เสียงกระซิบจากเรือนร้าง
สายลมเย็นเฉียดผ่านต้นไม้สูงในป่าลึก เสียงใบไม้ไหวเหมือนเสียงกระซิบจากที่ไกลแสนไกล ท่ามกลางความมืดจาง ๆ ของเย็นวันเสาร์ รถกระบะเก่าสีขาวหยุดลงตรงขอบทางดินที่มีแต่รอยล้อเก่า ๆ ทิ้งไว้ กลุ่มวัยรุ่นสี่คน—พลอย, ภูมิ, มนัส, และจิน—ก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเคย พลอยเดินนำหน้าพร้อมไฟฉายในมือ ดวงตาเธอมองไปรอบ ๆ ด้วยแวววิตกจริตและเหนื่อยล้า น้องสาวเธอ—นิด—หายตัวไปเมื่อสองวันก่อน และร่องรอยสุดท้ายพาเธอมาถึงเรือนร้างหลังนั้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงแน่ใจเหรอว่านิดมันมาทางนี้?” ภูมิถามเสียงเบา สายตามองทะลุม่านป่าไปยังตัวเรือนซึ่งเก่าขรึมและดำมืดราวเงาตะวันตกดิน
พลอยกลืนน้ำลาย “มันส่งโลเคชั่นสุดท้ายมานี่จริง ๆ…แต่ถ้าใครไม่อยากเข้า…ก็กลับไปก่อน”
มนัสหัวเราะเบา ๆ “กลับบ้านไปแล้วจะหลอนหนักกว่าไหม? มาขนาดนี้แล้ว ไหน ๆ ก็ไหน ๆ”
จินเงียบ ไม่พูดอะไร เธอขยับเข้าใกล้พลอยเงียบ ๆ แล้วเหลือบมองทุกมุมราวกับกลัวว่าจะมีใครหรืออะไรกระโจนออกมาจากเงา
พวกเขาเดินฝ่าพุ่มไม้แห้งกรอบไปยังตัวเรือนร้าง โครงสร้างไม้เก่าทรุดโทรม ประตูหน้าซึ่งหลุดออกจากบานพับพาดทับซากใบไม้เน่า ๆ กลิ่นอับชื้นตีเข้าจมูกทันทีที่พวกเขาเข้าไปด้านใน
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก้องอยู่เหนือบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว พลอยสาดไฟฉายไปรอบห้องโถง พบแต่ฝุ่นจับหนา เฟอร์นิเจอร์เก่าสลายสภาพ แสงจันทร์ส่องลอดช่องไม้แตกเข้ามาเป็นลำ ๆ แถบฝาผนังเกินกว่าครึ่งถูกปลวกกัดกินจนเป็นรูพรุน
“ทำไมมันเหมือนบ้านในฝันร้ายของกูวะ…” มนัสพึมพำ
“เงียบหน่อย” พลอยออกปากเตือน ขณะเพ่งมองบันไดที่ทอดขึ้นชั้นบน
จู่ ๆ ก็มีกระแสลมเย็นวูบตัดผ่านหลังพวกเขา ทุกคนหยุดนิ่ง ภูมิขยับตัว “ถ้าจะมีใครแกล้ง กูบอกเลยไม่ขำ”
เสียงแผ่วเบาเหมือนกระซิบดังลอดมาจากด้านบน มันเบามากจนเกือบกลืนไปกับเสียงลม พลอยหันไปสบตากับจิน ทั้งสองคนสังเกตเห็นกันว่าต่างคนต่างได้ยิน
พวกเขาเดินขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง ไฟฉายสาดไปทางซ้ายทีขวาที ชานพักบันไดเผยให้เห็นประตูห้องที่ปิดสนิท พลอยวางมือลงบนลูกบิด ทันใดนั้นเสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากข้างใน ทุกคนชะงัก
“นิด?” พลอยถาม เสียงเธอสั่น
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงความเงียบที่เหมือนจะหนาหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ภูมิกระซิบเบา ๆ “กูว่า…ถ้าไม่ใช่นิดล่ะ?”
พลอยกลืนน้ำลายอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจบิดลูกบิดประตูเบา ๆ ประตูเปิดออกช้า ๆ ส่งเสียงครางสายยาว ข้างในมีเพียงห้องว่าง และหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดค้างอยู่ ลมเย็นโกรกเข้ามาอย่างผิดปกติ
จินเดินเข้ามาใกล้ ๆ มองไปรอบห้อง “ไม่มีใคร…” เธอหันไปทางมุมห้อง แล้วก้มลง เก็บกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา “พลอย นี่โลเคชั่นที่นิดส่งมาใช่ไหม?”
พลอยรับมา ดูแล้วใจหายวาบ กระดาษนั้นมีรอยมือเปื้อนฝุ่นและหยาดน้ำตาแห้ง ๆ แค่แตะก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบผิดธรรมชาติ
“มันไม่ใช่ลายมือนิด…” พลอยพึมพำเบา ๆ
เสียงกระซิบค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนอยู่ใกล้ขึ้นราวกับล้อมรอบอยู่ในห้อง ทุกคนจับกลุ่มกันแน่น วงแหวนแห่งความระแวงค่อย ๆ รัดแน่นเข้ามา
“ออกไปก่อนเถอะ กูเริ่มไม่โอเคละ” ภูมิพูดเบา ๆ
แต่ประตูที่เปิดอยู่นั้น กลับเลื่อนปิดลงเองช้า ๆ เสียงไม้เสียดสีกึกก้อง ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง
“ใครมันจะเล่นแรงขนาดนี้วะ?” มนัสกัดฟันพูด ฝืนหัวเราะ แต่ทุกคนดูออกว่าเขากลัวจริง
จินก้มมองพื้น “บนพื้น…นั่นมันรอยเท้าเด็กใช่ไหม?” เธอยกไฟฉายส่อง พบกับรอยเท้าเล็ก ๆ ลากเป็นเส้นยาวไปถึงมุมห้อง
พลอยเดินตามรอยเท้าไปถึงมุมห้อง แต่พบเพียงผนังไม้ที่ดูเหมือนจะมีรอยแยกเป็นช่องเล็ก ๆ เธอลองเอามือแตะ ผนังเย็นจัด เธอเงยหน้าสบตากับทุกคนอย่างสับสน
ภูมิเดินเข้ามาใกล้แล้วพูดเบา ๆ “ถ้ามันมีทางลับล่ะ…”
พลอยลังเลก่อนจะออกแรงดันไม้แผ่นนั้น มันเลื่อนเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นช่องทางเดินแคบ ๆ ลึกเข้าไปในผนัง ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรมากกว่านั้น
“กูไม่อยากเข้าไปข้างในเลย…” มนัสกระซิบพลางถอยหลังหนึ่งก้าว
แต่พลอยหายใจลึก “นิดต้องอยู่ข้างใน” เธอพูดด้วยความแน่วแน่ แม้แววตาจะสั่นไหว
พวกเขาเดินเข้าไปในช่องทางแคบทีละคน เสียงกระซิบค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนใครหลายคนพูดพร้อมกันแต่จับใจความไม่ได้ อากาศในช่องแคบเย็นลงอย่างผิดสังเกตและกลิ่นอับชื้นแรงขึ้นจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ
ด้านในสุดมีบันไดไม้เล็ก ๆ ที่ทอดลงไปใต้ดิน พวกเขาค่อย ๆ เดินลงไปทีละก้าว ทีละคน เงาไฟฉายสั่นไหวตามมือที่เริ่มสั่นด้วยความกลัว
เมื่อถึงห้องใต้ดิน เสียงกระซิบหยุดลงกะทันหัน ทุกอย่างนิ่งเงียบจนเหมือนสูญญากาศ พลอยสาดไฟฉายไปรอบห้อง พบกับผนังที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนเป็นภาษาแปลก ๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
ภูมิเหงื่อชื้นเต็มหน้าผาก “นี่มันอะไรของ…”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง มนัสหันขวับ แต่ไม่พบอะไร
จินเอื้อมมือไปสัมผัสผนัง รอยเย็นเฉียบแล่นขึ้นปลายนิ้ว “มัน…เหมือนมีมืออีกข้างอยู่ข้างหลัง…” เธอพูดเบา ๆ น้ำเสียงสั่น
พลอยหยิบรูปถ่ายเก่าที่ตกอยู่ตรงพื้นขึ้นมา รูปนั้นมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้านหลังนี้ ดวงตาเธอถูกขีดทับด้วยหมึกดำ
ภูมิขยับเข้าไปใกล้พลอย “เฮ้ย ดูดี ๆ สิ…นั่น…พื้นตรงนั้นเหมือนมีบางอย่างอยู่ใต้กระดาน”
มนัสใช้ปลายเท้าเขี่ยดู กระดานบางส่วนเผยให้เห็นกล่องไม้เก่า ๆ ฝุ่นจับแน่น พลอยเปิดกล่องนั้น พบกับตุ๊กตาพรมน้ำตา รอยขีดเขียนบนตัวตุ๊กตาเหมือนกับบนผนัง
ภูมิถอยห่างอย่างเห็นได้ชัด “อย่าไปแตะต้องมัน พลอย!”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น เหมือนเป็นภาษาที่พวกเขาเริ่มเข้าใจ
“…คืนของข้า…อย่าเอาของข้าไป…คืนของข้า…”
จินหลุดเสียงสั่น “พลอยวางมันลง วางเลย!”
พลอยลังเล ก่อนวางตุ๊กตาลง แต่เมื่อวาง เสียงกระซิบกลับกลายเป็นเสียงร้องไห้แผ่วเบาแทน ทุกคนเงียบงัน
ภูมิก้าวถอยหลังจนชนผนัง “กูไม่ไหวแล้ว ออกไปเถอะ!”
ทันใดนั้น ประตูทางลับที่พวกเขาเข้ามาปิดสนิท เสียงไม้กระทบกันดังปึงปัง ทุกคนวิ่งกรูกันไปที่ประตู พยายามเปิดแต่ไม่ขยับ ทุกคนต่างหมดแรงนั่งกองกับพื้น มีเพียงเสียงร้องไห้แผ่วเบาที่เอ่ยวนเวียนไม่หยุด
มนัสพยายามพูดปลอบใจ “มันอาจเป็นอากาศ…แรงกดอากาศอะไรแบบนี้”
จินส่ายหน้า ดวงตาเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ไม่ใช่ มันร้องหาอะไรบางอย่าง ของ…ของใครสักคน…”
พลอยกุมหัวตัวเอง เสียงกระซิบเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงพูดถึงความผิด พลอยเริ่มเห็นภาพแวบ ๆ ในหัว เป็นภาพของเด็กหญิงกำลังร้องไห้ในห้องนี้ ถูกรุมล้อมด้วยเสียงโกรธเกรี้ยวรอบด้าน
ภูมิซึ่งเห็นพลอยสั่นเทา รีบเข้าไปประคอง “เฮ้ ใจเย็น ๆ มันไม่ใช่ความจริง”
พลอยพูดเสียงแผ่ว “มันให้เอาของกลับมาคืน…ของอะไร…หรือว่า…หรือว่าคือนิด?”
จินนิ่งไป ดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “รูปถ่ายเมื่อกี้ เด็กในรูป…ใช่น้องสาวมึงไหม?”
พลอยมองรูปอีกครั้ง ก่อนสั่นศีรษะ “ไม่ใช่…แต่เหมือน…เหมือนมาก”
มนัสพูดขึ้นเสียงตะกุกตะกัก “ถ้า…ถ้ามีใครโดนอะไรในนี้…แล้วติดอยู่…”
เสียงกระซิบแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแผ่วเบาแล้วเงียบไป ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น
ทันใดนั้น มีเสียงฝีเท้าเด็กวิ่งผ่านหน้าประตูอย่างรวดเร็ว พลอยรีบลุกพรวดเข้าไปเปิดประตูอีกครั้ง คราวนี้ประตูเปิดออกได้อย่างง่ายดาย ทุกคนแลกเปลี่ยนสายตาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนกรูกันออกจากห้องใต้ดิน
เมื่อขึ้นมาชั้นบน บ้านทั้งหลังดูเปลี่ยนไป แสงจันทร์ส่องเข้ามาแรงขึ้นแต่เงามืดกลับทวีความหนาแน่นขึ้น เงารูปคนที่ดูผิดธรรมชาติลากยาวไปตามผนัง ทั้งสี่คนเดินด้วยความระแวดระวัง
“เฮ้ย…ใครเอาของในกล่องไป?” มนัสหันไปถามพลอย
“ไม่ได้เอา” พลอยตอบเบา ๆ “แต่…ในกระเป๋ากู…มันหนักขึ้น”
เธอล้วงไปในเป้ พบว่ามีก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือเปื้อนเลือดเก่า ๆ อยู่ในนั้น ไม่มีใครรู้ว่ามันมาได้อย่างไร
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนล้อมรอบทุกทิศทาง “…คืนของข้า…อย่าเอา…อย่าฝืน…”
ภูมิเริ่มร้องไห้ “ทำไมต้องเป็นพวกเราด้วยวะ!”
ทันใดนั้น ประตูทางออกทั้งหมดปิดสนิท เสียงลมหายใจแปลก ๆ ดังมาจากมุมห้อง ทุกคนเงียบกริบ มองไปยังเงามืด เห็นรูปร่างเด็กผู้หญิงยืนอยู่เงียบ ๆ มองมาทางพวกเขา
มนัสสูดหายใจ “ขอโทษ…เราคืนแล้ว…เราคืนของแล้ว…”
เงาร่างเด็กนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางเสียงกระซิบที่แผ่วลงเรื่อย ๆ แต่แทนที่ด้วยเสียงร้องไห้อย่างสิ้นหวัง ทุกคนได้ยินเสียงพูดในหัวตัวเอง ต่างกันไป
พลอยเห็นภาพเด็กหญิงคนหนึ่งถูกขังในบ้านหลังนี้ คนในครอบครัวทอดทิ้งเธอไว้ เธอร้องขอ พยายามตะโกน แต่ไม่มีใครได้ยิน
ภูมิได้ยินเสียงแม่ของตัวเองด่าว่า เขาไม่ดีพอ เขาไม่ควรมาอยู่ที่นี่
มนัสเห็นเงาเพื่อนเก่าของตัวเองที่เคยแกล้งในอดีต เงานั้นยืนอยู่ในเงามืด
จินได้ยินเสียงพ่อแม่ทะเลาะกัน เสียงร้องขอความรักจากในวัยเด็ก
พลอยรวบรวมสติ ล้วงหินก้อนนั้นออกมาแล้ววางลงกับพื้น “ขอโทษ…หนูไม่รู้ว่ามันสำคัญกับใคร…แต่หนูจะไม่แตะอีก”
เสียงกระซิบเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสี่คน ทุกคนค่อย ๆ เดินไปที่ประตู ซึ่งครั้งนี้เปิดออกโดยไม่มีสิ่งขัดขวาง
เมื่อออกมายืนบนเฉลียง พลอยหันกลับไปมองบ้าน หวังจะเห็นน้องสาวปรากฏกาย แต่กลับพบเพียงเงาว่างเปล่า
“นิด!” พลอยตะโกนเสียงดัง ท่ามกลางความเงียบ
ไม่มีเสียงตอบ กลุ่มพวกเขาเดินไปที่รถ พลอยหยุดมองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสอง เห็นเงาเด็กผู้หญิงยืนอยู่แล้วหายไปช้า ๆ
ภูมิสบตาพลอย “มึงคิดว่านิด…ยังอยู่ในนั้นเหรอ?”
พลอยน้ำตาคลอ “หนูจะไม่ทิ้งน้อง…แต่…ไม่รู้จะช่วยยังไง…” เธอพูดพร้อมเสียงสั่นเครือ
รถค่อย ๆ ขับออกจากเรือนร้าง ท่ามกลางความเงียบอึดอัด ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกคนต่างจมอยู่กับเสียงกระซิบในใจตนเอง
พลอยมองกลับไปยังกระจกหลัง เห็นเงาหญิงสาวยืนอยู่ตรงประตูบ้าน ตากลวงโบ๋จ้องมาทางเธอ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างงียบงัน
เสียงกระซิบยังคงวนเวียนในหัว “…อยู่ด้วยกัน…อย่าทิ้งข้า…”
พลอยหลับตา น้ำตาไหลอาบแก้ม ในใจเธอรู้ดีว่าบางสิ่งบางอย่างยังคงไม่ไปไหน เสียงกระซิบจากเรือนร้างนั้น…จะตามติดไปตลอดกาล