า…ตรงนี้เปลี่ยนให้ตัวละครกล้าทำผิดมั้ยคะ?” เพชรลดาช้อนตามอง เงาสะท้อนบางอย่างในดวงตา ทำให้เศษวัชระใจเต้นแรงขึ้นนิด ๆ
เศษวัชระสบตาเธอ ก่อนจะตอบอย่างแผ่วเบา “บางทีคนเราก็ไม่พร้อมให้อภัยตัวเองง่าย ๆ เหมือนกันครับ…แต่…คนเขียนบท น่าจะเข้าใจที่สุด ว่าทุกคนล้วนทำผิด แล้วมันก็…เปลี่ยนไปตลอดกาล”
เพชรลดายิ้มจาง ๆ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ ทั้งคู่จมอยู่กับบรรยากาศเงียบ ๆ ที่ไม่อึดอัดเหมือนเดิม
ฝนหยุดตกตอนค่ำ เศษวัชระกำลังปิดคอมฯ เพชรลดารีบเก็บของพลางเหลือบตามองเขา “บางที…พรุ่งนี้ฉันอาจเอาบทใหม่มาลองอีก”
เศษวัชระพยักหน้าช้า ๆ เขาอยากจะพูดว่าให้ลองเอามาเถอะ อยากเห็น…แต่อะไรบางอย่างก็ติดค้างในคอ เธอเดินออกไปพร้อมเสียงฝีเท้าเล็กเบาจนเงียบสนิท ความเหงาค่อย ๆ ซึมเข้าในห้องอีกครั้ง
วันต่อ ๆ มาเพชรลดาเริ่มแวะมาเร็วกว่าปกติ บางวันเธอมาพร้อมขนมหรือกาแฟให้เศษวัชระ สลับกับการโยนไอเดียใหม่ ๆ ลงบนโต๊ะ เธอชวนคุยเรื่องหนังเล็กน้อย เรื่องสภาพอากาศ และหัวเราะกับมุกตลกแปลก ๆ ของตัวเอง เศษวัชระยังฟังเสียมากกว่า เขายิ้มบางครั้ง และบางครั้งก็นิ่ง ยากจะอ่านใจ
มีอยู่วันหนึ่งเพชรลดาทำแฟ้มหล่น ทั้งกระดาษและสมุดโน้ตตกกระจาย เศษวัชระลงไปช่วยหยิบ พลันมือเขาสัมผัสกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนว่า “10 คำพูดที่กลัวจะได้ยินจากใครสักคน”
เขาชะงัก ไม่ทันได้อ่านข้อความนั้นดี เพชรลดาก็รีบคว้าไป “ขอโทษค่ะ มัน…แค่อะไรส่วนตัวนิดหน่อย”
เศษวัชระหยุดนิ่ง สายตาเขาสะท้อนความอยากรู้อยู่ลึก ๆ แต่ไม่กล้าเอ่ย จะพูดยังไงดี จะถามไหม เธอเงียบ เขาเงียบ ห้องก็กลับเข้าสู่ความนิ่งเหมือนเดิม
ในค่ำคืนวันศุกร์ขณะที่ทีมงานคนอื่นออกไปสังสรรค์ เศษวัชระกับเพชรลดายังนั่งทำงานที่ออฟฟิศ โต๊ะยาวยังคงแบ่งเขต กองงานที่ยังไม่เสร็จวางอยู่ตรงหน้า
เสียงถอนหายใจหนักจากเพชรลดาทำให้เศษวัชระชะงัก “ถ้าเป็นไปได้…ฉันอยากทำบางอย่างที่กลัวมาตลอด” เพชรลดาตาแดง ๆ เฉไฉไปมองผนัง
เศษวัชระฟังเงียบ ๆ ไม่ขัด เขานึกถึงอดีตของตนเอง วันที่ไม่กล้าตัดสินใจ วันที่ปล่อยให้ทุกอย่างพังลงเพราะคำว่า ‘กลัว’ “บางที…มันไม่เลวร้ายเท่าการไม่ได้ลอง” เขาพูดเสียงแผ่ว
เพชรลดาหัวเราะน้ำตาคลอ “พูดเหมือนเข้าใจดี”
เศษวัชระพยักหน้า น้ำเสียงมั่นคงขึ้นเล็กน้อย “ผมเสียใจที่เคยไม่กล้าตัดสินใจ…ทั้งงาน ทั้งความรัก”
ห้องนี้เงียบงันไปอีกครั้ง เพชรลดาทำท่าจะพูดอะไรอีก แต่กลับหยุดไว้ในใจ
วันต่อมาเศษวัชระเห็นเพชรลดานั่งเงียบตรงโต๊ะ พิมพ์อะไรยาว ๆ ในไลน์ก่อนจะกดลบหมด สัญญาณบางอย่างแปลกไปจากทุกวัน
เย็นวันนั้น เธอเดินมาหาเศษวัชระ “ขอคุยด้วยได้ไหมคะ?” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย ต่างไปจากทุกที
เศษวัชระเชิญให้นั่งอีกฝั่ง เพชรลดาจ้องมือที่สั่นจาง ๆ แล้วพูดว่า: “ฉันไม่กล้าทำตามฝันตัวเอง…กลัวจะพลาดซ้ำ กลัวโดนดูถูก งานชิ้นก่อน ๆ ก็ล้มเหลว ครอบครัวยังไม่ยอมรับหนทางนี้ ฉันเลยซ่อนตัวไว้หลัง…หน้ากากมั่นใจนี่ ตลอดเลย”
เศษวัชระรับฟังทุกคำ เขาลังเลอยากพูดอะไร เขาเองก็ฝังใจกับอดีต “ผม…เองก็กลัว ผมเคยทำคนที่รักหายไป เพราะกลัวจะพูดความจริง ผมก็เลย…เลือกเงียบ ไปเรื่อย ๆ จนเสียเขาไป”
เพชรลดาหัวเราะจาง ๆ ทั้งน้ำตา “งั้น…เราก็เหมือนกันสินะ แต่ต่างหน่อยตรงที่ฉันแค่ยังไม่ทันได้รักใครจริงจังเลย”
เศษวัชระโยกเก้าอี้เข้าใกล้ขึ้นอีกนิด สายตาอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม “คุณไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลาหรอก บางทีก็ผิดได้…ผมเองก็ยังผิดอยู่เลย”
เพชรลดายิ้มอย่างขอบคุณ ค่ำคืนนั้นเป็นคืนแรกที่ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ด้วยกันนานอย่างสบายใจ ไม่มีคำพูดใด ๆ นอกจากเสียงนาฬิกา สายฝนตกโปรย
วันถัดมา เศษวัชระกับเพชรลดาร่วมมือแก้ไขงานกันอย่างจริงจังมากขึ้น เศษวัชระเปิดใจรับฟังไอเดียเธอ เธอกล้าเสนอและปกป้องความคิดของตนเองมากขึ้น บรรยากาศทำงานไม่แข็งตึงเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นเสียงหัวเราะเบาบางแทน
คืนหนึ่งก่อนวันเดดไลน์ ทั้งสตูดิโอมีเพียงสองคน เศษวัชระพยายามเรนเดอร์งานแต่ระบบค้าง เขาเริ่มหัวเสีย เพชรลดาปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวครู่หนึ่ง ก่อนกลับมาในมือถือกาแฟร้อนยื่นให้ “คุณต้องพักบ้างนะคะ ประสาทจะเสียเปล่า ๆ”
เศษวัชระรับมากระซิบขอบคุณ เธอนั่งลงข้าง ๆ มองจอคอมฯ “เราเหมือนคนตัดต่องานของตัวเองทุกวันเลยค่ะ แต่บางที…ก็ไม่รู้จะลงเอยฉากสุดท้ายยังไง”
เศษวัชระหัวเราะจาง ๆ “ผมว่าทุกงาน ทุกชีวิต เรากลัวตอนจบทั้งนั้น งานนี้คุณว่ามันควรจบแบบไหนครับ?”
เพชรลดานิ่งคิด “บางที…ไม่ต้องมีตอนจบก็ได้นะ ขอให้กล้ามีความสุขในแต่ละวันก็พอ”
เศษวัชระมองหน้าเธอ แววตาอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “แล้ว…วันนี้คุณมีความสุขมั้ย?”
เพชรลดาหัวเราะเบา ๆ “มากกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ”
เวลาผ่านไป งานโฆษณาออนแอร์สำเร็จ ทีมงานดีใจ ทุกคนชื่นชมบทและการตัดต่อ เพชรลดาโดนเจ้านายเรียกเข้าไปชมเป็นพิเศษ วันนั้นเธอเดินกลับมาหาเศษวัชระที่มุมเงียบ ๆ เหมือนเคย เพชรลดามองเขาด้วยสายตาขอบคุณ
“ฉัน…ได้บทหนังสั้นที่บริษัทใหม่ติดต่อมาด้วย แต่ยังลังเลว่าจะรับดีไหม” เธอกัดริมฝีปาก ก้มหน้าสลับกับสบตา “กลัวว่าจะพลาดอีก”
เศษวัชระฟังเงียบ ๆ ทำท่าจะพูดอะไร แล้วหยุด เปลี่ยนใจ “ผม…ว่าโอกาสมาเมื่อเรากล้าเผชิญหน้ากับความกลัว ไม่งั้นเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าตัวเองทำได้ถึงแค่ไหน”
เธอจ้องหน้าเขาแฝงความลังเล และในที่สุดก็ตัดสินใจ “ขอบคุณนะคะ ที่รับฟังฉันมาตลอด”
ช่วงเวลานั้นเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เสียงฝีเท้าคนอื่นกลายเป็นเสียงเลือน ยามกลางคืนที่ออฟฟิศเงียบสงบลงก็เป็นที่ที่สองหัวใจได้อยู่ใกล้กันมากที่สุดโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย
วันถัดมาเพชรลดาหายไปจากออฟฟิศ ส่งข้อความมาลางาน เศษวัชระเริ่มรู้สึกหวิวในใจ เขาเพิ่งตระหนักถึงความว่างเปล่าที่หวนกลับมา เศษวัชระนั่งมองจุดเดิมที่เพชรลดาเคยนั่ง หยิบเศษกระดาษแผ่นเก่าที่เธอลืมไว้วันหนึ่ง อ่านดู พบแต่ลิสต์ “เรื่องที่กลัว” ที่เธอเคยจดไว้
เขาอ่านข้อความจนครบ หัวใจเศร้าสลับกับลังเลจะทำอะไรสักอย่าง บ่ายวันนั้นเขาตัดสินใจออกจากห้อง เดินไปที่สวนหย่อมหลังบริษัท ท่ามกลางลมเย็น เธอยืนเงียบ ๆ อยู่คนเดียว
“คิดถึงโต๊ะทำงานคุณค่ะ” เธอพูดขึ้น เศษวัชระนิ่งก่อนเดินเข้าไปใกล้
“ผมคิดถึงเสียงขำมุกแปลก ๆ ของคุณ” เขาตอบกลับ กลิ่นดอกไม้อวลในอากาศ
“ฉัน…อาจต้องไปเริ่มใหม่ที่อื่น แค่รู้สึกกลัวจะหายไปจากชีวิตใครอีก”
เศษวัชระยิ้มอ่อน “ถ้าวันหนึ่งคุณไป ผมจะดีใจให้กับฝันคุณ แต่…สัญญาว่าผมจะไม่ปล่อยให้คุณหายไปเฉย ๆ แบบอดีต”
เงียบกันไปชั่วครู่ เพชรลดาซุกมือในกระเป๋า กระแอม “งั้น…เรายังเป็นเพื่อนกันได้มั้ยต่อให้..?”
“ผมอยากเป็นมากกว่าเพื่อน ถ้าคุณให้โอกาสผมได้ค่อย ๆ แก้ไขอดีตตัวเองไปพร้อมกัน”
เธอหลบตา “กล้าแน่นะ”
“กลัวเหมือนกัน…แต่จะลองดู”
เพชรลดาสบตาเขาที่ยืนหยัดอยู่ตรงนั้น เธอยิ้ม “ข้อตกลงนะ ต้องค่อย ๆ เดินไปด้วยกัน ช้า ๆ ไม่ต้องรีบ”
เสียงหัวเราะเหนือใบไม้พราวแดด สองหัวใจที่เคยหลีกหนีอดีต กล้าก้าวเข้าสู่ปัจจุบันด้วยกัน ฝันเก่าอาจยังเจ็บ แต่ความเชื่อมั่นต่อกันในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นใหม่ที่จริงแท้