เสียงเรียกใต้ถุนบ้าน
เสียงจักจั่นดังแว่วข้างทาง ขณะพรรณรายขับรถผ่านทุ่งนากว้างไกล รถเก๋งเก่า ๆ ของเธอหยุดตรงหน้าบ้านไม้สองชั้นกลางทุ่ง บ้านที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลังนานนับสิบปี เหตุผลเดียวที่เธอกลับมา คือข่าวว่าแม่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูเหล็กบานพับส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเธอเปิดเข้าไปในลานหน้าบ้าน พรรณรายหยุดยืน หายใจลึก กลิ่นดินเปียกและไม้ผุคละคลุ้งในอากาศ ความทรงจำวัยเด็กผุดขึ้นมาแต่เธอรีบสลัดทิ้ง เดินขึ้นบันไดไม้สู่ชานบ้าน
บ้านเงียบผิดปกติ เงาแดดยามเย็นทอดยาวตามพื้นไม้ เสียงนกแว่วห่าง ๆ เธอเปิดประตูเข้าไปข้างใน ทุกอย่างเหมือนเดิม โต๊ะไม้เก่า ผ้าม่านสีขาวหม่น กระถางต้นไม้แห้งเหี่ยว
เธอหยิบกุญแจเก่า ๆ เก็บไว้ในกระเป๋า ก่อนเดินสำรวจห้องต่าง ๆ ทุกห้องว่างเปล่า ราวกับแม่เพิ่งออกไปเมื่อชั่วโมงก่อน แต่ของใช้ยังอยู่ครบ เธอเดินผ่านห้องนอนแม่ เห็นเตียงยังมีรอยยุบเหมือนมีใครนอนเมื่อคืน
ขณะเธอเดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่น เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังแผ่ว ๆ จากใต้ถุนบ้าน เธอหยุดฟัง เงียบ…มีเพียงเสียงลมหายใจตัวเอง หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เธอเปิดหน้าต่างมองลงไปยังใต้ถุนบ้านที่มืดสนิท เห็นเพียงเงาไม้ตะครุ่ม
ตกกลางคืน พรรณรายนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกันเบา ๆ ใต้บ้าน เสียงผู้หญิงกระซิบ หยุด…แล้วฟังใหม่ เสียงนั้นเบามากจนเธอไม่แน่ใจว่าหูแว่วหรือเปล่า เธอเดินไปที่หน้าต่าง เปิดออกไป มองไม่เห็นอะไร มีเพียงกลิ่นอับชื้นและความเงียบที่หนาวเย็น
เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าละไม เพื่อนบ้านวัยชรา เดินมาหา หน้าตาเคร่งขรึม “ได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ มั้ยเมื่อคืน” ป้าละไมถาม พรรณรายลังเล บอกปัดว่าคงคิดไปเอง ป้าละไมมองตานิ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ ว่า “ถ้าได้ยิน ก็อย่าไปสนใจนะลูก พวกเสียงใต้ถุน มันเก็บความลับไว้เยอะ”
พรรณรายอึดอัด ไม่เข้าใจคำพูดนั้น เธอจึงถามเรื่องแม่ ป้าละไมส่ายหน้า “แม่เค้าเดินไปตามทุ่ง บอกจะไปดูต้นกล้วยหลังบ้าน แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีใครเห็น”
เธอเดินสำรวจหลังบ้าน พบต้นกล้วยริมรั้วมีรอยขุดดินใหม่ ๆ เธอหยุดมองนิ่ง หัวใจเต้นแรง ลูบดินเบา ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นปิ่นปักผมของแม่หล่นอยู่ในดินชื้น ๆ
คืนนั้น เสียงกระซิบใต้ถุนชัดเจนขึ้น “กลับมา…กลับมา…” เธอกำมือแน่น พยายามไม่สนใจ แต่เสียงนั้นไม่หยุด มันเหมือนมีใครอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
วันต่อมา พรรณรายได้รับจดหมายเก่า ๆ ฉบับหนึ่งวางหน้าประตู จ่าหน้าถึงเธอ ลายมือคุ้นตาแต่สั่นคลอน จดหมายนั้นเตือนให้เธอระวัง “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น อย่าเดินลงใต้ถุนบ้าน ฯลฯ”
เธอเก็บจดหมายไว้ในลิ้นชัก พยายามไม่สนใจ แต่ในใจเริ่มระแวงว่ามีใครคอยจับจ้องอยู่
เธอเริ่มฝันถึงอดีต คืนวันที่พ่อเธอผูกคอตายใต้ถุนบ้าน ความทรงจำเหล่านี้ปะติดปะต่อขึ้นมาอย่างคลุมเครือ เธอเริ่มเชื่อว่ามีบางอย่างดึงดูดเธอให้กลับมา
กลางดึก เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบดังขึ้นอีก เธอตัดสินใจลงไปส่องไฟฉายใต้ถุนบ้าน ไฟฉายส่องไปเจอเพียงฝุ่น แมงมุม และเงาเสาไม้ แต่เสียงกระซิบหยุดทันทีเมื่อเธอเข้าใกล้สุด เธอรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมาจากความมืด
วันหนึ่ง ขณะเธอออกไปตลาด เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนชื่อพงษ์ พงษ์ดูอึดอัด ไม่กล้าสบตา “แกรู้เรื่องบ้านตัวเองดีแค่ไหน” เขาถาม พรรณรายย้อนถามกลับ พงษ์นิ่งก่อนพูดว่า “ใต้ถุนบ้านนั้น เคยฝังอะไรไว้…แกจำได้มั้ย”
พรรณรายนึกไม่ออก เธอถามซ้ำ พงษ์รีบเปลี่ยนเรื่องแล้วขอตัวกลับ เธอยืนงง มองตามหลังเขาไป รู้สึกหนาวสะท้าน
คืนนั้น เธอนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงคนเดินวนใต้บ้าน เสียงรองเท้ายางเก่า ๆ กับเสียงร้องไห้เบา ๆ เธอกลั้นหายใจ ไม่กล้าขยับ
รุ่งเช้า เธอค้นห้องเก็บของ เจอบันทึกเก่า ๆ ของแม่ มีข้อความขาด ๆ หาย ๆ พูดถึง “ของต้องห้าม” ที่ถูกฝังไว้ใต้บ้าน เพราะคำสาปบางอย่างที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น
เธอฟังเสียงกระซิบทุกคืน เสียงนั้นชัดเจนขึ้น เธอเริ่มแยกแยะออกว่าเป็นเสียงแม่ เรียกชื่อเธอเบา ๆ และเสียงผู้หญิงอีกเสียงหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก
พรรณรายเริ่มโทรศัพท์หาญาติ แต่ไม่มีใครรับสาย ทุกคนในหมู่บ้านเหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องบ้านของเธอ
วันถัดมา เธอเห็นเด็กผู้หญิงแปลกหน้าวิ่งเล่นแถวใต้ถุนบ้าน เด็กคนนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเธอเดินลงไปดู ไม่พบใคร มีเพียงกลิ่นเปลือกกล้วยสดใหม่
ความกดดันเพิ่มขึ้น พรรณรายเริ่มเห็นเงาหญิงสาวเดินวนในบ้าน ทุกครั้งที่เธอจะเข้าไปใกล้ เงานั้นจะหายไป ชานบ้านเริ่มมีรอยเปื้อนดำ ๆ เหมือนน้ำหยดจากใต้ถุน
คืนหนึ่ง เสียงกระซิบดังขึ้นจนเธอทนไม่ไหว เธอเดินลงใต้ถุนบ้าน พบพื้นดินที่ขุดใหม่ ๆ เธอขุดลงไป เจอกล่องไม้เก่า ๆ ผูกด้วยผ้าสีแดงขาดรุ่งริ่ง
เธอสั่นเทา มือเปื้อนดิน เปิดกล่อง พบเครื่องรางเก่า ๆ รูปผู้หญิงกับจดหมายลายมือแม่ เล่าถึงความผิดในอดีตและคำสาปที่ส่งต่อสู่ลูกหลาน ทุกคืนวันพระ วิญญาณคนตายใต้ถุนจะโหยหาคนรับกรรมต่อ เธอเองคือผู้ถูกเลือก
พรรณรายล้มลง ร้องไห้ เสียงกระซิบรอบตัวดังขึ้นเรื่อย ๆ “คืนให้เรา…” “อย่าหนี…” เธอพยายามหนีขึ้นบ้าน แต่ประตูปิดแน่น เสียงฝีเท้าเดินวนรอบบ้าน เสียงรองเท้ายาง เสียงร้องไห้ เสียงเด็กหัวเราะค่อย ๆ ดังขึ้นพร้อมกัน
แสงไฟในบ้านดับวูบ ความมืดกลืนกินทุกอย่าง เธอซ่อนตัวใต้โต๊ะได้ยินเสียงหอบหายใจข้างหู มือเย็นเฉียบแตะไหล่เธอ เธอหันไปมอง เห็นเงาหญิงสาวหน้าซีดจางจ้องตาเธอ น้ำตาไหลริน
เสียงแม่กระซิบ “ลูกต้องอยู่ รับกรรมแทนแม่…อย่าหนีอีกเลย…”
พรรณรายร้องไห้ สติแตก ประตูบ้านเปิดออกเอง เธอวิ่งออกไปกลางทุ่ง แต่เสียงตามหลอนในหัวไม่หยุด เมื่อเธอมองย้อนกลับไป เห็นเงาคนยืนเต็มใต้ถุนบ้าน ทุกคนหันหน้ามามอง พรรณรายรู้ทันทีว่าตัวเองหนีไม่พ้น
สุดท้าย เธอนั่งกอดเข่าตรงชานบ้าน มองแสงเช้าสาดลงใต้ถุน เงาเหล่านั้นยังคงยืนรออย่างเงียบงัน เสียงกระซิบยังคงไหลวนในอากาศ
ในหมู่บ้าน ไม่มีใครเข้าใกล้บ้านหลังนี้อีกเลย