เสียงกระซิบในหอพักร้าง
ลมค่ำพัดผ่านต้นยางสูงใหญ่ ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นสี่คนยืนลังเลอยู่หน้าประตูสนิมเขรอะของหอพักนักศึกษาร้างกลางป่ามืด ปลายฤดูฝนทำให้กลิ่นดินฉ่ำน้ำโชยมาแรง นภา—หญิงสาวร่างบางดวงตาเข้มขรึม—ยืนหน้าห้อง ท่าทางไม่แน่ใจ เธอหันไปมองกลุ่มเพื่อน: โต้ง หนุ่มร่างใหญ่ผู้ปากกล้า, กิ่ง สาวหน้าตาตรงๆ ผู้มักเงียบขรึม และเจน หนุ่มรูปร่างเล็กสวมแว่น ใบหน้าตื่นกลัว แต่ฝืนยิ้มบางๆ พยายามไม่ให้ใครดูออก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะว่าจะเข้าไปจริงๆ?” เจนถามเสียงสั่น ก่อนจะก้มหน้ามองไฟฉายในมือ ทุกคนเงียบ นภาเป็นคนแรกที่ผลักประตูเก่าเหล็กดังเอี๊ยดออก ฝุ่นฟุ้งกระจาย กลิ่นอับโชยจมูกภายในโถงมืดที่สภาพเหมือนถูกทิ้งร้างมานานกว่าทศวรรษ
“เราแค่หาคำตอบว่าทำไมพี่นันท์ถึงหายไป แล้วก็กลับ” นภาพูดเหมือนปลอบใจตัวเอง ก่อนจะเดินนำเข้าไป
โต้งหัวเราะหึๆ แม้แววตาจะมีแววระแวง “หรือแกกลัวเจอผีวะเจน?”
เจนไม่ตอบ โต้งยักไหล่ เดินตามนภาเข้าไป กิ่งเดินรั้งท้าย เธอเปิดมือถือถ่ายสภาพผุพังไว้แบบไม่พูดอะไร
โถงกลางหอพักเงียบอย่างผิดปกติ เสียงฝีเท้าของทั้งสี่ก้องสะท้อนกับผนังเปื้อนคราบเชื้อรา พวกเขาเดินช้า ๆ ผ่านห้องเก็บของและตู้จดหมายที่ประตูหลุดแผ่นไม้พัง เบื้องบนบันไดขึ้นไปมีเพียงความมืดมิด
“ที่ชั้นสามนั่นแหละ ที่เขาว่าพี่นันท์หายไป” โต้งพูดเบาๆ น้ำเสียงฟังไม่แน่ใจ พวกเขาเดินขึ้นบันได เสียงขั้นบันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว
ระหว่างเดินขึ้น นภาก็หยุดกะทันหัน เธอขมวดคิ้วเหมือนได้ยินเสียงแว่วบางอย่าง “ทุกคน ได้ยินไหม?”
“อะไร?” กิ่งถาม
“เสียง…เหมือนคนกระซิบ” นภาพูดเบา จังหวะนั้นไฟฉายเจนก็กระพริบวูบหนึ่งก่อนดับไปชั่วครู่ หัวใจทุกคนเต้นรัว ต่างมองหน้ากันเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรเพิ่ม
พวกเขามาถึงชั้นสาม ห้องยาวสองแถวประตูปิดเกือบหมด ยกเว้นห้องหนึ่งที่ประตูแง้มไว้ราวกับรอใครอยู่ โต้งเดินนำหน้าไปหยุดหน้าห้องนั้นแล้วหันมาหัวเราะอย่างพยายามกลบเกลื่อน “ข้างในนั้นแหละ ที่เขาว่าผีสิง”
นภาเดินเข้าไปก่อน กลิ่นอับในห้องผสมกลิ่นซากหนังสือเก่าๆ ที่กองอยู่ ผนังขีดเขียนด้วยปากกาเมจิกสีดำ: “อย่าไว้ใจเสียงในเงา”
“ใครเขียน?” กิ่งพึมพำ เธอมองไปรอบๆ ใจเต้นแรง เจนยืนเกาะขอบประตู สีหน้าซีดจาง
โต้งแกล้งกระโดดเข้าไปในห้อง “โฮ่ ผีอยู่ไหนวะ!” เขาหัวเราะ แต่เสียงสะท้อนกลับในห้องทำให้ทุกคนเงียบกริบ
ทันใดนั้น เสียงแว่วเบาๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คล้ายเสียงผู้หญิงกระซิบจากมุมมืด เจนตาโต น้ำเสียงหวาดหวั่น “ทุกคน ได้ยินจริงๆ ใช่ไหม?”
นภาเงี่ยหูฟัง เสียงนั้นเบามาก จนแทบจะแยกไม่ได้ว่ามาจากไหน เธอเดินไปใกล้ผนัง ก้มลงดูพื้น ก็เห็นกล่องไม้สภาพเก่าอยู่ใต้เตียง โต้งย่อตัวลงเปิด กล่องนั้นมีสมุดปกขาดๆ อยู่ข้างใน
“เป็นของพี่นันท์หรือเปล่า?” เจนถาม กิ่งเดินเข้ามาใกล้ๆ เธอเห็นข้อความในสมุดนั้นเขียนว่า “ถ้าคุณได้ยินเสียงกระซิบ อย่าตอบกลับ”
ทุกคนเงียบงัน โต้งหัวเราะฝืดๆ “แล้วถ้าตอบกลับจะทำไม?”
ไฟฉายนภากระพริบวูบแต่ยังไม่ดับ เธอรู้สึกชาเย็นวาบที่ท้ายทอยก่อนจะหันไปมองหน้าต่างห้องที่ค่อยๆ เปิดออกเองโดยไม่มีลม ทุกคนหันมาสบตากันทันที
“กลับกันเถอะ ฉันว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้” เจนพูดเสียงเบา แต่ไม่มีใครกล้าขยับ เท้าเหมือนตรึงแน่นกับพื้น
กิ่งกำมือถือแน่น ถ่ายภาพไปที่หน้าต่าง แต่ในหน้าจอกลับเห็นเงาร่างรางๆ อยู่ในเงามืด
“นั่นอะไร?” กิ่งพูดเสียงเบา มือสั่น เงาบนหน้าจอค่อยๆ ขยับเข้าใกล้หน้าต่าง
ทันใดนั้น เสียงกระซิบดังขึ้นชัดเจน “อยู่ด้วยกันสิ…อย่าไป…” ความเย็นปะทะเข้ามาในห้อง ทุกคนตัวแข็ง นภาขนลุกซู่ เธอใจเต้นแรง พยายามหายใจไม่ให้เสียงดัง
โต้งหัวเราะฝืนๆ “อย่าคิดมาก มันอาจเป็นเสียงลมก็ได้…” แต่เสียงกระซิบยังดำเนินต่อ “อยู่ด้วยกัน…อยู่ด้วยกัน…”
เจนครางเสียงต่ำ “เราควรไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้…”
ทันใด มือเย็นเฉียบบางอย่างแตะไหล่เจน เขาสะดุ้งสุดตัว ทั้งห้องเงียบกริบ นภาหันไปมอง ไม่มีใครอยู่ข้างหลังเจน
เสียงโทรศัพท์กิ่งดังขึ้น เธอมองเห็นข้อความบนหน้าจอเขียนว่า “กลับไม่ได้อีกแล้ว” กิ่งมือสั่น เธอมองหน้าทุกคน “ใครส่งข้อความนี้?”
นภากลั้นใจ ก่อนเดินไปเปิดประตูห้องเพื่อออกไป แต่ประตูเหมือนถูกล็อกจากข้างนอก เธอทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง โต้งเข้ามาช่วย แต่ประตูขยับไม่ได้เลย
เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร้องไห้เบาๆ สลับกับเสียงหัวเราะในความมืด กิ่งยืนกอดแขนตัวเอง เจนถอยหนีไปชิดผนัง
“เราต้องหาทางออกจากชั้นนี้” นภาพูดเสียงเข้ม แต่ความกลัวในน้ำเสียงชัดเจน เธอมองโต้งและกิ่ง “แยกกันหาทางออก เผื่อมีประตูหลัง”
โต้งพยักหน้า ทั้งสามแยกกัน กิ่งเดินเข้าห้องข้างๆ พบหน้าต่างถูกปิดตายภายนอก เธอส่องไฟฉายส่องไปทั่วห้อง เห็นภาพถ่ายหมู่เก่าของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ตรงกลางคือหญิงสาวหน้าตาดุ พี่นันท์ เธอจำได้จากรูปในข่าวเก่า
แต่ในภาพ มีเงาร่างคล้ายเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนยืนอยู่ข้างหลังเธอ
กิ่งเริ่มรู้สึกหนาวเย็น เธอมองรูปถ่ายอีกครั้ง เงานั้นดูเหมือนขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม
ขณะเดียวกัน นภาเดินสำรวจทางเดินยาว เธอเห็นคราบมือเปื้อนฝุ่นบนผนัง ลากยาวไปถึงห้องน้ำปลายทาง นภากลั้นใจเดินตามรอย
ในห้องน้ำ กลิ่นเหม็นอับแรงยิ่งขึ้น นภาเปิดประตูห้องน้ำแต่ละห้อง พบแต่ความว่างเปล่าและเสียงน้ำหยดติ๋งๆ เธอกำลังจะผละออก แต่แล้วได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู “ช่วย…ด้วย…”
นภาหันขวับ ไม่มีใครอยู่ มีแต่ความว่างเปล่าในกระจกเงาที่ขุ่นมัว เธอจ้องเงาสะท้อนตัวเอง แต่ในเงานั้นกลับเห็นเงาผู้หญิงอีกคนยืนอยู่ข้างหลัง
“ออกไป! ออกไป!” นภาตะโกน แต่เสียงของเธอดูเหมือนจะดับหายไปในความเงียบ
โต้งเดินย้อนกลับมาเจอกิ่ง เขามองหน้ากิ่ง “แกเจออะไรมั้ย?”
กิ่งก้มหน้า “รูปหมู่ในห้องข้างๆ… มีเด็กผู้หญิงที่ฉันไม่เคยเห็นอยู่ด้วย”
เจนเดินตามมา สีหน้าซีด “ผม…ผมว่ามีอะไรมองเราอยู่ตลอด”
เสียงร้องไห้ดังแว่วมาอีกครั้งจากโถงยาว ทุกคนชะงัก นภาเดินออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าหวาดกลัว “มีคนขอให้ช่วย… เราอาจจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่ควรยุ่งเข้าแล้ว…”
โต้งขมวดคิ้ว “แต่เราต้องหาความจริงไม่ใช่เหรอ? พวกผู้ใหญ่ก็แค่ปกปิดความผิดในอดีต”
เจนส่ายหน้า “แต่ถ้ามันมีอะไรมากกว่านั้นล่ะ?”
เสียงกรีดร้องสั้นๆ ดังขึ้น ทุกคนหันไปที่ต้นเสียง ภาพเงาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ปรากฎแวบหนึ่งที่ปลายทางเดินก่อนจะหายไป
“ใครเห็นรึเปล่า?” กิ่งถาม ทุกคนเงียบ โต้งกลั้นใจเดินไปตามทางเดิน แต่ไม่พบอะไร นภาตามไป เธอสังเกตเห็นรอยเท้าเด็กเล็กเปื้อนฝุ่นลากเข้าไปในห้องเก็บของ
ทั้งสี่เดินตามรอยเท้าเข้าไปในห้องเก็บของเก่า ข้างในมีตู้เหล็กเก่าตั้งอยู่ โต้งค่อยๆ เปิดตู้ ภายในมีตุ๊กตาผ้าเก่าๆ วางอยู่กับกระดาษแผ่นหนึ่ง “ห้ามปลุกเธอ อย่าตอบเสียงเธอ”
กิ่งกลืนน้ำลาย “เด็กผู้หญิงในรูป…ใช่เธอรึเปล่า?”
“หมายถึงใครกันแน่?” เจนถาม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง เด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนเก่าสภาพโทรมโผล่พ้นเงามืดออกมา ใบหน้าซีดไร้อารมณ์ ตาจ้องตรงมายังพวกเขา
“อย่าไปสนใจ” นภากระซิบ แต่เจนกลับก้าวถอยหลังเท้าเหยียบกล่องไม้ ตุ๊กตาผ้าหล่นลงพื้นทันที เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงกรีดร้องแผดดัง
ไฟในห้องกระพริบวูบวาบ เงาเด็กผู้หญิงค่อยๆ ซ้อนทับกับเงาของพวกเขาทีละคน ร่างของเจนเหมือนถูกตรึงแน่นกับพื้น เขาตาเบิกโพลง เงาในกระจกสะท้อนภาพเจนที่มีเด็กหญิงซ้อนอยู่
นภารีบคว้ามือเจน “ออกไป! ออกไป!”
กิ่งกับโต้งช่วยกันลากเจนออกจากห้อง เสียงกรีดร้องเงียบลงทันทีเมื่อประตูห้องปิด
ทั้งสี่หอบหายใจแรง หัวใจเต้นระรัว โต้งสบถ “มันจะเอาอะไรจากเรา?”
เจนยังคงตาแข็ง “เธอพูดว่า…อย่าไปจากที่นี่…”
กิ่งกัดริมฝีปาก “ถ้าเราอยู่นานกว่านี้ เราอาจไม่ได้ออกไป…”
นภามองสมุดบันทึกที่หยิบติดมือออกมาด้วย เธอเปิดอ่านหน้าสุดท้าย ตัวหนังสือบรรจง เขียนราวกับรีบเร่ง “เสียงนั้นจะขออยู่ด้วยตลอดไป อย่าตอบรับ อย่าเมิน อย่าลืม…”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นในทางเดิน ทุกคนหันไปมอง เงาเด็กผู้หญิงเดินช้าๆ ตามพวกเขามาแต่ไกล
“ต้องหาทางออกจากหอนี้” นภาตัดสินใจ ทุกคนวิ่งไปยังบันได แต่เมื่อไปถึง พบว่าบันไดถูกปิดทับด้วยตู้ไม้ขนาดใหญ่เหมือนมีคนตั้งไว้ขวางทางออก
เจนเริ่มร้องไห้ “เราจะออกไปยังไง…”
กิ่งสังเกตเห็นรอยขีดข้อความบนผนังใกล้บันได เขียนว่า “ต้องคืนสิ่งที่ขโมยไป…”
นภาหยิบตุ๊กตาผ้าในมือขึ้นมา “หมายถึงนี่รึเปล่า?”
เด็กหญิงหยุดเดิน มองตุ๊กตาอย่างเงียบงัน นภาค่อยๆ เดินเข้าไปวางตุ๊กตาบนพื้นตรงหน้าร่างเด็กหญิงในเงามืด
เสียงในห้องเงียบลงทันที เด็กหญิงยื่นมือออกไปหยิบตุ๊กตา ใบหน้าซีดจางค่อย ๆ คลายลงเป็นรอยยิ้มเศร้า ๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม
ทันใด ประตูบันไดค่อย ๆ เปิดออกเองอย่างช้า ๆ ความเย็นหายไป พวกเขารีบวิ่งออกไปจากหอพักโดยไม่หันกลับไปมอง
ลมหายใจแรงดังสลับกับความเงียบ เมื่อทุกคนออกมายืนที่ลานหน้าหอพักแล้ว หัวใจยังเต้นไม่หยุด โต้งหัวเราะเบา ๆ อย่างฝืน “พวกเรารอดแล้วใช่ไหม?”
นภามองหอพักร้าง สีหน้าหม่นเศร้า “บางครั้ง…บางอย่างแค่ต้องการถูกจดจำ ไม่ใช่ถูกลืม”
เจนนั่งทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหล “ผมจะไม่ลืมเสียงนั้นไปตลอดชีวิต”
กิ่งหยิบมือถือขึ้นมาดูภาพถ่ายในเครื่อง รูปสุดท้ายคือรูปหมู่พวกเขาทั้งสี่หน้าหอพัก แต่ในภาพ มีเด็กผู้หญิงอีกคนยืนอยู่ข้างหลังเงาของเธอเอง
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังลอดสายลม “อยู่ด้วยกัน…อยู่ด้วยกัน…” ก่อนจะจางหายไปในความมืดของค่ำคืน