เสียงกระซิบใต้ก้อนเมฆ
เสียงนกร้องแว่วตามสายลมเช้า กลิ่นหญ้าชื้นจากหมอกหนาปกคลุมทั้งหมู่บ้านบนภูเขาสูง บ้านไม้หลังเล็กกระจัดกระจายอยู่เรียงรายริมผา ปลายเท้าของ “ขุนพล” เด็กหนุ่มผมหยิก หน้าซีดและสายตาไม่มั่นใจ ชะเง้อหาใครบางคนในลานกว้างกลางหมู่บ้าน ระหว่างยืนคุยเสียงต่ำกับยายเปีย ขวัญใจประจำตลาด ขุนพลถามเสียงอ้อมแอ้ม “ยายเปีย…แม่กับพ่อของผมหายไปไหน?”>
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ยายเปียส่ายหน้า ไม่ตอบทันที แววตาระคนเศร้าและหวาดหวั่น แล้วหันไปกระซิบ “เงียบเถอะ เดี๋ยวใครได้ยิน เดี๋ยวเมฆจะกลืนหายไปด้วยอีกคู่” ขุนพลเบนสายตาต่ำ กำมือแน่นตั้งใจกลั้นใจไม่ร้องไห้เมื่อได้ยินคำว่าหายไปอีก “แล้ว…เขาหายไปได้ยังไงยาย?”
ขุนพลเดินหนีออกมา เงยหน้ามองยอดเขาที่หุ้มด้วยเมฆหมอก สายตาฉายความหวั่นกลัวและสงสัย เขาสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเท้ารวดเร็วบนพื้นกรวด ดวงหน้าคมของหญิงสาวผมดำอายุไล่เลี่ย เดินมาถึง “แนน” ลูกสาวหมอผีดัง เธอปั้นหน้ายอกย้อน เหลือบมองขุนพล ก่อนเอ่ย “เธอตามหาพ่อแม่ใช่ไหม? เมฆบนยอดเขานั่นมันซ่อนอะไรไว้ใต้หมอก ขุนพลอยากรู้จริงเหรอ?”
ขุนพลอึกอัก นั่งยองลง หลีกสายตาจากแนน “ฉันไม่รู้…ฉันแค่กลัว…ไม่ใช่แค่พ่อแม่คนเดียวที่หายไป” แนนถอนหายใจนั่งข้าง ๆ บีบหัวเข่าเบา ๆ ก่อนพูดเสียงเบา “อย่างน้อยก็เหลือเธอยืนอยู่ตรงนี้”
ตกค่ำ ขุนพลตื่นเพราะเสียงเหมือนอะไรลากใต้ถุนบ้าน เขาแอบชะโงกมองพบชายแก่ในชุดคลุมดำ ร่างกายโค้งงอ สายตาที่ทอดผ่านราวกับรู้ใจ จ้องขึ้นมาพลางพูดเบา ๆ ผ่านหมอก “เด็กขี้กลัว ถ้าอยากได้พ่อแม่คืน…ไปที่ประตูลับกลางป่า” ขุนพลสั่นเทิ้ม แต่ความคิดถึงพ่อแม่กับความสับสนก็ตีกันในใจ
รุ่งเช้า ขุนพลพยายามเอาน้ำราดหน้าคลายความกลัว ก่อนออกไปหาปี๊บ—หมาชราเพื่อนรัก—แล้วส่งเสียงเรียกสั่นเครือ “จะไปกับเรานะปี๊บ” หมาหอนตอบ กลิ่นอายเหงาของเขาแผ่วลงเพียงนิดเดียวเมื่อแนนถือขลุ่ยไม้ไผ่ปรากฏตัว เดินเข้ามาช้า ๆ “จะปล่อยให้เธอเดินหลงในป่าเหรอไง ฉันไปด้วย!” ขุนพลเม้มปากแล้วผงกหัวแบบลังเล
ในป่า ต้นไม้สูงใหญ่แผ่ร่มเงา เงียบระคนเสียงจั๊กจั่น ขุนพลหลบสายตาแนนเมื่อหลบเข้าพงหญ้า เสียงใบไม้แห้งกรอบดังกรุบกรับ ทั้งคู่ตะลึงเมื่อพบประตูไม้เก่าแก่รูปปีกเมฆ กิ่งไม้พันรากปกคลุมราวกับไม่ต้องการให้ใครผ่านเข้าไป ขุนพลสูดลมหายใจ เขินอายแต่พยายามกลั้นความกลัว ในขณะที่แนนเช็ดเหงื่อพลางกอดขลุ่ยแน่น อึ้งเมื่อเห็นสัญลักษณ์แปลกสลักบนประตู
แนนชี้นิ้ว แล้วก้มหน้ากระซิบ “มันคือสัญลักษณ์ของคำสาปประจำตระกูลฉัน…แต่ไม่มีใครรู้ว่าคำสาปนั้นเกี่ยวกับการหายตัวไปของใครมาก่อน” ขุนพลตะลึง จ้องหน้าหญิงสาว “เธอรู้ไหม…ว่าพ่อแม่ฉันเกี่ยวข้องกับคำสาปนี้หรือเปล่า” แนนลังเล สายตาวูบไหว ก่อนเอ่ยเสียงเบา “เรื่องมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ข้างในอาจมีตัวตนเก่าเฝ้าอยู่” ขุนพลสั่นหน้า พึมพำ “ไม่ว่าอะไร ฉันก็ต้องเข้าไป”
ทั้งคู่ผลักประตู มวลหมอกบางครึ้มแทรกออกมา โลกอีกฟากดูเงียบผิดปกติ ตะวันส่องสะท้อนกับมอสสีฟ้าโอบไปทั่วผืนป่า เงาร่างสูงเดินวนเวียนกลางลาน ขุนพลกับแนนแอบซุ่มอยู่นิ่ง ๆ ไร้เสียง สบตากันแบบไม่ตกลงกัน ส่วนปี๊บนอนเงียบอยู่ข้างเท้า
เงานั้นเดินวนอยู่แล้วหายวับ แนนกระซิบ “มันคือวิญญาณที่ถูกคำสาป ครอบครัวของฉันเป็นต้นเหตุแต่ไม่มีใครทำลายมันได้” ขุนพลผวา ใจเต้นแรงจนเจ็บเหงือก ฝืนพูด “เราต้องทำยังไงถึงจะได้พ่อแม่กลับมา”
แนนหลบตา เสียงกดดันเต็มไปด้วยปริศนา “ต้องแลกด้วยความจริงที่ไม่อยากรับรู้…ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวที่สุด” เธอยักไหล่ มองลงกับพื้น “ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน…กลัวจะรู้ว่าพ่อฉันเองเป็นคนสร้างคำสาปนี้” ความเงียบระอุท่ามกลางหมอก
ขุนพลเค้นเสียงถาม “ถ้างั้นเราควรจะ…เผชิญหน้ากับมันไปด้วยกันสินะ” แนนยิ้มติ๋ม ๆ หน้าเรียบแต่ในดวงตากลับสั่นไหว “ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะ”
เสียงหอนดังขึ้นจากอีกฟาก ลมกรรโชกแรง หมอกปั่นป่วน วัตถุประหลาดสีเทาโปร่งแสงปรากฏขึ้นข้างหน้าประตู ขุนพลใจสั่น มือเย็นเฉียบ วิญญาณนั้นก้าวเข้ามาใกล้เอานิ้วเรียวยาวชี้มาที่ขุนพล “เดินเข้ามา กล้ามั้ย หรือจะทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่” น้ำเสียงแหลมพุ่งแทงลึกเข้าไปในใจ ขุนพลเบิกตากว้าง ซ่อนมือสั่นหลังแผ่นหลังแนน
แนนทำท่าจะปกป้องขุนพล แต่เขาขยับตัวดันเธอไว้ข้างหลัง เผชิญกับวิญญาณตรงหน้า “ถ้าต้องเลือก ฉันขอเจ็บแทนพ่อแม่เอง” น้ำเสียงแผ่ว ๆ และท่าทีหวาดกลัวปนเด็ดเดี่ยว
วิญญาณจ้องขุนพลด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนกระซิบเบาหวิว “กลัวก็คือกลัว…แต่การเดินข้ามความกลัวนั่นแหละคือคำตอบ” วิญญาณจางหายไป ทิ้งเสียงก้องในหัวขุนพลกับแนน มือทั้งสองประสานกันแน่นขึ้นอย่างไม่ได้นัดหมาย ความรู้สึกใจเต้นระรัว แม้ไม่รู้ว่าฝั่งตรงข้ามมีอะไร
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ผ่านหมอกเข้ม แต่ละก้าวคือการทดสอบจิตใจ ขุนพลตาโตเมื่อเจอเส้นผมของแม่ติดอยู่กับต้นไม้แถวนั้น แนนรีบเก็บมัน ขุนพลรีบเข่าอ่อนทรุดนั่ง ร้องไห้เงียบ ๆ แนนแตะแผ่นหลังปลอบใจแบบไม่พูดอะไร สายตาเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดปนสงสาร
เสียงปริศนาแทรกขึ้น “ความจริงมีราคา…พร้อมจะเป็นผู้รู้หรือยัง” ขุนพลนิ่งงัน ไม่ตอบทันที ก่อนจะยืดตัวขึ้นช้า ๆ รวบรวมความกล้าแล้วประกาศออกมา “ใช่…ฉันต้องรู้ให้ได้”
ประตูไม้เก่าหลังใหญ่เบื้องหน้าพังทลาย เปิดทางสู่สนามหญ้ากลางป่าที่ข้างในคือภาพอดีต–ภาพของพ่อแม่ขุนพล น้ำตาไหลอาบแก้ม ขุนพลเดินเข้าไปอย่างสั่นเทา เขาเคยกรีดร้องต่อหน้าพ่อแม่ว่าตัวเองขี้ขลาดเกินไปจะช่วย หรือปกป้องพวกเขา ภาพเดิมเด้งซ้ำในหัว ความเสียใจผุดขึ้นมาอีกครั้ง
แนนเดินตามเข้าไป ท่าทางลังเลแต่พยายามเข้มแข็ง สองคนหยุดตรงหน้าอดีต “หนูขอโทษ…ที่วันนั้นหนูหนีไป หนูมันขี้แพ้ หนูทำให้พ่อแม่ต้องอยู่ที่นี่…” น้ำเสียงขุนพลสั่นแต่ไม่หลบตา ความเงียบคลุมพื้นที่จนแนนต้องเอ่ย “ความกลัวก็ยังเป็นเรา แต่ถ้าไม่ยอมรับ มันจะกินเราทั้งชีวิต”
ครู่หนึ่ง ภาพพ่อแม่ขุนพลหายไป เหลือเศษผ้าขาด ๆ ตกอยู่บนพื้น หมอกค่อย ๆ สีจางลง ขุนพลทรุดฮวบลงกับพื้น ทั้งสองหายใจหอบเหนื่อย ร่างกายสั่นระริก แต่ภายในกลับรู้สึกโล่งขึ้น
เสียงระฆังโบราณดังก้องออกมาจากหมู่บ้าน ดึงสติทั้งคู่ กลับออกไปเจอหมู่บ้านเปลี่ยนไป—หมอกบางลงและแสงแดดอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ยายเปียถือข้าวต้มเดินมาส่งสายตาลึกซึ้ง “เห็นมั้ย การขุดความจริงขึ้นมาน่ะ เจ็บตรงใจ แต่ก็กลางแจ้งที่มืดทั้งหมู่บ้านได้นะลูก”
ขุนพลและแนนยืนเคียงข้างกันในลานหมู่บ้าน แม้หมอกบางยังอยู่แต่แววตาทั้งสองเต็มไปด้วยแสงใหม่ มิตรภาพก่อตัวขึ้นจากรอยร้าวเดิม ๆ เสียงหัวเราะกับหมาปี๊บก้องไกลลับฟ้า หมอกระเรื่อริมหุบเขาเป็นสัญญาณว่าความลับไม่อาจซ่อนในใจใครไปตลอด ตราบที่กล้ายอมรับและให้อภัยตัวเองได้…